วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

MIGA-Make Iran Great Again!!!

เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตเหลียวไปมองคุณปู่อิสราเอลไว้สักหน่อย!!! เพราะจู่ๆ เมื่อสัปดาห์-สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการนำเสนอของรัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอล “นายGideon Sa’ar” รัฐบาลอิสราเอลเขาเลยตัดสินใจลงมติรับรองสิ่งที่เรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย”(The Armenia Genocide) อย่างเป็นทางการ ก่อนจะผ่านไปให้รัฐสภา หรือสภา “Knesset”ให้ความเห็นชอบเป็นลำดับต่อไป...

คือเหตุที่ทำให้ต้องเหลียวแลชะแง้หา...ก็เพราะสิ่งที่ถูกเรียกว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย”นั้น มันคือฉากเหตุการณ์ที่อุบัติขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว หรือตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่1 โน่นเลย ที่ว่ากันว่า...อันเนื่องมาจากทหารตุรกี ตั้งแต่ช่วงยังเป็น “กองทัพจักรวรรดิออตโตมาน” นั่นแหละ เคยบุกเข้าไปเข่นฆ่าพร่าผลาญชีวิตชาวอาร์เมเนียนับล้าน หรือราวๆ 1.5 ล้านรายตามตัวเลขที่เคยเปิดเผยกันออกมา โดยจะจริง-ไม่จริง เป็นไปตามนั้น-ไม่เป็นตามนั้น ก็ยังคงต้องเถียงกันชนิดไม่แล้วเสร็จ เพราะขณะที่รัฐบาลตุรกีแต่ละยุค แต่ละสมัย ต่างปฏิเสธคอเป็นเอ็น แต่บรรดาประเทศต่างๆ ที่เห็นว่าเป็นไปตามนั้น หรือเห็นว่าเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กันจริงๆ ก็มีจำนวนไม่ต่ำไปกว่า30 ประเทศในทุกวันนี้ แต่เหตุที่รัฐบาลอิสราเอลเพิ่งจะมาเห็นควรด้วยกับบรรดาประเทศกว่า30 ประเทศ ทั้งๆ ที่เรื่องราวมันผ่านมาแล้วนับร้อยๆปี และทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังถูกกล่าวหาว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์”ในดินแดนฉนวนกาซาอยู่ทุกวันนี้ อันนี้นี่เอง...เลยทำให้ต้องเหลียวไป-เหลียวมา ต้องชะโงกเข้าไปดูว่ามันเพราะอะไรกันแน่ ถึงทำให้รัฐบาลอิสราเอลต้องมารับรองการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียกันในช่วงนี้!!!

ซึ่งถ้าว่ากันโดยรวมๆ แล้ว...น่าจะหนีไม่พ้นไปจากการที่บรรดาผู้มีอำนาจ บทบาทในอิสราเอล ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าประเทศไก่งวงตุรเคีย ตุรกีของประธานาธิบดี “Recep Tayyip Erdogan” รายนี้นี่แหละ น่าจะเป็น “ศัตรูตัวใหม่” ของประเทศอิสราเอลและของบรรดาลูกหลานชาวยิวทั้งหลาย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังฝันเฟื่อง ถึงแนวคิดอันสุดแสนจะทะเยอทะยาน หรือ “อุดมการณ์ทางศาสนา” ที่รู้จักกันในนาม “The Greater Israel” นั่นเอง และต่างก็เปิดเผยทัศนะและความรู้สึกดังกล่าวแบบตรงไป-ตรงมา ไม่ว่านายกรัฐมนตรีอิสราเอล “ไอ้เหี้ย...ย์ย์ย์ม์ม์ม์ม-Benjamin Netanyahu”ที่สรุปแบบหน้าตาเฉยช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) ว่า... “Erdogan คือภัยคุกคามที่ร้ายแรงของอิสราเอล” หรือรัฐมนตรีกระทรวงชาวยิวโพ้นทะเล “นายAmichai Chikli” ที่ระบุว่า “จักรวรรดิของพวกมุสลิมชีอะห์อย่างอิหร่านนั้นหมดฤทธิ์ หมดเดช ไปเรียบร้อยแล้ว และสิ่งที่ชาวอิสราเอลต้องหันมาให้ความสนใจก็คือพวกพันธมิตร Muslim Brotherhood ที่มี Erdogan แห่งตุรกี ซีเรียและกาตาร์ ร่วมมือกัน นี่เป็นสิ่งที่ชาวอิสราเอลควรเปิดตามองให้เห็น ณ บัดนี้” หรือรัฐมนตรีอีกรายอย่าง “นายGila Gamliel” ที่พยายามเร่งเร้าให้บรรดาชาวยิวทั้งหลาย “เตรียมเผชิญหน้ากับจักรวรรดิออตโตมาน” แม้แต่คู่แข่ง-คู่กัดของ “นายBenjamin Netanyahu” อย่างอดีตนายกรัฐมนตรี “Naftali Bennett” ก็มิวายเห็นในแนวเดียวกัน จนถึงกับสรุปว่า “Turkey is the new Iran” หรือตุรกีคืออิหร่านแห่งใหม่ที่ประเทศอิสราเอลจะต้องหาทางทำให้ฉิบหายวายวอดลงไปให้จงได้...ฯลฯ ฯลฯ...

