“เมื่อการใช้เงินกองทุนฯ ล้มเหลวหนักจน สตง. ไม่รับรองงบการเงินนานนับทศวรรษ เงินที่รีดไปจากผู้ใช้น้ำมันกลับถูกนำไปซอยแบ่งเป็นเค้กชิ้นเล็กชิ้นน้อย อนุมัติลงพื้นที่ในลักษณะ ‘เบี้ยหัวแตก’ จนเกิดเป็นสุสานเทคโนโลยีและรายงานวิจัยขึ้นหิ้งที่ไม่มีใครอ่าน... ถึงเวลาแล้วที่ต้องงัดกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาเอาผิดตัวบุคคล และงัดพิมพ์เขียวปฏิรูปกฎหมายเพื่อล้างแดนสนธยาแห่งนี้ให้สิ้นซาก!”
หลังจากเปิดแผลใหญ่ว่าด้วยกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ออกมติ “ไม่รับรองงบการเงิน” กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปีเต็ม (พ.ศ. 2557–2567) คราวนี้ถึงเวลาเจาะลึกพฤติการณ์การผลาญงบแผ่นดิน ชี้เป้าผู้ต้องรับผิดชอบ พร้อมเปิด “พิมพ์เขียวล้างแดนสนธยา” อย่างเป็นรูปธรรม
มหกรรมขอทุน “เบี้ยหัวแตก” & สุสานเทคโนโลยี
ในแต่ละปี กองทุนฯ มีคำขอรับการสนับสนุนงบประมาณท่วมทะลักสูงถึง 10,000 – 31,000 ล้านบาท แต่แทนที่คณะกรรมการกองทุนฯ จะคัดเลือกเฉพาะโครงการยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ระดับชาติ เงินก้อนนี้กลับถูกหั่นเป็น "เค้กชิ้นเล็กชิ้นน้อย" ซอยเป็นโครงการขนาดเล็กระดับ 500,000 ถึง 3,000,000 บาท กระจายให้หน่วยงานราชการ สำนักงานพลังงานจังหวัด สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อตอบสนองเครือข่ายทางการเมืองและระบบราชการ จนเกิดการตั้งงบประมาณซ้ำซ้อนกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมส่งเสริมการเกษตร และงบพัฒนาจังหวัดอย่างสะเปะสะปะ ดังกรณีตัวอย่าง
1. โครงการระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์: แฝดสามต่างกระทรวง
- พื้นที่ตัวอย่าง: กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง (นครราชสีมา, บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ)
- พฤติกรรมซ้ำซ้อน: ในพื้นที่ตำบลเดียวกัน มีการอนุมัติตั้งงบทำ "ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร" ทับซ้อนกันถึง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน (ขอเงินกองทุนอนุรักษ์ฯ), กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ขอเงินกองทุนน้ำบาดาล) และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ใช้งบประมาณแผ่นดินปกติ) กลายเป็นรัฐจ่ายเงิน 3 เด้งโดยไม่มีฐานข้อมูลกลางในการตรวจสอบความซ้ำซ้อน
2. สุสานเทคโนโลยีกลางไร่นา
- พื้นที่ตัวอย่าง: สกลนคร, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
- พฤติกรรมความเสียหาย: มีการจัดซื้อจัดจ้างปั๊มน้ำหรือเสาไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ในราคาสูงกว่าท้องตลาด เมื่อติดตั้งเสร็จกลับไม่มีการจัดสรรงบประมาณบำรุงรักษา และไม่มีการโอนสินทรัพย์เข้าบัญชีของ อปท. อย่างถูกต้อง
- จุดจบอันสลด: เพียง 1–2 ปีผ่านไป เมื่ออินเวอร์เตอร์เสียหรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ อบต. ก็ไม่สามารถนำงบประมาณมาซ่อมแซมได้เนื่องจากไม่อยู่ในทะเบียนสินทรัพย์ อุปกรณ์มูลค่านับล้านบาทจึงถูกทิ้งร้าง กลายเป็น "ขยะตากแดด" กลางทุ่งนา และปล่อยให้ไฟดับตลอดแนวถนน
3. งานวิจัยขึ้นหิ้ง & อีเวนต์ถลุงงบ
- วิจัยขึ้นหิ้งชีวมวล/ก๊าซชีวภาพ: อนุมัติทุนให้สถาบันการศึกษาโครงการละ 3–10 ล้านบาท ในหัวข้อซ้ำๆ เช่น "การศึกษาศักยภาพก๊าซชีวภาพในจังหวัด X" ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการนำงานวิจัยเก่ามาตัดต่อแล้วส่งรายงานเล่มหนาเพื่อเบิกเงินงวดสุดท้าย โดยไม่เคยถูกนำไปใช้สร้างโรงไฟฟ้าจริงหรือขับเคลื่อนเป็นนโยบายเชิงปฏิรูป
- อีเวนต์โรดโชว์สร้างการรับรู้: ตั้งงบประมาณครั้งละ 10–30 ล้านบาท เช่าโรงแรมหรูจัดสัมมนา พิมพ์แผ่นพับ แจกถ้วยรางวัล โดยวัดตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่ "มีคนเข้าร่วมครบ 500 คน" แต่ไร้ผลสัมฤทธิ์เรื่องการประหยัดพลังงานในเชิงรูปธรรม
เปิดโฉมหน้าผู้ต้องรับผิดชอบ: บอร์ดกองทุนฯ & ผู้บริหาร สบก.
