วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569

ชำแหละ “ดาต้า เซ็นเตอร์” ไทยได้ประโยชน์อะไร? สูบน้ำ สูบไฟ ทำลายสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชนป่นปี้

    การโหมประโคมใหญ่โตถึงความสำเร็จของรัฐบาลในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศหลายแสนล้านบาทจากบรรดาบิ๊กเทคโลก ทั้ง  Amazon Web Services (AWS), Google, Microsoft  ไปจนถึงกลุ่มทุนร่วมข้ามชาติ ที่ต่างยกทัพเข้ามาปักหมุดสร้าง  “ศูนย์ข้อมูล” หรือ Data Center  ในประเทศไทย ถูกวาดให้เคลิบเคลิ้มว่านี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะนำพาไทยทะยานสู่การเป็น “ฮับดิจิทัล” ของอาเซียน

 แต่ในโลกความเป็นจริง... ตัวเลขแสนล้านนั้นเป็นเพียง “ภาพลวงตา”! 

ความจริงอันน่าตระหนกที่ซ่อนอยู่คือ ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งจากการที่ทุนข้ามชาติเข้ามาใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำดิบในราคาถูก แถมได้โปรโมชั่นยกเว้นภาษียาวนาน ขณะที่ผลประโยชน์ตกถึงมือคนไทยระดับฐานรากแทบเป็น "ศูนย์"

 ที่เลวร้ายที่สุดคือ ต้นทุนแฝงมหาศาลกำลังถูกยัดไส้กลับมาในบิลค่าไฟฟ้า (Ft) ที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันจ่าย ยังไม่นับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพชุมชน โดยจุดเปราะบางที่สุดคือ โรงพยาบาล ซึ่ง กรณี รพ.พระรามเก้า เป็นเพียงปัญหายอดภูเขาน้ำแข็ง ยังมีอีกหลายแห่งที่กำลังเริ่มก่อวิกฤต 

 ชำแหละตัวเลขแสนล้าน เงินไหลไปไหน... ใครได้ประโยชน์

คำคุยเขื่องเรื่องเม็ดเงินลงทุนสะสมที่ทะลุหลักแสนล้านบาทในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา (2023–2026) หากชำแหละลึกลงไปจะพบว่าเป็นเพียงกลลวง หากพิจารณาจากงานศึกษาวิจัยเชิงนโยบายของ  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)  โดย  ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช  และ ดร.พุทธิพันธุ์ หิรัณยตระกูล  ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center นั้น  ประมาณ 80–90% ถูกโอนกลับไปหาซัพพลายเออร์เทคโนโลยีต่างชาติ 

เงินแสนล้านถูกนำไปใช้ซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์, ชิปประมวลผล AI ขั้นสูง (เช่น Nvidia, AMD), สถาปัตยกรรมระบบ และซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์จากสหรัฐอเมริกาหรือจีน เม็ดเงินที่ตกมาถึงห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย มีเพียง  ค่ารับเหมาก่อสร้างอาคาร, ค่าเช่าที่ดิน และการจัดซื้ออุปกรณ์ระบบไฟฟ้าพื้นฐาน  ในช่วง 1–2 ปีแรกเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาในมิติ  การจ้างงาน Data Center ขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าโครงการนับหมื่นล้านบาท เมื่อสร้างอาคารเสร็จสมบูรณ์ กลับใช้แรงงานประจำในการดูแลรักษาระบบเพียง  20 ถึง 100 คนต่อแห่ง  เท่านั้น เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบอัตโนมัติ และการควบคุมระยะไกล

 หากถามย้ำอีกครั้งว่า ประเทศไทยได้อะไรตอบแทน? คำตอบชัด ๆ คือ ได้ตำแหน่งงานคนเฝ้าตึกไม่กี่สิบคนหรืออย่างมากสุดไม่เกินร้อยคนเท่านั้น 

ดังนั้น การแจกสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประเภท 7.28 ที่โปรโมชั่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สูงสุด 8 ถึง 13 ปี  แบบไม่จำกัดวงเงิน พร้อมยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและเซิร์ฟเวอร์ เท่ากับว่ารัฐบาลไทยยอมสูญเสียรายได้ภาษีที่ควรจะนำมาพัฒนาประเทศมหาศาลเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งงานนับสิบนับร้อย คุ้มกันไหม?

