วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569

RS ยุคปั้นนักร้อง AI ปัง หรือ พังพินาศ?

จากอดีตค่ายเพลงยักษ์ใหญ่คู่แข่งตลอดกาลของแกรมมี่ฯ ที่เคยสร้างประวัติศาสตร์และโมเมนต์ความทรงจำผ่านเสียงเพลงให้กับคนไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้ RS Music กำลังเผชิญกับมรสุมคำวิจารณ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ค่าย หลังจากประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ภายใต้แบรนด์ RS Music X ด้วยการเปิดตัว 6 ศิลปิน AI รุ่นแรกอย่าง ทามินทร์ (Tamin), จอย จอย (Joy Joy), อะริน (Aryn), นัวร์ (Noir), สเตลล่า (Stella) และลูน่า (Luna)

แทนที่จะได้รับความชื่นชมในฐานะ “ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี” ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อเพลงเปิดตัวแรกอย่าง “เก็บตะวัน” เวอร์ชัน AI ของ ทามินทร์ ถูกสังคมจวกยับว่า “กระจอก-ห่วย-ไร้ศิลปะ” จนเกิดคำถามตัวโตๆ ว่า อาร์เอสกำลังเอาสมบัติล้ำค่ามาผลาญทำลาย หรือคิดง่ายเกินไปจนยอมแลกศรัทธากับการลดต้นทุน?

ยุคตกต่ำและวิกฤตหุ้นตกเป็นประวัติการณ์

 หลังจากที่อาร์เอสหันไปลุยทีวีดิจิทัล (ช่อง 8) และปรับโมเดลธุรกิจเป็นขายของเต็มตัว แม้ช่วงแรกจะทำกำไรได้ดี แต่ในระยะหลัง โดยเฉพาะช่วงปี 2025 ถึงกลางปี 2026 อาร์เอสเจอมรสุมหนักมาก หุ้นดิ่งเหวรุนแรงจนติด Floor และเพิ่งโดนตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย CB (Caution) ไปเนื่องจากปัญหาขาดสภาพคล่องและผิดนัดชำระหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงินหลักร้อยล้าน เรียกว่าอยู่ในสภาวะ “ย่อยยับ” เชิงตัวเลขและศรัทธาของนักลงทุน

การส่งไม้ต่อให้ “รุ่นลูก” และดีลลิขสิทธิ์

การส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นลูกเข้ามากุมบังเหียนปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อกู้สถานการณ์ ควบคู่ไปกับการที่อาร์เอสต้องหาเงินสดเข้ามาหมุนเวียนด่วน จึงเป็นที่มาของการตัดใจขายหุ้น/จับมือกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับสากล (ซึ่งปัจจุบันในพาร์ตลิขสิทธิ์เพลงคลังใหญ่ อาร์เอสได้ปิดดีลร่วมทุนมูลค่ากว่า 600 ล้านบาทกับทาง Universal Music Group หรือ UMG ไปเพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินเก่า)

“ไม่มีอะไรจะเสีย” จึงเอาของเก่ามาขายให้ล้ำ...แต่ทำไม่ถึง

เมื่อแผลธุรกิจฝั่งพาณิชย์และทีวีเริ่มพังพินาศ ตัวเลขติดลบ และผู้บริหารต้องหาทางรอด ประกอบกับ “กระแสเรียกร้องและโหยหาอดีต” จากแฟนเพลงยุค 90s-2000s ที่อยากเห็นอาร์เอสกลับมาทำเพลง ค่ายเลยเกิดไอเดียทดลองตลาดนี้ขึ้นมา โดยนำคลังเพลงเดิมที่มีอยู่มาแปลงโฉมด้วยเทคโนโลยี AI ในนามแบรนด์ RS Music X ไม่ต้องใช้เงินทุนมหาศาลจ้างครูเทรน ปั้นเด็กใหม่ หรือจ่ายค่าโปรดักชันแพงๆ

เจตนาคืออยากล้ำ แต่ผลลัพธ์คือ “ทำไม่ถึง” มันกลายเป็นการเพลย์เซฟที่มักง่ายเกินไป งานที่ออกมาเลยขาดความประณีต ไร้จิตวิญญาณ และกลายเป็นเหมือนการ “เอาสมบัติเก่ามาทุบขายทิ้ง” จนคนฟังแอนตี้อย่างที่เห็น นี่หรือเพลงจากค่ายยักษ์?

