ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หากแกะรอยพิมพ์เขียว “โมเดลการทุจริต” ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ภายใต้การบงการของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร ต้องบอกว่านี่คือ “ปฏิบัติการทำลายล้างเชิงโครงสร้าง” ที่เจาะระบบและทำลายความเชื่อมั่นมโหฬารที่สุดเท่าที่วงการสหกรณ์ไทยเคยเผชิญมา
ขบวนการปล้นเงียบหมื่นล้านครั้งนี้ ถูกขับเคลื่อนผ่านสามกระบวนท่าหลักที่แยบยลและเลือดเย็น เริ่มต้นด้วยกระบวนท่าแรก “ชุบตัวเลขลวงตา” ด้วยการศัลยกรรมตกแต่งงบการเงินโชว์ตัวเลขกำไรสะสมดิบดี พร้อมอัดฉีดเงินปันผลล่อใจสูงลิ่วถึง 10-15% เพื่อใช้เป็นเบ็ดตัวใหญ่ล่อลวงให้สหกรณ์ออมทรัพย์รายอื่น ๆ ทั่วประเทศ ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐ หลงกลขนเงินสดมาฝาก
ก่อนจะขยับไปสู่ขบวนการ “ปล่อยกู้ทิพย์” มีการเซ็นสัญญากู้ยืมเงินเก๊ขึ้นมาซัพพอร์ตเครือข่ายบริษัทนอมินีและกลุ่มสมาชิกสมทบที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงรวมกว่า 20 ราย เปิดท่อระบายโอนเงินสดออกจากระบบสหกรณ์เข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องอย่างลื่นไหล
และตบท้ายโดยเครือข่ายฟอกเงินสายบุญ เมื่อได้เงินมาก็นำไปผันแปรเปลี่ยนสภาพผ่านการซื้อที่ดินสะสมในชื่อตนเอง รวมถึงการแจกจ่ายบริจาคเงินจำนวนมหาศาลรวมแล้วกว่า 1,000 ล้านบาท ให้แก่สำนักวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) จนกลายเป็นชนวนเหตุแห่งคดีฟอกเงินที่ตามล้างตามเช็ดกันไม่หวาดไม่ไหว
โดมิโนเอฟเฟกต์ถล่ม 82 สหกรณ์พันธมิตร
ความวิบัติของมหากาพย์ทุจริตคลองจั่นแผ่เป็นวงกว้าง เพราะโมเดลนี้จงใจดูดกลืนเม็ดเงินจากระบบสหกรณ์อื่นเข้ามาค้ำยัน ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมล้นทะลักมากกว่า 300,000 คน! โดยจำแนกกลุ่มเหยื่อออกเป็นสามกลุ่มหลัก
แรกสุด สมาชิกหน้าด่านแดนตาย ประมาณ 50,000-60,000 ราย นี่คือกลุ่มสมาชิกโดยตรงของสหกรณ์ฯ คลองจั่น ที่ต้องแบกรับแรงกระแทกเป็นกลุ่มแรกและเจ็บปวดที่สุด เพราะเงินที่หายวับไปกับตาคือ "เงินออมก้อนสุดท้ายในชีวิต" มีทั้งกลุ่ม สมาชิกสามัญ ประมาณ 10,000-20,000 ราย ที่เป็นชาวบ้านร้านตลาด ประชาชนทั่วไป และข้าราชการวัยเกษียณในชุมชนคลองจั่นที่หวังพึ่งพาดอกเบี้ยประทังชีพ พ่วงด้วยกลุ่ม สมาชิกสมทบอีกราว 40,000 ราย ที่แห่เอาเงินมาฝากหวังผลตอบแทน
ความพังพินาศยังลุกลามเป็นระเบิดถล่มสหกรณ์พันธมิตร 82 แห่ง มีสมาชิกรับกรรมทางอ้อมกว่า 250,000 คน เมื่อศุภชัยใช้ความน่าเชื่อถือลวงโลกไปล้วงเอาเงินสภาพคล่องส่วนเกินของ “สหกรณ์ออมทรัพย์บิ๊กเนม” มาร่วมหัวจมท้าย ไล่ตั้งแต่ระดับสถาบันการศึกษาอย่าง สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ฯ, ธรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์ และมหิดล ลามไปถึงทัพรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ, สหกรณ์ตำรวจ และกระทรวงต่าง ๆ