 สมรภูมิแย่งชิงทรัพยากร "ไฟสะอาด & น้ำดิบ" 

Data Center ไม่ใช่โรงงานผลิตสินค้าธรรมดาแต่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล ทว่ามากกว่านั้น มันคือ “สัตว์ประหลาดกินไฟ” ที่ต้องสูบไฟฟ้าและน้ำดิบเพื่อระบายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีคำว่าหยุดพัก ยกตัวอย่าง Data Center 1 แห่ง (50-100 MW) ใช้ไฟเท่ากับบ้านเรือนหลายแสนหลังคาเรือน และสูบน้ำหล่อเย็นวันละหลายล้านลิตร

การมาของกลุ่มทุน Big Tech ยังมีเงื่อนไขการลงทุนเข้มงวดว่าจะต้องใช้ พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100)  ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องกลไก  Direct PPA หรือการซื้อไฟสะอาดตรงจากผู้ผลิต และ  Utility Green Tariff (UGT) 

จากเงื่อนไขดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างคือ พลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์/ลม ในระบบของไทยที่มีอยู่อย่างจำกัด กำลังถูกทุน Data Center กวาดซื้อไปจนหมด ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อภาคการผลิตและภาคการส่งออกหลักของประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์, ผลิตภัณฑ์ยาง ที่กำลังต้องการไฟสะอาดไปใช้อ้างอิงเพื่อลดคาร์บอนตามมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ภาคส่งออกไทยสู้คู่แข่งขันได้ยากเพราะหาซื้อไฟสะอาดไม่ได้ ในขณะที่ไฟสีเขียวราคาถูก ถูกยกประเคนให้ Data Center ต่างชาติ

นอกจากนั้นแล้ว การลงทุนดาต้า เซนเตอร์ ยังก่อให้เกิด วิกฤตแย่งชิงน้ำดิบในพื้นที่ EEC อย่างน่าวิตก  เนื่องจากในเขตร้อนชื้นแบบประเทศไทย ระบบระบายความร้อนที่นิยมใช้คือระบบระเหยน้ำ ซึ่งต้องใช้น้ำดิบปริมาณมหาศาลหลายล้านลิตรต่อวัน การที่ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีไปปักหมุดกระจุกตัวใน ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ในพื้นที่ชลบุรี และ ระยอง ทั้ง AWS, Google, CtrlS, GDS ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งซ้ำซาก กำลังกลายเป็นชนวนเหตุความขัดแย้งในพื้นที่ โดยน้ำดิบในอ่างเก็บน้ำหลัก ทั้งอ่างเก็บน้ำดอกกราย, หนองปลาไหล กำลังถูกดึงไปป้อนระบบคูลลิ่งทาวเวอร์ จนเสี่ยงแย่งน้ำดิบของภาคการเกษตรสวนผลไม้และน้ำประปาอุปโภคบริโภคของชุมชนท้องถิ่นอย่างเลี่ยงไม่ได้

 กลไกยัดไส้ค่าเอฟที ผลักภาระให้คนไทยแบกรับ 

ประเด็นที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนไทยถ้วนหน้า คือ  “ภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)” ที่กำลังถูกส่งผ่านเข้ามาในบิลค่าไฟบ้านเรือนอย่างแยบยล ผ่าน 3 กลไก

 หนึ่ง การพึ่งพา Spot LNG ราคาแพง โดย Data Center ต้องการไฟฟ้าฐาน ตลอด 24 ชม. เมื่อความต้องการไฟในระบบพุ่งสูงขึ้น ก๊าซธรรมชาติราคาถูกในอ่าวไทยไม่พอผลิต รัฐต้องสั่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดโลก (Spot LNG) ซึ่งมีราคาแพงและผันผวน ต้นทุนนี้จะถูกนำไปถั่วเฉลี่ยในราคาเนื้อก๊าซรวมของประเทศ (Pool Gas) ดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศแพงขึ้น

 สอง ภาระค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) การที่ กฟผ. ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และขยายสายส่งแรงดันสูงเพื่อรองรับไฟฟ้าให้มีความเสถียรของ Data Center รัฐต้องเซ็นสัญญาซื้อไฟระยะยาวกับโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีความพร้อมจ่าย หรือ  "ค่า AP" หากในอนาคต เกิดภาวะฟองสบู่ Data Center ชะลอตัว หนี้ค่า AP สัญญาทาสเหล่านี้ จะถูกนำมาคำนวณเฉลี่ยลงในสูตรค่า Ft ให้คนไทยร่วมจ่ายไปอีกหลายสิบปี

