ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เมื่อเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำมอดดับลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ ณ ซากปรักหักพังของ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” บริเวณแยกลาดพร้าวตัดพหลโยธินคือกลิ่นคาวเลือดและคราบน้ำตาในการสังเวย 32 ชีวิต และอีกกว่า 75 ชีวิต ที่ต้องเผชิญกับฝันร้ายหลังบานประตูหนีไฟที่ถูกล็อกตายด้วยโซ่ตรวนแห่งความมักง่าย
ความสูญเสียเมื่อค่ำคืนวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายว่า ในเมืองหลวงอันศิวิไลซ์แห่งนี้ ชีวิตของประชาชนเดินดินมีค่าน้อยกว่า “ตั๋วส่วยรายเดือน” ที่มีการหยิบยื่นให้แก่กันใต้โต๊ะราชการ และสิ่งที่อนาถใจยิ่งกว่าก็คือ “ละครฉากใหญ่” ที่เกิดขึ้นถัดจากนั้น
ปาหี่มั่นหน้า อนุทิน-ชัชชาติ-ผบ.ตร
คล้อยหลังโศกนาฎกรรม ถัดมาในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ขบวนผู้นำและผู้กุมนโยบายระดับประเทศต่างออกหน้าสื่อและขึ้นโพเดียมแถลงข่าวอย่างขึงขัง ประสานเสียงประกาศ “ล้อมคอก” ประหนึ่งว่าเพิ่งเคยพบเจออุบัติภัยเช่นนี้เป็นครั้งแรกในการบริหารงานราชการแผ่นดิน
เริ่มจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ในฐานะประมุขผู้คุมกฎหมายควบคุมอาคารและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ออกมาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงดุดันเด็ดขาด
“กระทรวงมหาดไทยจะไม่ยอมให้มีสถานบริการใดๆ ทำตัวเหนือกฎหมายอีกต่อไป
ผมได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสานงานกับทุกจังหวัด
โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ให้บังคับใช้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และ พ.ร.บ. สถานบริการ อย่างเคร่งครัดสูงสุด
หากพบว่าที่ไหนมีโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน หรือทางหนีไฟมีสิ่งกีดขวาง
ให้สั่งปิดระบบทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีคำว่าเคลียร์!”
ถัดมาคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ในสมัยที่ 2 ภาพลักษณ์ “ทำงาน ทำงาน ทำงาน” ที่เคยขึงขัง ถูกนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง พร้อมมาตรการปูพรมที่ฟังดูสวยหรูบนหน้ากระดาษ โดยลั่นวาจา
“กทม. ได้สั่งการด่วนที่สุดให้ผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต นำกำลังฝ่ายโยธาและเทศกิจปูพรมเอกซเรย์สถานบันเทิงและอาคารขนาดใหญ่ทั้งหมดทั่วกรุงภายใน 7 วัน ถ้าเขตไหนปล่อยปละละเลย หรือมีรายงานว่าตรวจแล้วปล่อยผ่านจนเกิดเหตุซ้ำรอยอีก ผู้อำนวยการเขตและหัวหน้าฝ่ายโยธาต้องรับผิดชอบทางวินัยขั้นเด็ดขาด เราจะใช้ระบบดิจิทัลเข้ามามอนิเตอร์อย่างเข้มงวด”
และจะขาดเสียมิได้กับถ้อยแถลงจาก พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่รีบออกมาตัดตอนกระแสข่าวลือสะพัดสะเทือนศรัทธาสังคมเกี่ยวกับปมเงื่อนงำ “น้องชายผู้กำกับ” ที่ระบุว่าเป็นเจ้าของโรงเบียร์มรณะแห่งนี้ จนทำให้สายตรวจ สน.พหลโยธิน แกล้งตาบอดมองไม่เห็นประตูหนีไฟที่ถูกล็อก
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน และสั่งย้ายผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ สน.พหลโยธิน ไปช่วยราชการแล้ว ผมยืนยันว่าตำรวจยุคนี้ไม่มีการลูบหน้าปะจมูก ต่อให้เป็นญาติ เป็นน้องผู้กำกับ หรือเป็นบิ๊กมีสีคนไหน ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใต้โต๊ะหรือรับส่วยสถานบริการ เราจะดำเนินคดีอาญาและวินัยขั้นสูงสุด ไม่มีการละเว้นเด็ดขาด!”
ทั้งหลายทั้งปวง ดูเหมือนเป็นคำแถลงที่ฟังดูดุดัน ทรงพลัง และชวนให้เคลิบเคลิ้มว่าโศกนาฎกรรมซ้ำซากนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกแล้ว... หากทว่าสำหรับคนที่มองทะลุเนื้อในของระบบราชการไทย นี่คือ “ปาหี่การปะผุ” ครั้งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นเพียงกลเกมสร้างภาพเพื่อรักษาเก้าอี้และปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวไปวันๆ เท่านั้น!