ตัดภาพไปที่ตลาดโลก เพลง AI ในปี 2026 ไปไกลถึงขั้นขึ้นชาร์ตอันดับ 1

​ในขณะที่โปรเจกต์ AI ของอาร์เอสถูกวิจารณ์อย่างหนัก แต่ทว่าในเวทีระดับสากล ณ ปัจจุบัน (ปี 2026) วงการเพลง AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ “เพลงทดลอง” ไปสู่การแข่งขันกับศิลปินตัวจริงได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ โดยมีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามบนโลกออนไลน์และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง อาทิ

​“Celebrate Me” – IngaRose  ถือเป็นเพลง AI ที่ประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลมากที่สุดในช่วงนี้ ด้วยแนวเพลง R&B / Soul ที่มีเนื้อหาให้กำลังใจและรักตัวเอง จนกลายเป็นไวรัลสะท้อนความรู้สึกของผู้คนบน TikTok และโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้เพลงนี้ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต iTunes ทั้งในสหรัฐฯ และชาร์ตโลก ได้สำเร็จ

​“Papaoutai (Afro Soul)” – mikeeysmind & Chill77 การนำเพลงฮิตระดับตำนานของ Stromae มาดัดแปลงเป็นเวอร์ชัน AI ในสไตล์ Afro Soul จนกลายเป็นไวรัลฮิตทั่ว TikTok และ Spotify กวาดยอดสตรีมไปหลายล้านครั้ง แม้จะหนีไม่พ้นข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรมในการใช้ AI สร้างเสียงร้องก็ตาม

​“I Run” – HAVEN อีกหนึ่งเพลง AI ที่โด่งดังเป็นพลุแตก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนราคาแพง เพราะในช่วงแรกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่าใช้ AI เลียนเสียงนักร้องโดยไม่ได้รับอนุญาต จนในที่สุดต้องมีการแก้ไขโดยให้นักร้องตัวจริงเข้ามาอัดเสียงใหม่เพื่อความถูกต้อง

​สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดโลกพิสูจน์ให้เห็นว่า ดนตรี AI สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเข้าถึงผู้ฟังหมู่มากได้จริงหากผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่มีคุณภาพ และมีระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, YouTube Shorts หรือ Instagram Reels คอยช่วยกระจายผลงาน แต่สิ่งที่วงการเพลงทั่วโลกยังคงถกเถียงกันไม่จบ คือเรื่องของ ลิขสิทธิ์ ความโปร่งใส และผลกระทบต่อศิลปินที่เป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับที่ RS กำลังเผชิญ

เปิดงบประมาณ “ศิลปิน AI” ของ RS ประหยัดจริง?

​เมื่อหันกลับมามองที่อาร์เอส หลายคนมองว่าค่ายเลือกเดินเกมนี้เพราะ “ไม่อยากลงทุนกับมนุษย์แล้ว” ซึ่งหากกางตัวเลขดูในระยะสั้น การใช้ AI ดูเหมือนจะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล

​รายจ่ายที่ลดลงทันตาเห็น คือค่ายไม่ต้องจ่ายส่วนแบ่งค่าตัวให้ศิลปิน, ไม่มีค่าเบี้ยเลี้ยง, ค่าวินัย, ค่าดูแลภาพลักษณ์, และที่สำคัญคือ AI ไม่มีวันเหนื่อย ป่วย หรือสร้างข่าวฉาว ที่จะส่งผลกระทบต่อแบรนด์

​แต่รายจ่ายแฝงที่งอกเงย การทำศิลปิน AI ให้รอดและมีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล ไม่ใช่แค่การกดปุ่มสั่งงานฟรี แต่อาร์เอสต้องลงทุนกับระบบหลังบ้านที่สูงลิ่ว

​ สิ่งที่ RS กำลังจ่ายไม่ใช่ “ค่าตัวนักร้อง” แต่เปลี่ยนไปจ่าย “ค่าวินิจฉัยและพัฒนาเทคโนโลยี” ซึ่งจากผลงานเพลงเก็บตะวันเวอร์ชันล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า เงินที่ลงทุนไปกับเทคโนโลยีนั้นยังไม่ถึงขั้น งานจึงออกมาห่างไกลจากเพลง AI ระดับโลก และถูกมองว่าทำขึ้นมาแบบง่ายๆ เกินไป 