 สาม ต้นทุนการรักษาเสถียรภาพสายส่ง เมื่อ Data Center ระดับ Tier 3/4 ยอมให้ไฟตกไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาที ต้นทุนในการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหมุนเวียนสำรองเพื่อพยุงแรงดันไฟ หากไม่มีการคิดค่าบริการนี้แยกต่างหาก ต้นทุนทั้งหมดจะถูกมวลรวมเป็น "ต้นทุนระบบ" ที่ประชาชนคนไทยร่วมกันจ่ายผ่านค่าไฟฐานและค่า Ft

 เตือนภัย 4 โซน "สุ่มเสี่ยง" ประชิด รพ. และชุมชน 

ความไร้ทิศทางของนโยบายรัฐ สะท้อนผ่านการปล่อยให้เกิดการปักหมุด Data Center ในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศจากช่องโหว่ทางกฎหมายระดับวิกฤต โดย  Data Center ไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีอุตสาหกรรมที่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)  ผู้พัฒนาเพียงยื่นขออนุญาตเป็น  "อาคารพาณิชย์ หรือ โกดังสินค้า"  ก็สามารถตอกเสาเข็มได้ทันทีโดย  ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์ฟังเสียงชุมชน 

หากแกะรอยจากการให้บีโอไอโครงการลงทุนดาต้า เซนเตอร์ ทั้งต่างประเทศและไทย จะเห็นความสุ่มเสี่ยงที่อยู่เบื้องหน้าใน 4 โซนสำคัญ ประกอบด้วย

 1) ย่านพระราม 9 ซอย 6  เคสระทึกประชิด รพ.พระราม 9 

รายงานสืบสวนสอบสวนจากสื่อมวลชนตีแผ่ข้อร้องเรียนของบุคลากรทางการแพทย์และชุมชน กรณีการก่อสร้าง  EDGNEX Data Center (BKK01)  ขนาดกำลังไฟ 20 MW บนเนื้อที่ 19,000 ตร.ม. ซึ่งตั้ง ประชิดติดกำแพงโรงพยาบาลพระราม

จุดนี้มีความเสี่ยง เนื่องจากการดึงไฟ 20 MW สม่ำเสมอ เสี่ยงเกิด  แรงดันไฟฟ้าตกชั่วขณะ (Voltage Sag)  ซึ่งกระทบต่อเครื่องมือแพทย์วิกฤต เช่น เครื่องช่วยหายใจ และเครื่องฟอกไต รวมถึงการดึงน้ำประปาสาธารณะไปใช้หล่อเย็นจนเสี่ยงกระทบแรงดันน้ำในงานซักนึ่งฆ่าเชื้ออุปกรณ์แพทย์

 2) ย่านแจ้งวัฒนะ – พงษ์เพชร ภัยเงียบต่อ "ศูนย์การแพทย์รักษาโรคมะเร็ง" 

ย่านแจ้งวัฒนะ ถือเป็นจุดรวม Data Center และ Telecom Nodes  โดยมีทั้ง NT, True IDC, INET ที่ลงทุนในย่านนี้

การตั้งดาต้า เซนเตอร์ ประชิด  โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ (ศูนย์การแพทย์ภัทรมหาราชการุณย์)  ซึ่งมีเครื่องมือแพทย์ความละเอียดสูงระดับนาโน เช่น  เครื่องอนุภาคโปรตอนรักษาโรคมะเร็ง (Proton Therapy) และเครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค หากเกิดภาวะไฟกระตุกชั่วเสี้ยววินาทีจากการดึงไฟของ Data Center ระบบความปลอดภัยของเครื่องฉายรังสีจะตัดการทำงานทันที ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกระบวนการรักษาชีวิตผู้ป่วยมะเร็ง พร้อมมลพิษทางเสียงและความร้อนจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรอง 24 ชม.

 3) ย่านบางพลี สมุทรปราการ แทรกตัวกลางหมู่บ้านจัดสรร 

ย่านเทพารักษ์–บางพลี เป็นที่ตั้งของโครงการยักษ์ใหญ่ เช่น GSA Data Center  (ร่วมทุนระหว่าง GULF, Singtel, AIS) ขนาด 20 MW และ STT GDC

ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่มีตัวตึกทรงกล่องคอนกรีตทึบผุดขึ้นแทรกตัวท่ามกลาง  โครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับกลาง-บน และโรงเรียนนานาชาติ  มีการดึงน้ำประปานครหลวง (กปน.) ไปใช้หล่อเย็นวันละหลายหมื่นลิตร จนส่งผลให้ แรงดันน้ำประปาที่จ่ายเข้าบ้านเรือนรอบข้างตกต่ำลง  รวมถึงการเดินสายไฟแรงสูงตัดผ่านย่านชุมชนโดยไม่ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น

