วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569

เจาะกลยุทธ์ชิงเจ้าตลาดของ 2 ยักษ์ใหญ่ เมื่อตลาดอาหารเสริมไทยแตะแสนล้าน!

ปี 2568 มูลค่าตลาดวิตามินและอาหารเสริมไทยแตะระดับ 100,000 ล้านบาท เป็นครั้งแรก และเติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน โดยกลุ่มผู้บริโภคอายุ 50 ปีขึ้นไปเติบโตสูงถึง 60% ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรครองอันดับ 2 ของตลาด ขณะที่ครัวเรือนไทยมีอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูงถึง 80% เฉลี่ย 3.7 หมวดหมู่ต่อครัวเรือน ท่ามกลางความร้อนแรงของตลาด ภาครัฐก็อยู่ระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อาหาร ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มบทลงโทษการโฆษณาเท็จ สะท้อนว่าตลาดนี้กำลังถูกจับตาทั้งในแง่โอกาสและความเสี่ยง

ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุเดือดนี้ มีผู้เล่นสองรายที่เดินคนละเส้นทางแต่ต่างครองความเป็นผู้นำในมุมของตัวเอง นั่นคือ Blackmores และ MEGA We care

Blackmores: จากนักธรรมชาติบำบัดสู่เสาหลักของ Kirin Holdings

Blackmores ก่อตั้งขึ้นในปี 1938 โดย Maurice Blackmore นักธรรมชาติบำบัดชาวออสเตรเลีย ก่อนจะเติบโตจนกลายเป็นแบรนด์วิตามินและอาหารเสริมระดับภูมิภาค และในเดือนเมษายน 2566 ถูก Kirin Holdings เข้าซื้อกิจการด้วยมูลค่าราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อวางให้เป็นเสาหลักของธุรกิจ Health Science ของกลุ่มคิริน

ผลตอบรับหลังการควบรวมถือว่าโดดเด่น ในปีงบประมาณ 2567 Blackmores สร้างรายได้เติบโตถึง 116.1% (69.1 พันล้านเยน) และมีกำไรจากการดำเนินงานปกติราว 6 พันล้านเยน กลายเป็นผู้สร้างรายได้และกำไรสูงสุดในกลุ่มธุรกิจ Health Science ของคิรินทั้งหมด โดยประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลีรวมกัน

ในตลาดไทย Blackmores ครองส่วนแบ่งตลาดวิตามินและอาหารเสริมเฉพาะทางเป็นอันดับ 1 ที่ 24% จากมูลค่าตลาดรวม 12,000 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 18% โดยยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีทำได้แล้ว 16% และวางเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 26%

กลยุทธ์หลักของ Blackmores คือการขยายฐานไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ล่าสุดเปิดตัว "ฟิซเซอร์" เกล็ดฟู่ละลายง่ายแบบซอง แบรนด์แรกในไทย ปราศจากน้ำตาล 100% มีให้เลือก 3 สูตร ได้แก่ Immu Plus, Nicotinamide Plus และ Performance Plus โดยทุ่มน้ำหนักไปที่ช่องทางออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ ทำตลาดผ่าน TikTok Shop เป็นหลัก ส่งผลให้ช่องทางออนไลน์เติบโตถึง 71% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 50% และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของรายได้รวมในไทย

ด้านการสร้างความน่าเชื่อถือ Blackmores ใช้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานเป็นเกราะป้องกันการแข่งขันจากรายใหม่ ได้รับรางวัล "แบรนด์ที่น่าเชื่อถือที่สุด" ต่อเนื่องถึง 16 ปีในไทย ขณะที่มาตรฐานการขึ้นทะเบียนกับ อย. ที่ต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เก่าแก่อย่าง Blackmores รักษาความได้เปรียบในตลาดไว้ได้

MEGA We care: จากโรงงาน OEM สู่ผู้นำ Nutraceutical ระดับภูมิภาค

หากมองเส้นทางของ MEGA We care จะเห็นความแตกต่างชัดเจน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2525 โดย กิริต ชาห์ นักธุรกิจชาวอินเดีย ในชื่อ "บริษัท วิคาส จำกัด" ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น "เมดิแคป" ในปีเดียวกัน โดยเริ่มต้นจากการเป็นโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพให้แบรนด์อื่น ก่อนจะเริ่มปั้นแบรนด์ตัวเองในชื่อ "MEGA We Care" ช่วงปี 2536-2537 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2548 ในชื่อ "บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน)" จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงโรงงานรับจ้างผลิต