เบื้องหลังโครงสร้างผุพังมีความคดโกง
ทำไมถึงบอกว่ามาตรการของ ชัชชาติ อนุทิน และ สตช. เป็นแค่การปะผุ และผักชีโรยหน้า? คำตอบที่ไม่มีผู้นำคนไหนกล้ากางให้ประชาชนดูคือความจริงอันน่าอดสูใจ เพราะในเขตหนาแน่นและผังเมืองโตแบบไร้ทิศทางอย่างลาดพร้าวและจตุจักร ฝ่ายโยธาและฝ่ายเทศกิจในแต่ละสำนักงานเขต มีเจ้าหน้าที่สายตรวจหน้างานจริงเพียงหลักหน่วยถึงสิบกว่าคน แต่ต้องแบกรับภาระหน้าที่ในการตรวจตราอาคารพาณิชย์ดัดแปลง คาเฟ่ ผับบาร์ และโรงประกอบการ นับพันแห่ง!
อัตราส่วนความวิบัติที่เจ้าหน้าที่ 1 คน ต้องตรวจอาคาร 500 แห่งต่อปี ในทางกายภาพมันคือ Mission Impossible ที่ไม่มีวันทำได้จริง
เมื่อระดับหัวขบวนอย่างชัชชาติและอนุทิน ปล่อยให้ฝั่งปฏิบัติการทำงานภายใต้สภาพขาดแคลนทั้งคนและงบประมาณอย่างจำกัดจำเขี่ย แต่ช่องโหว่ทางกฎหมายและดุลพินิจส่วนบุคคลยังเปิดกว้าง กลไก “ส่วยความปลอดภัย” จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นในทันที
นายทุนมักง่ายคำนวณแล้วว่า การลงทุนยกเครื่องระบบไฟฟ้าหลังฝ้าเพดานและการสร้างโครงสร้างทนไฟตามเกณฑ์มาตรฐานต้องใช้เงินหลักล้านบาท แต่การจ่าย “ตั๋วรายเดือน” หลักหมื่นให้เจ้าหน้าที่เขตและตำรวจท้องที่เพื่อแลกกับการแกล้งหลับตาเซ็นผ่าน มันคือต้นทุนที่ถูกกว่าและคุ้มค่ากว่าในทางธุรกิจ
มาตรการ “ปูพรมตรวจ 50 เขต” ของชัชชาติ หรือ “สั่งเข้มงวด” ของอนุทิน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม จึงไม่ได้ช่วยให้อาคารปลอดภัยขึ้นเลยในความเป็นจริง แต่อย่างดีที่สุดมันก็แค่เป็นการ “ปั่นราคาตั๋วส่วยให้แพงขึ้น” ในช่วงนี้ เพื่อเป็นค่าเสี่ยงภัยให้กับข้าราชการในการช่วยปกปิดความมักง่ายของผู้ประกอบการ!
“ตลาดมืดความตาย” ส่วยสะพัดปีละพันล้าน
หากถอดรหัสเส้นทางผลประโยชน์ใต้โต๊ะในเขตเมืองหนาแน่นและย่านบันเทิงของกรุงเทพฯ จะพบเส้นทางผลประโยชน์ที่ขับเคลื่อนระบบนี้มานานหลายทศวรรษ ทั้งในรูปแบบของ ตั๋วผ่านทางรายเดือน ซึ่งสถานบันเทิง โรงเบียร์ หรือผับบาร์ขนาดกลางถึงใหญ่ 1 จุด จะมีงบประมาณสำหรับการ “ดูแล” หน้าด่าน (เทศกิจ/โยธาเขต และตำรวจท้องที่) เฉลี่ยอยู่ที่ 30,000 ถึง 100,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และระดับความผิดกฎหมายเชิงโครงสร้าง
ขณะเดียวกัน การขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคารหรือใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพสำหรับอาคารเก่าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ทางกายภาพ มีเงินใต้โต๊ะก้อนแรกตั้งแต่ 200,000 ถึง 500,000 บาท เพื่อแลกกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐช่วย "แต่งตัวเลข" ในเอกสารผลการตรวจให้ผ่านเกณฑ์บนแผ่นกระดาษ
ลองคำนวณตัวเลขสมมติฐานทางเศรษฐศาสตร์ หากกรุงเทพฯ มีสถานบันเทิง ผับบาร์ คาเฟ่ดัดแปลง และอาคารขนาดใหญ่ที่เข้าข่ายต้องกวดขันความปลอดภัยอยู่ราว 3,000 ถึง 5,000 แห่งทั่วกรุง จ่ายส่วยเฉลี่ยจุดละ 40,000 บาทต่อเดือน เม็ดเงินสะพัดใต้โต๊ะเฉพาะกิจการประเภทนี้จะมีมูลค่าปีละกว่า 1,400 - 2,400 ล้านบาท!
