วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569

เจาะลึกปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายขบวนการ “กุมารจีน” ภัยความมั่นคงใหม่ที่ร้ายแรง

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เจาะลึกเบื้องหน้าเบื้องหลังปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” กรณีการทลายขบวนการ “กุมารจีน” สวมสัญชาติไทยผ่านโมเดล “พ่อไทยทิพย์” ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการแจ้งเกิดเท็จธรรมดา แต่คือ "ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่" ที่ร้ายแรงและแยบยลกว่าการสวมบัตรประชาชนคนตายในอดีต เพราะเป็นการสร้างอัตลักษณ์ไทยให้ “กุมารจีน” ตั้งแต่ลืมตาดูโลกเลยก็ว่าได้

วันนี้ (9 กรกฎาคม 2569) พล.ต.อ.สําราญ นวลมา รองผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำกำลังตำรวจนครบาล และ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” เข้าจับกุม พ่อไทย(ทิพย์) ที่รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตแห่งหนึ่งในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ขบวนการนี้ทำกันมานานประมาณ 5 ปี มีคนจีนที่ใช้พ่อไทยแจ้งเกิด 164 คน ปฏิบัติการถอดเกล็ดมังกรคราวนี้ เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง

โครงสร้างขวนการนี้ทำงานเป็นเครือข่ายอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายและการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและเอกชน แบ่งหน้าที่กันทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ทุนจีนสีเทาส่งต่อสายเลือดมังกรมาปักหมุดในไทย

โดยกลุ่มเป้าหมายคือหญิงชาวจีนที่ต้องการให้บุตรได้รับสัญชาติไทยโดยสายเลือด เพื่อสิทธิประโยชน์ในการอยู่อาศัย ถือครองทรัพย์สิน หรือประกอบธุรกิจในอนาคตโดยไม่ต้องพึ่งพาวีซ่าต่างด้าว มีการคิดค่าบริการจัดทำแพ็กเกจเบ็ดเสร็จในราคา 70,000 บาทต่อคน ขณะที่ตัวกลาง/นายหน้า ซึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่เวชระเบียน รพ.เอกชน ย่านธนบุรี ทำหน้าที่จัดหาลูกค้าชาวจีนเข้ามาคลอด และประสานงานจัดการเอกสารเดินเรื่องจะได้รับค่านายหน้าส่วนแบ่งสูงถึง 20,000 บาทต่อเคส

ส่วนพ่อไทยทิพย์ (ผู้รับจ้าง) ชายสัญชาติไทยที่ยอมเอาชื่อไปแปะว่าเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อแลกกับเงินค่าจ้าง

ขบวนการนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมทุจริต โดยเป็นเจ้าหน้าที่เขตย่านฝั่งธน ทำหน้าที่ออกใบสูติบัตรและจดทะเบียนรับรองบุตรให้เสร็จสรรพ แม้เอกสารแวดล้อมจะไม่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนเด็กจีนให้กลายเป็น "เด็กสัญชาติไทย" ตามกฎหมายอย่างแนบเนียน

จุดตายที่ทำให้ขบวนการนี้ถูกจับกุมได้ มาจากความผิดปกติในฐานข้อมูลสะสมตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตรวจพบเคสลักษณะเดียวกันถึง 164 คน โดยมีรูปแบบ หรือ Pattern สำคัญ คือ  ไร้ร่องรอยการฝากครรภ์ ซึ่งในระบบเวชระเบียนของโรงพยาบาล หญิงชาวจีนเข้ามาคลอดบุตรโดยไม่มีประวัติการฝากครรภ์ร่วมกับสามีคนไทยมาก่อนเลย และในช่วงแรกของการคลอดจะไม่มีข้อมูลบิดาไทย แต่หลังจากนั้นจะมี "ชายไทย" มาปรากฏตัวแสดงสิทธิเป็นพ่อ เพื่อให้โรงพยาบาลออกหนังสือรับรองการเกิด (ทร.1/1) นำไปใช้เป็นใบสำคัญตั้งต้น จากนั้นค่อยนำหนังสือรับรองที่มีชื่อพ่อไทยทิพย์ไปยื่นให้เจ้าหน้าที่เขตที่ร่วมขบวนการ เพื่อออกสูติบัตรสัญชาติไทยให้แก่เด็กอย่างเป็นทางการ

ปฏิบัติการนี้เป็นการสนธิกำลังระดับบิ๊ก ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์, และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. ร่วมกับฝ่ายปกครอง นำโดย นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง

ผลการกวาดล้างระลอกแรก มีการจับกุม น.ส. ส. เจ้าหน้าที่เวชระเบียน รพ.เอกชน (ตัวกลางจัดหาและเดินเอกสาร) และจับกุม น.ส. ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตฝั่งธนบุรี (ผู้ใช้อำนาจหน้าที่ออกเอกสารรัฐ) ทั้งสองโดนข้อหาหนัก คือปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ (มาตรา 157 หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ)

คดีนี้คือ "ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่" ที่แยบยลกว่าการสวมบัตรประชาชนคนตายในอดีต เพราะเป็นการสร้างอัตลักษณ์ไทยให้คนจีนตั้งแต่ลืมตาดูโลก สิ่งที่ต้องขยายผลต่อหลังจากนี้คือ การปูพรมตรวจค้นบ้านพัก ปัจจุบันตำรวจอยู่ระหว่างขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจสอบบ้านของพ่อแม่เด็กชาวจีนทั้ง 164 เคส ว่าปัจจุบันเด็กเหล่านี้อยู่ที่ไหน ใครเลี้ยงดู และโยงใยกับกลุ่มทุนจีนสีเทากลุ่มใด

กรมการปกครอง ต้องเร่งตรวจสอบเพื่อเพิกถอนสูติบัตรและสัญชาติไทยที่ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย และสาวไส้ไปถึงกลุ่มชายไทยที่ยอมรับจ้างเป็น "พ่อทิพย์" รวมถึงตัวการใหญ่ระดับสั่งการที่อยู่เบื้องหลัง น.ส. ส. อีกทอดหนึ่ง.