 4) โซนนิคมอุตสาหกรรม EEC (ชลบุรี–ระยอง) ระเบิดศึกแย่งน้ำดิบสวนผลไม้ 

พื้นที่ปักหมุดหลักของ Hyperscalers ระดับโลก อาทิ AWS, Google, CtrlS, GDS

 ความเสี่ยง  Data Center ใน EEC คือสูบน้ำดิบหล่อเย็นวันละหลายล้านลิตร ในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่อ่างเก็บน้ำหลักในระยองและชลบุรีมีน้ำจำกัด การผันน้ำไปป้อนเซิร์ฟเวอร์เสี่ยงสร้าง ศึกแย่งชิงน้ำดิบกับเกษตรกรสวนทุเรียนและสวนผลไม้  ในพื้นที่ ขณะเดียวกันการกวาดซื้อสัญญาไฟสีเขียว (RE100) ตัดหน้า ทำให้โรงงานส่งออกไทยใน EEC หาซื้อไฟสะอาดไปลดคาร์บอนตามมาตรการ CBAM ยุโรปไม่ได้

 ถอดบทเรียนสิงคโปร์-มาเลเซีย ทำไมถึงกล้าคุมเข้ม

หากเปรียบเทียบนโยบายกำกับดูแล Data Center ของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียต่างก้าวผ่านจุด  "เหยื่อตกทอง "  มาแล้ว และหันมาใช้นโยบายควบคุมเข้มงวดเพื่อปกป้องทรัพยากรในประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยยังคงดำเนินนโยบายอ้าแขนรับอย่างไร้เงื่อนไข

กล่าวสำหรับสิงคโปร์ นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคที่ส่งสัญญาณ  "เบรก"  การอนุมัติ Data Center ใหม่เป็นเวลาหลายปี เพื่อทบทวนผลกระทบทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก่อนจะกลับมาเปิดรับอีกครั้งภายใต้กรอบนโยบาย  Green Data Centre Roadmap  ที่มีความเข้มงวดสูงที่สุดในอาเซียน

เหตุผลที่สิงคโปร์กล้าคุมเข้ม เป็นเพราะตระหนักดีว่าประเทศมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และพลังงาน จึงเลือกประเมินความคุ้มค่าจาก  "มูลค่าทางเศรษฐกิจต่อหน่วยพลังงาน" มากกว่าการมองแค่ตัวเลขเงินลงทุนรวม

สิงคโปร์บังคับให้ Data Center ใหม่ต้องมีค่าประสิทธิภาพพลังงาน  PUE ไม่เกิน 1.3  และต้องใช้ระบบหล่อเย็นนวัตกรรมสูง เช่น  Liquid Cooling  หรือเทคโนโลยีที่ไม่เบียดแย่งทรัพยากรน้ำดิบ พร้อมทั้งบังคับให้ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ 100%

ที่สำคัญคือ  สิงคโปร์ไม่ได้แข่งขันด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลยาวนาน แต่คัดเฉพาะงานประมวลผลคุณค่าสูง เช่น AI Infrastructure และ Regional Cloud Hub  ที่นำไปสู่การสร้างงานทักษะสูงจริงในประเทศเท่านั้น

 ส่วนมาเลเซีย  ในอดีตเคยเป็นประเทศที่อ้าแขนรับการขยายตัวของ Data Center ที่ล้นมาจากสิงคโปร์ โดยเฉพาะใน  รัฐยะโฮร์  ส่งผลให้เกิดการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แต่เมื่อเม็ดเงินลงทุนเริ่มเข้ามากระทบกับโครงสร้างพื้นฐานจริง มาเลเซียกลับเลือกปรับนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน

รัฐบาลมาเลเซียและภาคประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อผลตอบแทนเชิงสังคม พร้อมทั้งออกมาตรการจัดระเบียบผ่านกรอบ  DESAC  และเริ่มบังคับใช้มาตรการเข้มงวดในรัฐยะโฮร์ โดย  สั่งแบนโครงการ Data Center ระดับ Tier 1 และ Tier 2 ที่ใช้เทคโนโลยีเก่า กินไฟสูง และใช้น้ำระบายความร้อนปริมาณมหาศาล รวมถึงพิจารณาการชะลออนุมัติโครงการใหม่ หากผู้ประกอบการไม่สามารถยืนยันแหล่งพลังงานหมุนเวียนและการจัดหาน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้