ตัวเลขส่วยที่เบ่งบานนี้ พิจารณาจากสถิติคดีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เคยเข้าจับกุมข้าราชการระดับสูงของฝ่ายโยธาในหลายเขตของ กทม. ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่น คดีเรียกรับเงิน 3-5 แสนบาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร ตัวเลขนี้จึงไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ แต่เป็น 'อัตรามาตรฐาน' ในตลาดมืดที่กลุ่มทุนต้องจ่าย
หรือแม้แต่ในศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานคร (ศปท.กทม.) ยังเคยมีรายงานผลการสอบสวนทางวินัยและสั่งให้ออกจากราชการของเจ้าหน้าที่ กทม. ทั้งฝ่ายเทศกิจ และโยธา ไปแล้วหลายสิบรายจากปมการเรียกรับผลประโยชน์และปล่อยปละละเลย ข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการสถานบันเทิง สะท้อนตรงกันว่า ภายใต้มาตรการกวดขันหน้าสื่อ ราคาตั๋วส่วยรายเดือนต่อจุดจะถูกดันขึ้นตามความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเมื่อคำนวณจากฐานจำนวนสถานประกอบการที่มีความเสี่ยงในกรุงเทพฯ กว่า 3,000-5,000 แห่ง เม็ดเงินสะพัดใต้โต๊ะจึงพุ่งทะลุหลักพันล้านบาทต่อปีอย่างมีนัยสำคัญ
เส้นทางการไหลของผลประโยชน์สถานบริการใน กทม.และหัวเมืองใหญ่ แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่คดีซานติก้าคลับ พ.ศ. 2551 ถึงเมาน์เทนบี พ.ศ. 2565 มาจนถึงล่าสุด กรณีชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงกว่า 200 นาย โดย คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ในปมส่วยธุรกิจสีเทา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่ามาตรการสั่งย้ายข้าราชการในพื้นที่หลังเกิดเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ ลาดพร้าว เป็นเพียงพิธีกรรมตัดตอน เพราะในความเป็นจริง ตั๋วรายเดือนเหล่านั้นมีเส้นทางการเงินที่ถูกลำเลียงเข้าสู่ระบบเครือข่ายส่วนกลางมาโดยตลอด มาตรการทุบโต๊ะโชว์สื่อจึงไม่มีวันได้ผล เพราะคนสั่งแก้กฎหมายยังคงอิ่มเอมอยู่บนยอดพีระมิดของผลประโยชน์ที่แลกมาด้วยชีวิตประชาชน
เมื่อเม็ดเงินใต้โต๊ะเบ่งบานจนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจคู่ขนานที่หล่อเลี้ยงคนในเครื่องแบบ คำถามที่ส่งตรงถึง ชัชชาติ รวมถึง อนุทิน และ สตช. คือ มาตรการที่ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 จะเอาชนะเงินใต้โต๊ะปีละหลายพันล้านบาทนี้ได้อย่างไร?