พอสหกรณ์คลองจั่นฯ เบี้ยวหนี้ สหกรณ์ทั้ง 82 แห่งจึงเกิดอาการสะเทือน ต้องตั้งสำรองหนี้สูญกันจาละหวั่น ส่งผลให้ต้องลดเงินปันผลประจำปี และตัดสิทธิ์สภาพคล่องการกู้ยืม สมาชิกอีกสองแสนกว่าคนจึงต้องพลอยรับกรรมไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสถาบันการเงินและเจ้าหนี้การค้าอีกบางส่วน ที่พลอยติดบ่วงวิบากกรรมไปกับโครงการลงทุนบังหน้าของศุภชัยและพวกพ้องด้วย
เมื่อกางตัวเลขหนี้สินที่ระดมยื่นขอรับชำระต่อกรมบังคับคดีภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการ ตัวเลขรวมพุ่งสูงจนน่าใจหายถึง 21,900 ล้านบาท (หนี้สมาชิกโดยตรง 12,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นหนี้สหกรณ์พันธมิตร) ขณะที่ศาลมีคำสั่งแพ่งสั่งอายัดให้ศุภชัยต้องชดใช้คืนส่วนตัวทะลุ 16,000 ล้านบาท
คดีความและความหวังหลัง “หัวขบวน” สิ้นชีพ
ในทางกฎหมายอาญา แน่นอนว่าเมื่อตัวการใหญ่เสียชีวิตลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปทันที คดีส่วนตัวของศุภชัยที่ยังไม่สิ้นสุดจึงต้องจำหน่ายออกจากสารบบ
แต่อย่าเข้าใจผิด! เพราะเครือข่ายร่วมขบวนการและมหกรรมยึดทรัพย์ไม่ได้ตายตามไปด้วย!
คดีอาญาและคดีฟอกเงินของผู้ร่วมขบวนการ นอมินี กรรมการชุดโกง รวมถึงคดีที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตพระธัมมชโย ยังคงถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI) และอัยการเดินหน้าสั่งฟ้องอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน มาตรการขุดรากถอนโคนทรัพย์สินของ ปปง. ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก็ยังคงเดินหน้าสืบเสาะหาที่ดินและบัญชีธนาคารแอบซ่อน นำออกทอดตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดกลับคืนมาเยียวยาเหยื่อผู้เสียหาย
คำถามสำคัญคือ... วันนี้เหยื่อได้เงินคืนเท่าไหร่?
ปัจจุบัน สหกรณ์ฯ คลองจั่น ยังคงอยู่ภายใต้แผนฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายกลาง ทยอยจ่ายหนี้คืนเป็นงวดรายปี แต่นี่คือแผนฟื้นฟูที่ลากยาวและทรมานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะจากยอดความเสียหายโดยตรง 12,000 ล้านบาท และความเสียหายทางอ้อมแตะ 20,000 ล้านบาท จนถึงนาทีนี้ สมาชิกและเจ้าหนี้เพิ่งได้รับเงินเยียวยากลับคืนไป เฉลี่ยไม่ถึง 20-30% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด
เงินเศษเสี้ยวความหวังเหล่านั้น มาจากการเคาะไม้ขายทอดตลาดทรัพย์สินสินไถ่ของศุภชัย เงินปันผลเดินกิจการต่อ และเงินปะผุที่ได้คืนจากการประนีประนอมยอมความกับมูลนิธิในเครือวัดพระธรรมกาย
บทเรียนของมหากาพย์โคตรโกงนี้ บีบให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต้องลุกขึ้นมาปฏิรูประเบียบการตรวจสอบยกเครื่องใหญ่ ทั้งการคุมสินทรัพย์สภาพคล่อง และระบบธรรมาภิบาล เพื่อล้อมคอกไม่ให้เกิด “แชร์ลูกโซ่ในคราบสหกรณ์” ซ้ำรอย
ศุภชัย ศรีศุภอักษร อาจปิดฉากชีวิตรับกรรมในคุกและสิ้นลมที่โรงพยาบาลไปแล้ว แต่ชะตากรรมของประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ถูกสูบเงินเก็บทั้งชีวิตไป หลายคนตรอมใจและเสียชีวิตไปก่อนจะได้เห็นเงินคืนครบตามสิทธิ์
หัวขบวนโกงตายจาก... แต่สงครามตามล่าขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่และหยาดน้ำตาของเหยื่ออีก 3 แสนคน ยังต้องดิ้นรนสู้กันต่อ... ยาวนานอีกนับสิบปี!.