ด้วยเหตุนี้...การออกมาให้คำรับรอง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย” เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึง “ความเป็นศัตรู” ระหว่างอิสราเอลกับตุรกีค่อนข้างชัดเจน ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่ถึงกับ “ช้าไป” โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงกิริยา-ท่าทีของผู้ที่เคยยอมพลีกายเป็น “ทาสรับใช้” ประเทศอิสราเอลมาโดยตลอด เช่น “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา ที่หลังๆ มานี้ชักหันมาด่าว่า ด่าทอ ผู้นำอิสราเอลเสียๆ หายๆ ถึงขั้น “Fuckๆ-Assๆ” เอาเลยถึงปานนั้น ซึ่งออกจะมี “มุมมอง”ต่อ “แนวรบตะวันออกกลาง” ต่างไปจากบรรดาชาวอิสราเอลทั้งหลายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงระหว่างการพบปะเจอะเจอกับเลขาธิการ “NATO” และตอบรับคำเชิญที่จะไปร่วมประชุมสุดยอดองค์กรดังกล่าว ในวันที่ 7-8 ก.ค.ที่กรุงอังการา โดยได้ส่ง “สัญญาณ” บางอย่างระหว่างการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำให้ถูกแปลความ ตีความ ว่าอาจหมายถึงการพร้อมที่จะขายสุดยอดเครื่องบินรบล่องหน อย่าง “F-35”ให้กับตุรกี แม้ว่าการกระทำเช่นนี้ จะเคยถูกห้าม ถูกขัดขวาง โดยกฎหมายที่เรียกย่อๆ ว่า “CAATSA” (Counter America’s Adversaries Through Sanctions Act) ที่ออกในปี ค.ศ.2020 อันเนื่องมาจากตุรกีคิดจะไปซื้อระบบป้องกันภัยทางอากาศ “S-400” จากคุณน้ารัสเซียและเป็นอะไรที่ขัดแย้งแปลกแยกกับความเป็นสมาชิก “NATO” และกับผลประโยชน์ของอเมริกา แต่สำหรับ “ทรัมป์บ้า” แล้วกลับเห็นว่า... “เขา(ตุรกี)คือสมาชิกที่เข้มแข็งของ NATO และบางทีผมจะพยายามทำบางสิ่งบางอย่างที่ให้พวกเขามีความสุข”...

อันนี้นี่แหละ...ที่ทำให้การประกาศรับรอง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนีย” ของรัฐบาลอิสราเอล เลยไม่ถึงกับความรู้สึกช้า หรือช้าไปสักเท่าไหร่ เพราะการพัฒนาเครื่องบินรบระดับสุดยอดอย่าง “F-35” นั้น บริษัทผลิตอาวุธอิสราเอลก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย อันพอจะหยิบยกมาเป็นเหตุผล ข้ออ้าง เป็นอุปสรรคขัดขวาง ไม่ให้ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” สามารถทำอะไรตามใจชอบได้ง่ายๆ ไม่เพียงเท่านั้น...บรรดาเส้นสายเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวที่อยู่ในรัฐสภาอเมริกัน ยังพร้อมโดดออกมาคัดค้าน ออกมาแสดงความไม่เห็นควรด้วย อย่างเช่นวุฒิสมาชิก “Mike Lawler” แห่งพรรครีพับลิกัน และ “Brad Sherman” แห่งพรรคเดโมแครต ที่ได้ร่วมส่งจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีอเมริกัน ห้ามไม่ให้ขายเครื่องบิน “F-35” ให้ตุรกี เพราะด้วยเทคโนโลยีชนิดนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้กองทัพตุรกีที่กำลังสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองอย่างเร่งด่วน กำลังเตรียมผลิตเรือบรรทุกเครื่องบิน 60,000 ตัน เรือรบเพิ่มอีก 30 ลำ ยังสามารถเร่งรัดการพัฒนาเครื่องบินล่องหนของตัวเองอย่าง “KAAN Stealth Fighter” จนน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3-5 ปีที่จะมีแสนยานุภาพทางอากาศไม่น้อยไปกว่าอิสราเอลได้อย่างจริงๆ-จังๆ...