คำตอบคือ “ไม่มีทาง” และมาตรการเหล่านี้จะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วย 3 เหตุผลทางโครงสร้าง คือ หนึ่ง มาตรการยิ่งเข้ม ราคาตั๋วยิ่งพุ่ง เมื่อผู้ว่าฯ กทม. และ มท.1 สั่งคาดโทษเจ้าหน้าที่หน้างาน สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การหยุดรับเงิน แต่คือการเพิ่มราคาค่าเสี่ยงภัยเพราะเบื้องบนสั่งบี้หนัก สุดท้ายนายทุนก็ยอมจ่ายซึ่งคิดสะระตะยังคงถูกกว่าการสั่งปิดร้านเพื่อรื้อถอนโครงสร้างเหล็กและขยายทางหนีไฟ
สอง ดุลยพินิจคือบ่อเกิดของขุมทรัพย์ เพราะตราบใดที่กฎหมายยังเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลของข้าราชการเป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยไม่ยอมเปลี่ยนเป็นระบบเปิดที่ดึงวิศวกรอิสระภายนอกมาร่วมตรวจสอบ กลไกการต่อรองและยัดเงินสดใต้โต๊ะก็จะยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์
และ สาม มาตรการของ สตช. ที่สั่งย้ายตำรวจ สน.พหลโยธิน เซ่นปม "น้องผู้กำกับ" แท้จริงเป็นเพียงการลูบหน้าปะจมูกเพื่อดับกระแสสังคมชั่วคราว ข้าราชการไทยรู้ดีว่านี่คือพายุที่พัดมาแล้วก็ไป พอไฟมอดดับ ข่าวใหม่มากลบ วงจรส่วยก็จะกลับมาเดินหน้าส่งยอดกันตามปกติ

มาตรฐานโลก VS กฎหมายกระดาษของรัฐไทย
หากลองหยิบเอาเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จในการลดอัตราการตายจากอัคคีภัยในอาคารสาธารณะให้เกือบเป็นศูนย์ มาเป็นไม้บรรทัดทาบดู จะเห็นทันทีว่าระบบตรวจสอบของไทยล้าหลังและไร้สภาพบังคับเพียงใด
ในประเทศที่พัฒนาแล้วได้ใช้มาตรฐาน NFPA 101 (Life Safety Code) ของสมาคมป้องกันอัคคีภัยแห่งชาติสหรัฐฯ เป็นกฎหมายควบคุมเด็ดขาด บังคับว่าประตูหนีไฟต้องติดตั้งอุปกรณ์ Panic Hardware (คานผลัก) ที่คนจากด้านในสามารถผลักออกได้เสมอโดยไม่ต้องใช้กุญแจหรือรหัส และห้ามล็อกทุกกรณี
แต่ตัดกลับมาที่โรงเบียร์ ลาดพร้าว กทม. กลับแถลงแก้เกี้ยวว่าอาคารสร้างปี พ.ศ. 2513 ก่อนกฎหมายควบคุมอาคารปี 2522 จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้ทุนมักง่ายล็อกประตูหลังร้านเพื่อป้องกันลูกค้าเบี้ยวบิลหรือใช้เป็นที่วางลังเบียร์ โดยที่เจ้าหน้าที่รัฐเดินผ่านไปมาทุกวันแต่แกล้งมองไม่เห็น
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ หรือสหรัฐฯ ริบอำนาจตรวจตึกออกจากมือข้าราชการอย่างเด็ดขาด แล้วบังคับให้เจ้าของอาคารต้องจ้าง วิศวกรอิสระภายนอก เป็นผู้ตรวจสอบและเซ็นรับรอง หากเกิดเหตุไฟไหม้แล้วพบว่าระบบบกพร่อง วิศวกรคนนั้นจะถูกยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพตลอดชีวิตและติดคุกทันที
แต่ ชัชชาติและ อนุทิน ยังคงกอดการให้อำนาจ “ดุลพินิจสำนักงานเขต” เอาไว้แน่นหนา ไม่ยอมผลักดันระบบ Third-party เข้ามาคานอำนาจ เพราะกลัวว่าจะไปเหยียบตาปลาขุมทรัพย์โยธาและเทศกิจของคนในบ้านตัวเอง
สำหรับในสหราชอาณาจักร ภายใต้กฎหมาย Corporate Manslaughter and Corporate Homicide Act หากเกิดโศกนาฏกรรมเชิงระบบที่มีคนตายจำนวนมาก กฎหมายจะไม่หยุดอยู่แค่คนงานหรือผู้จัดการร้าน แต่จะลากคอผู้บริหารระดับสูง ยัน ผู้ว่าราชการเมือง หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด มาขึ้นศาลอาญาข้อหาฆ่าคนตายโดยเล็งเห็นผล
แต่ในเมืองไทย มาตรการของ 3 บิ๊ก อนุทิน - ชัชชาติ - ผบ.ตร. ที่ออกมา เป็นเพียงพิธีกรรมสร้างภาพความรับผิดชอบ ปลายทางลงเอยด้วยการเด้งตำรวจ สน.พหลโยธิน ไปเสวยสุขในตำแหน่งอื่น หรือสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทำหน้าที่ดึงเวลาจนกว่าสังคมจะลืมเลือน
คำสั่งล้อมคอกของนายกรัฐมนตรี มาตรการปูพรมตรวจของชัชชาติ หรือการขู่ฟอดๆ ของอนุทินและ ผบ.ตร. แท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงการลูบหน้าปะจมูก พวกเขายังปล่อยให้ระบบตรวจสอบหน้างานผุกร่อน ส่วยสะพัดอยู่ใต้พรมเช่นเดิม
การปฏิเสธที่จะปฏิรูประบบตรวจสอบให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล โศกนาฏกรรมที่แยกลาดพร้าวก็คงไม่ใช่จุดจบ แต่จะรอวันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่มีวันสิ้นสุด!.