​ ความพังพินาศในระยะยาว

​การฝืนดันโปรเจกต์ AI ที่ยังไม่พร้อมออกสู่ตลาด นอกจากจะทำลายสถิติยอดวิว (ที่ปัจจุบันก็น้อยนิดอยู่แล้ว) มันยังสร้างเอฟเฟกต์เชิงลบสะท้อนกลับมาสู่ค่ายอย่างรุนแรงใน 3 มิติ

1. การทำลาย “คลังทรัพย์สินทางปัญญา” ของตัวเอง 

​เพลงเก่าของอาร์เอสคือ “กล่องความทรงจำ” ที่ทรงคุณค่าและทำเงินได้ตลอดเวลาผ่านการขายลิขสิทธิ์หรือการนำมา Re-arrange ใหม่โดยศิลปินที่มีฝีมือ แต่การเอาเพลงระดับตำนานมาป้อนให้ AI ร้องด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ คือการ ลดทอนคุณค่าความคลาสสิก ผลลัพธ์คือเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ฟัง ส่วนคนที่เติบโตมากับความไพเราะของเพลงเหล่านี้ยิ่งรับไม่ได้ ค่ายกำลังเสียฐานผู้ฟังไปทั้งสองเจนเนอเรชัน

​2. ปิดประตูทำเงินจาก “Fandom Economy”

​รายได้หลักของค่ายเพลงในยุคปัจจุบันไม่ได้มาจากยอดสตรีมมิ่ง แต่มาจาก Concert, Merchandise, Fan Meeting และ พรีเซ็นเตอร์สินค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วย “ความรักที่แฟนคลับมีต่อตัวตนของศิลปิน”

เมื่อศิลปินไม่มีตัวตนอยู่จริง ไม่สามารถปฏิสัมพันธ์สดๆ หรือแสดงสดบนเวทีให้คนกรี๊ดได้ แผนการทำเงินระยะยาวที่ RS วาดไว้จึงแทบจะ “พังพินาศ” ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เพราะยากที่ผู้ฟังจะยอมควักเงินจ่ายเพื่อไปดูหน้าจอคอมพิวเตอร์

​3. วิกฤตศรัทธาและความเหลื่อมล้ำในวงการเพลง

​ในขณะที่ประเทศเต็มไปด้วยเด็กรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ มีคนจริงๆ ที่ฝันอยากจะเป็นนักร้องและพร้อมจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอีกตั้งมากมาย การที่ค่ายใหญ่อย่าง RS เลือกหันหลังให้มนุษย์แล้วเลือกใช้ทางลัดด้วย AI ส่งสัญญาณที่ย่ำแย่ต่ออุตสาหกรรม T-POP และทำให้ภาพลักษณ์ของอาร์เอสถูกมองว่าขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและศิลปะ

​สงครามเทคโนโลยีดนตรีในปี 2026 ได้พิสูจน์แล้วว่า “เพลง AI สามารถดังและทำเงินได้จริง” หากมันถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีต มีชั้นเชิง และมีคุณค่าทางศิลปะมากพอที่จะจับใจคนฟังแบบที่เพลงอย่าง “Celebrate Me” ทำได้

การเปิดตัว “ทามินทร์” กับเพลงเก็บตะวัน อาจจะเป็นการ “โยนหินถามทาง” ที่ก้าวพลาดอย่างรุนแรง แต่ตามแผนของ RS Music X ยังเหลือศิลปิน AI อีก 5 คน ก็ต้องรอดูว่าทีมบริหารจะใช้บทเรียนความพังพินาศในซิงเกิลแรกนี้ไปแก้เกมอย่างไร?

แต่หากอร์เอสยังไม่ยอมแก้เกม และดันทุรังส่งอีก 5 ศิลปินที่เหลือออกมา อาจกลายเป็นการฝังกลบ “เกียรติภูมิ” ที่สะสมมาหลายสิบปีให้พังพินาศลงด้วยน้ำมือของเทคโนโลยีที่ตัวเองยังใช้มันได้ไม่ดีพอ!