วันนี้ MEGA We care ขยายธุรกิจครอบคลุมกว่า 30 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกาใต้ พร้อมพนักงานกว่า 6,000 คนทั่วโลก

ต่างจาก Blackmores ที่เน้นความเร็วและช่องทางออนไลน์ MEGA We care เลือกเดินเกมยาวด้วยกลยุทธ์ Preventive Health Care เจาะกลุ่มโภชนเภสัช (Nutraceutical) รองรับสังคมสูงวัยและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) สร้างความน่าเชื่อถือผ่านมาตรฐานการผลิตยาระดับสากล ควบคู่กับการตั้งศูนย์ Wellness We care Center ให้ความรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) แก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชน

ที่น่าสนใจคือ แม้จะยึดฐานลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย NCDs เป็นหลัก แต่ในปี 2568 MEGA We care ก็ปรับตัวรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ "Stay Healthy & Happy as Long as You Live" พร้อมแคมเปญ "Care-Mitment x LingOrm" ดึงหลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง และออม-กรณ์นภัส มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คู่แรกของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด "แคร์คุณทุกช่วงชีวิต" นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมในสังคม เช่น แคมเปญ "MEGA PRIDE 2025" ที่ศูนย์การค้าเมกาบางนา สะท้อนความพยายามขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นโดยไม่ทิ้งจุดแข็งเดิม

โครงสร้างธุรกิจของ MEGA We care แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มแบรนด์ Nutraceutical ของตัวเอง, ธุรกิจจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมกว่า 35 ประเทศ และธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของบริษัท

ด้านผลประกอบการ ปีงบประมาณ 2568 รายได้รวมของบริษัทลดลง 7.8% เมื่อเทียบปีก่อน แต่ Core Profit กลับเพิ่มขึ้น 4.3% และอัตรากำไรขั้นต้นพุ่งสูงถึง 64.6% สะท้อนกลยุทธ์เน้น "คุณภาพกำไรมากกว่าปริมาณยอดขาย" ด้วยการตัดพอร์ตสินค้ามาร์จิ้นต่ำและโฟกัสกลุ่ม Nutraceutical/NCDs ที่ทำกำไรดีกว่าแทน

โดยรายได้ที่ลดลงส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายในตลาดเมียนมาร์ (ภายใต้แบรนด์ Max Care) ที่เผชิญความท้าทายจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจในประเทศมาตลอดครึ่งปีแรก ก่อนจะเริ่มทรงตัวได้ในช่วงปลายปี 2568

ขณะที่ในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 บริษัทกลับมาโชว์ฟอร์มแกร่ง ด้วยรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 14.4% และ EBITDA เติบโตแรงถึง 41.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากสถานการณ์เมียนมาร์ที่เริ่มคลี่คลาย

ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 0.05 เท่า MEGA We care เดินหน้าลงทุนต่อเนื่อง โดย 9 เดือนแรกของปี 2568 ใช้งบลงทุนไปแล้ว 430 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพื่อซื้อที่ดินสร้างโรงงานผลิตในเวียดนาม พร้อมวางแผน CapEx ระยะยาวรวม 2.6 พันล้านบาท สำหรับปี 2569-2571 เพื่อขยายกำลังผลิตในภูมิภาคและเดินหน้าสู่เป้าหมายเพิ่มกำไรสุทธิให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

สองเส้นทาง สองปรัชญา แต่เป้าหมายเดียวกัน

Blackmores เลือกความเร็วและการเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ผ่านดิจิทัลและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ หนุนหลังด้วยเงินทุนและเครือข่ายระดับโลกของ Kirin Holdings ขณะที่ MEGA We care เลือกความมั่นคงและความน่าเชื่อถือทางการแพทย์เป็นฐาน ก่อนค่อยๆ ขยับเข้าหากลุ่มคนรุ่นใหม่ในภายหลัง ทั้งสองแบรนด์ต่างสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารเสริมไทยที่กำลังโตทะลุแสนล้านบาทนั้น มีพื้นที่ให้ทั้งผู้เล่นที่เน้นความเร็วและผู้เล่นที่เน้นความลึก — ตราบใดที่ยังตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นทุกวัน