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...เหตุที่ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” คิดจะหันไปอี๋ๆ อ๋อๆ กับผู้นำตุรกีอย่างประธานาธิบดี “Erdogan” นั้น น่าจะเป็นเพราะทัศนะ มุมมองต่อ “แนวรบตะวันออกกลาง” ของผู้นำอเมริการายนี้อาจผิดแผกแตกต่างไปจากผู้นำอิสราเอลในบางแง่ บางมุม เช่น การเปิดศึกกับพวก “Hezbollah” ในภาคใต้เลบานอน เป็นต้น ที่ผู้นำอเมริกาเห็นว่า...“ผมคิดว่าสงครามเลบานอนเป็นเรื่องเล็ก สงครามอิหร่านใหญ่กว่า และแม้ว่าเราจะมีรูเข็มเล็กๆ อยู่ด้านหลังหัว คือพวกHezbollah แต่คุณไม่สามารถจะถล่มอาคารทุกๆแห่งและทุกเมื่อที่คุณมองเห็นพวกนั้นเพราะมันยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่ไม่ใช่ Hezbollah นี่คือสิ่งที่ผมพยายามบอก” และโดยกรรมวิธีของ“ทรัมป์บ้า” ก็คือน่าจะหันไปวานให้ซีเรียเล่นงานพวก “Hezbollah” กันแทนที่ หรือดังคำให้สัมภาษณ์แบบตรงไป-ตรงมาว่า... “ผมได้เสนออิสราเอลปล่อยให้ซีเรียจัดการพวกHezbollah เพราะถ้าพูดโดยความจริงใจแล้ว ผมคิดว่า...พวกเขาสามารถทำภาระนี้ได้ดีกว่าที่พวกคุณกำลังทำ”...

ซึ่งก็แน่นอนนั่นแหล่ะว่า...ไม่เพียงแต่ผู้นำซีเรียคนปัจจุบัน “นายAhmed al-Sharaa” ที่เคยเป็นอดีตผู้ก่อการร้าย “IS” หรือ “al-Qaeda” เคยถูกขึ้นบัญชีดำแถมตั้งค่าหัวนับล้านๆ ดอลลาร์โดยรัฐบาลอเมริกัน จะได้รับการเพิกถอนข้อกล่าวหาและยอมรับสถานะความเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว ถึงขั้นเดินทางไปจับมือ-ถือแขนผู้นำอเมริกาถึงทำเนียบขาว แต่ย่อมเป็นที่รู้ๆ โดยทั่วไปว่า คือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจและบารมีของผู้นำตุรกีอย่าง “นายErdogan” อย่างไม่คิดจะผันแปรไปเป็นอื่น ความพยายามสร้างความ “Happy” ให้กับผู้นำตุรกีด้วยการยกเลิกข้อห้ามขายเครื่องบิน “F-35” ก็จึงอาจเกี่ยวพันกับความคิดที่จะปกป้องอิสราเอลด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่รัฐบาลและกองทัพอิสราเอลกำลังกระทำการอยู่ในทุกวันนี้...

คือสิ่งที่ทำให้อิสราเอลต้องเปิดศึกไม่รู้จะกี่ด้านต่อกี่ด้านนั้น...ไม่ใช่แค่ความพยายามป้องกันตัวเองแบบประเทศปกติธรรมดาโดยทั่วไป แต่มุ่งที่จะ “ยึดครอง”หรือมุ่งที่จะ “ขยายดินแดน” นั่นแหละเป็นหลักใหญ่ หรืออย่างที่ผู้นำอิสราเอล “นายBenjamin Netanyahu” ได้ระบุเอาไว้นั่นแหละว่า สิ่งที่เรียกว่า “เข็มขัดแห่งความมั่นคง” (Security Belt) ของอิสราเอลก็คือดินแดนฉนวนกาซา เลบานอน ซีเรีย ฯลฯ คือความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมาย อุดมการณ์ทางศาสนา แบบที่เรียกกันว่า “The Greater Israel” นั่นเอง และไม่ถึงกับน่าแปลกใจถ้า “ศัตรูตัวใหม่” ของอิสราเอลจะหมายถึงตุรกี อียิปต์ จอร์แดน อิรักจาก “ลุ่มแม่น้ำไนล์”ไปยัน “ลุ่มแม่น้ำยูเฟรติส” เอาเลยก็เป็นได้...

ความแตกต่างระหว่างผู้นำอเมริกากับผู้นำอิสราเอลต่อ “แนวรบตะวันออกกลาง” จึงทำให้ต้องตั้ง “คำถาม” ต่อไปอีกว่า สุดท้ายแล้ว...ใครกำลังลาก กำลังจูง หรือใครใหญ่กว่าใครกันแน่!!! ประธานาธิบดีอเมริกันที่ต้องหาทางปกป้องไม่ให้เศรษฐกิจอเมริกาพังพินาศ ยับเยิน ไปพร้อมๆ กับเศรษฐกิจโลก ต้องหาทางดิ้นรนเอาชนะเลือกตั้งกลางเทอมเพื่อไม่ให้ถูกพรรคฝ่ายตรงข้าม “ถอดถอน” ในอีก2 ปีข้างหน้า ด้วยการหันมาสร้าง “ข้อตกลง” กับอิหร่านยุติการสู้รบในแนวรบต่างๆ รวมทั้งเลบานอน ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศ “นายMarco Rubio” ไปทำข้อตกลงระหว่างเลบานอนกับอิสราเอลแบบคนละเรื่อง-คนละม้วนกับที่รองประธานาธิบดี “J.D. Vance” ทำไว้กับอิหร่าน หรือจะใช้วิธีเกลี้ยกล่อมซีเรีย ให้หันมาปกป้องอิสราเอลด้วยการเล่นงานพวก “Hezbollah”กันแทนที่ หรือไปๆ-มาๆ อาจต้องถูกฉุดกระชากลากถู ให้ต้องกัดใคร ขย้ำใคร ไม่ต่างไปจาก “สุนัขบ้า” ตามความปรารถนาและต้องการของอิสราเอลจนอาจต้องยอมเป็นศัตรูกับโลกทั้งโลกไปจนได้???

ความแตกต่างดังกล่าวมันเลยไม่ต่างไปจากเหรียญที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ด้าน ขึ้นอยู่กับว่าจะออกหน้าไหน หรือขึ้นอยู่กับว่าระหว่าง “America First” กับ “Israel First” สุดท้ายแล้ว...ใครใหญ่กว่าใครนั่นแล และนั่นเองที่ทำให้ผู้ที่เต็มไปด้วยความละเอียด ประณีตเอามากๆ โดยเฉพาะในด้าน “ยุทธศาสตร์” อย่างอิหร่าน เขาจึงเร่งกดดันอเมริกาให้ “Muzzle Your Pet” ให้สวมที่ครอบปากให้กับสัตว์เลี้ยงตัวเอง ดังที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายAbbas Araghchi” ได้ออกมาเร่งเร้าไว้เมื่อวัน-สองวันมานี้ อันแทบไม่ต่างไปจากการเร่งกดดันให้อเมริกากับอิสราเอล “แตกกัน”ให้จงได้!!! เพราะนั่นย่อมส่งผลให้ “สงครามอิหร่าน” อาจเป็นไปดังที่ประธานรัฐสภาอิหร่านท่านได้ออกมาเยาะเย้ยไว้ด้วยคำว่า “MIGA” หรือทำให้สงครามที่ถูกเปิดฉากโดยอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน กลับนำมาซึ่ง “Make Iran Great Again” ซะเฉยเลย จริง-ไม่จริง เชื่อ-ไม่เชื่อ ก็ลองไปคิดคำนวณเอาเองก็แล้วกัน ไม่ก็ลองไปอ่านข้อเขียน บทความของ “นายLeon Hadar” นักวิเคราะห์กิจการโลก ที่เคยเป็นคอลัมนิสต์สื่ออิสราเอลไม่ว่า “Times of Israel” หรือ “Haaretz” ก่อนหน้านี้ ว่าด้วยเรื่อง “How America’s war crowned Iran as the Gulf’s new Hegemon” หรือที่สำนักข่าว “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮา นำมาถ่ายทอดในชื่อว่า “สงครามอเมริกาทำให้อิหร่านผงาดเด่นเหนือใครในอ่าวเปอร์เซีย” ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้...