นอกจากนี้ มาเลเซียยังปรับโครงสร้าง อัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับ Data Center  ให้จ่ายในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง โดยไม่นำต้นทุนสายส่งมาหารถั่วเฉลี่ยกับบิลค่าไฟของบ้านเรือนประชาชน

เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะพบความขัดแย้งเชิงนโยบายอย่างน่ากังวล เพราะในขณะที่เพื่อนบ้านเริ่มยกระดับมาตรการควบคุมสิ่งแวดล้อม ไทยกลับยังคงเปิดประตูต้อนรับ ด้วยการประเคนสิทธิประโยชน์ทางการคลังผ่าน BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8–13 ปี และยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร

จุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของไทยคือ  "สุญญากาศทางกฎหมาย"  เนื่องจากประเทศไทย  ไม่มีการบังคับทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) สำหรับ Data Center และ ไม่มีการจัดผังเมืองเฉพาะ (Data Center Zoning)  ส่งผลให้ทุนข้ามชาติสามารถเลือกปักหมุดโครงการประชิดเขตชุมชนและโรงพยาบาลได้ตามใจชอบ

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังไม่มีกลไกจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ทรัพยากรที่สะท้อนต้นทุนจริง ส่งผลให้ต้นทุนจากการนำเข้าก๊าซ Spot LNG ราคาแพง และค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าใหม่ เสี่ยงที่จะถูกส่งผ่านเข้าสูตรคำนวณค่า Ft ถั่วเฉลี่ยให้ประชาชนคนไทยเป็นผู้ร่วมแบกรับภาระแทนทุนข้ามชาติ

 หยุด "หลงตัวเลข" ก่อนคนไทยจ่ายค่าไฟแพงลิ่ว 

ผลศึกษาจาก TDRI และเสียงสะท้อนจากสังคมต่อกรณี Data Center พระราม 9, แจ้งวัฒนะ, บางพลี และ EEC คือสัญญาณเตือนภัยขั้นสุดท้ายว่า  ประเทศไทยกำลังได้ไม่คุ้มเสีย  หากรัฐบาลไม่เอาแต่หลงเม็ดเงินลงทุนแสนล้าน โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางพลังงาน สาธารณูปโภค และความปลอดภัยของประชาชน รัฐบาลต้องผ่าตัดใหญ่เร่งด่วน 4 ด้าน

 แรกสุด คือ เร่งแก้ประกาศกระทรวงทรัพยากรฯ  บังคับให้โครงการ Data Center ที่มีกำลังไฟเกิน 10 MW ขึ้นไป ต้องจัดทำ  รายงาน EIA และเปิดรับฟังความคิดเห็นของชุมชน (Public Hearing)  ก่อนอนุญาตก่อสร้างทุกกรณี

 สอง จัดทำ Digital Infrastructure Zoning  ตีกรอบพื้นที่เฉพาะสำหรับ Data Center ให้อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบไฟ-น้ำแยกเด็ดขาด  ห้ามตั้งประชิดสถานพยาบาล หรือเขตชุมชนอยู่อาศัยหนาแน่นโดยเด็ดขาด 

 สาม รื้อเงื่อนไข BOI บังคับ Local Content   เลิกแจกภาษีฟรี แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ Data Center ต้องจัดซื้อสินค้า/บริการในประเทศ และต้องมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทักษะ AI/Cloud ให้แก่คนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 สี่ คิดค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง โดยแยกบัญชีค่าไฟของ Data Center ออกจากบิลค่าไฟประชาชนอย่างเด็ดขาด บังคับเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สายส่ง และค่าความมั่นคงระบบให้ครอบคลุม 100% โดยไม่ส่งผ่านภาระเข้าสู่ค่า Ft ของบ้านเรือน

หากรัฐบาลยังดึงทุน Data Center แบบไร้สติ ไร้กติกาคุมเข้ม และขายฝัน “ฮับดิจิทัลแห่งอาเซียน” โดยยังไม่เร่งออกกฎหมายบังคับทำ EIA, จัดทำ Data Center Zoning และ คิดค่าไฟ-ค่าน้ำในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริง เมื่อนั้น ประเทศไทยจะต้องสูญเสียทั้งการรักษาพยาบาลที่สุ่มเสี่ยง ค่าไฟที่แพง แรงดันน้ำประปาคนเมืองลด และน้ำดิบภาคการเกษตรขาดแคลน เพื่อประเคนให้ทุนข้ามชาติ โดยไร้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจฐานราก