ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ปิดฉากรูดม่านชีวิตไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ “นายศุภชัย ศรีศุภอักษร” อดีตบิ๊กบอสผู้สร้างมหากาพย์ทุจริตฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ หลังกรมราชทัณฑ์ส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลทรวงอกเพื่อรักษาโรคหัวใจ ก่อนจะสิ้นลมหายใจลงเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา
จริงอยู่ว่าชีวิตของ “หัวขบวน” ในคดีโคตรโกงประชาชนที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์สหกรณ์ไทยจบสิ้นลงแล้ว แต่หาได้หมายความว่าความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของเหยื่อและผู้เสียหายนับแสนคนจะจบลงตามไปด้วย ลมหายใจของคนโกงหยุดนิ่ง แต่หยาดน้ำตาของสมาชิกยังคงไหลริน พวกเขายังคงต้องก้มหน้าก้มตารอคอยเศษเงินคืนสะสมแบบทยอยจ่ายรายปีไปอีกยาวนานหลายทศวรรษ
หากย้อนมองเส้นทางชีวิตของ “ศุภชัย ศรีศุภอักษร” ต้องยอมรับว่านี่คือตำนานระทึกขวัญสะเทือนใจของวงการการเงินภาคประชาชน ยุคหนึ่งเขาคือ “บุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกสหกรณ์ไทย” ก่อนที่จะพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่าดิ่งสู่นักโทษเด็ดขาดคดีโกงหมื่นล้าน และจบชีวิตลงในฐานะผู้ต้องขังชายที่โรงพยาบาล
จากศาสดาสหกรณ์ สู่นักบุญคนบาป
ก่อนจะกลายเป็นผู้ต้องหาคดีประวัติศาสตร์ ศุภชัยคือบุคคลที่มีหน้ามีตา ได้รับการเคารพนับถือยำเกรงและยอมรับอย่างสูงยิ่งในสังคม เขาคือคีย์แมนและผู้ก่อตั้งสร้าง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จนขยายกิ่งก้านสาขาเติบใหญ่ กลายเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ครอบครองสินทรัพย์และเงินหมุนเวียนในมือนับหมื่นล้านบาท
เกียรติยศสูงสุดมาถึงในปี พ.ศ. 2551 เมื่อศุภชัยได้รับการประกาศเกียรติคุณยกย่องให้เป็น “นักสหกรณ์แห่งชาติ” ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดของคนในสายงานนี้ ส่งผลให้สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์อื่นๆ ทั่วประเทศ พากันหลงกลเชื่อใจ ขนเงินสดพ่วงเงินฝากมาลงทุนด้วยอย่างล้นหลาม
ไม่เพียงแค่งานสหกรณ์ เขายังแผ่อิทธิพลนั่งเก้าอี้กรรมการบริษัทและถือหุ้นในขุมธุรกิจอีกหลายแห่ง รวมถึงการสร้างสะพานเชื่อมสัมพันธ์อันดีกับองค์กรทางศาสนาและมูลนิธิขนาดใหญ่ ซึ่งกลายมาเป็นฐานอำนาจสถาปนาความน่าเชื่อถือให้เขาในเวลาต่อมา
แต่เหล็กในเนื้อย่อมกินเนื้อตัวเอง... ความจริงเริ่มผุดขึ้นเหนือน้ำเมื่อสภาพคล่องของสหกรณ์เกิดอาการสะดุด สมาชิกถอนเงินตัวเองไม่ได้ นำไปสู่การขุดคุ้ยลากไส้ในเน่า ๆ ของสหกรณ์ฯ ในช่วงปี พ.ศ. 2556–2557 จนพบขบวนการตกแต่งบัญชีโชว์กำไรลวงตา สร้างลูกหนี้เทียม และผันเงินสดออกไปจับจ่ายส่วนตัวอย่างมหาศาล
กงล้อกรรมหมุนเร็วทันตาเห็น ในเดือนกันยายน 2558 คณะกรรมการฯ มีมติเพิกถอนชื่อของศุภชัยออกจากการเป็น “นักสหกรณ์แห่งชาติ” ริบรางวัลคืน ปิดฉากเกียรติคุณลวงโลกที่เคยสะสมมาทั้งหมด
ถัดมาในเดือนมีนาคม 2559 ศุภชัยถูกหิ้วปีกควบคุมตัวเข้าสู่แดนความมั่นคงสูง เรือนจำกลางบางขวาง อย่างเป็นทางการ หลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในคดีแรกฐานยักยอกทรัพย์สินสหกรณ์ ซึ่งในคดีนั้นเขาจำนนด้วยหลักฐานจนต้องยอมให้การรับสารภาพ
ตัวเลขลวงตาและความฉิบหายระดับหมื่นล้าน
มหากาพย์ทุจริตครั้งนี้สร้างบาดแผลฉกรรจ์และมูลค่าความเสียหายโดยตรงให้กับสหกรณ์ฯ คลองจั่น ราว 12,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวมมูลค่าหนี้สินทั้งหมดที่สหกรณ์ต้องแบกรับตามแผนฟื้นฟูกิจการ จากการกวาดต้อนเอาเงินของสหกรณ์พันธมิตรรายอื่นเข้ามาติดบ่วงพัวพัน ตัวเลขหนี้รวมกลับพุ่งทะยานสูงถึง 21,900 ล้านบาท ขณะที่ตัวนายศุภชัยเอง ถูกศาลสั่งแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนตัวคืนแก่สหกรณ์สูงถึงกว่า 16,000 ล้านบาท
คดีอาญาของเขาแตกหน่อออกผลเป็นหลายร้อยกระทงความผิด ทั้งฉ้อโกงประชาชน ลักทรัพย์นายจ้าง และฟอกเงิน จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาแก้เพิ่มโทษ รวมกำหนดโทษจำคุกที่ต้องรับจริงเด็ดขาด 23 ปี 6 เดือน 20 วัน โดยเขามีตั๋วจำคุกยาวไกล มีกำหนดวันพ้นโทษหลุดพ้นอิสรภาพถึงวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2581
แต่อิสรภาพนั้นไม่มีวันมาถึง... นับตั้งแต่ก้าวขาเข้าสู่คุกบางขวางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ศุภชัยต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงสูงนานนับ 10 ปี ท่ามกลางปัญหาสุขภาพทางกายที่รุมเร้าตามวัย เขามีโรคประจำตัวเรื้อรังรอบตัว ทั้งความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคภูมิแพ้ จนกระทั่งวันที่ 25 มิถุนายน 2569 อาการโรคหัวใจเกิดวิกฤตทรุดฮวบ ถูกหามส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า ก่อนแพทย์จะส่งตัวไปยื้อชีวิตในห้อง ICU สถาบันโรคทรวงอก และปิดฉากชีวิตลงในที่สุด
จากอดีตศาสดาทางการเงินระดับประเทศที่มีผู้คนกราบไหว้ สู่จุดจบไร้ราคาในหอผู้ป่วยวิกฤตภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ทิ้งไว้เพียงตำนาน “มหากาพย์โกงคลองจั่น” และหนี้ก้อนโตที่ปล่อยให้เหยื่อผู้บริสุทธิ์ต้องก้มหน้ารับกรรมแทน
“ศุภชัย” จากโลกนี้ไปแล้ว คดีอาญาระงับสิ้นสุดลงแล้ว แต่เงินหมื่นล้านหายไปซุกซ่อนอยู่ที่ไหน? และชะตากรรมของเหยื่ออีก 3 แสนคนจะเป็นอย่างไรต่อไป?
ติดตามเจาะลึกกลไก “ปล้นเงียบ” และเส้นทางเงินสายบุญเชื่อมโยงธรรมกาย ได้ในตอนต่อไป.