ปัญหากองทุนอนุรักษ์พลังงานจะไม่สามารถแก้ไขได้เลย หากไม่ชี้เป้าไปที่ “ตัวบุคคลและตำแหน่งหน้าที่” ที่เป็นผู้ลงนามอนุมัติและกำกับดูแล และนี่คือ "บัญชีผู้รับผิดชอบ" ที่ต้องถูกเรียกมาตอบคำถามสังคม:
1. ระดับนโยบายและการอนุมัติ: คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
- ประธานกรรมการ: รองนายกรัฐมนตรี (ที่ได้รับมอบหมาย) หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะผู้กุมอำนาจสั่งการสูงสุด แต่กลับปล่อยเกียร์ว่างให้ สตง. แขวนงบการเงินนานนับทศวรรษ
- กรรมการโดยตำแหน่ง: ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงพลังงาน, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง, เลขาธิการสภาพัฒน์ และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
คำถามสำคัญ ข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ นั่งเป็นบอร์ดรับเบี้ยประชุมทุกปี แต่เหตุใดจึงปล่อยให้ระบบบัญชีชำรุดล้มเหลว จน สตง. ไม่รับรองงบยาวนานถึง 10 ปี โดยไม่มีใครสั่งการปฏิรูปอย่างจริงจัง?
2. ระดับปฏิบัติการ: สำนักงานบริหารกองทุนฯ (สบก.)
- ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ผอ.สบก.) ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
- ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (ผอ.สนพ.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการกองทุนฯ
คำถามสำคัญ ผู้บริหาร สบก. ย่อมรับรู้เรื่อง "ทะเบียนสินทรัพย์ล่องหน" ดีที่สุดเพราะเป็นผู้ทำสัญญาและเบิกจ่ายเอง แต่เหตุใดจึงยังคงชงเรื่องให้บอร์ดอนุมัติปล่อยเงินโครงการใหม่ๆ ออกไปอย่างต่อเนื่อง?
ไพ่ตายล้างแดนสนธยา พิมพ์เขียวปฏิรูป 3 ระยะ
การจะหยุดยั้งความล้มเหลวทางธรรมาภิบาลของกองทุนอนุรักษ์พลังงานอย่างถอนรากถอนโคน ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาด ดังนี้:
1. มาตรการระยะสั้น หยุดการรีดเงิน – แช่แข็งงบประมาณ
- ปรับอัตราเงินนำส่งเป็น 0.00 บาท/ลิตร ทันที: คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต้องมีมติปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ จากผู้ใช้น้ำมันลงเหลือ 0.00 บาท/ลิตร ทันที เพื่อคืนเงิน 5 สตางค์/ลิตร ให้ประชาชนหน้าหัวจ่าย โดยใช้เงินสดสะสมเดิมที่มีอยู่สูงถึง 60,000 ล้านบาท มาหมุนเวียนแทน
- แช่แข็งโครงการเบี้ยหัวแตก: สั่งชะลอการอนุมัติโครงการขนาดเล็กระดับพื้นที่ และงบศึกษาวิจัยใหม่ทั้งหมด จนกว่ากระบวนการตรวจสอบและปรับปรุงบัญชีจะแล้วเสร็จ
2. มาตรการระยะกลาง สังคายนาสินทรัพย์ & งัด ม.157 เอาผิด
- ล้างบอร์ดสินทรัพย์: ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สตง., กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลาง ลงพื้นที่สุ่มตรวจโครงการย้อนหลัง 10 ปี เพื่อตัดจำหน่ายสินทรัพย์ที่พังเสียหายหรือไม่มีอยู่จริงออกจากบัญชีให้ตรงตามความเป็นจริง
- ดำเนินคดีอาญา มาตรา 157: ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และ DSI ไต่สวนเอาผิดคณะกรรมการกองทุนฯ และผู้บริหาร สบก. ในความผิดฐาน "ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" จากการอนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยรู้อยู่แล้วว่าระบบบัญชีชำรุด และ สตง. ไม่รับรองงบการเงินต่อเนื่อง
3. มาตรการระยะยาว ปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างงบประมาณ
- แก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535: บัญญัติข้อบังคับทางกฎหมายว่า "หาก สตง. ไม่รับรองงบการเงินติดต่อกันเกิน 2 ปี ให้ระงับการจัดเก็บเงินสมทบ และแช่แข็งการอนุมัติโครงการใหม่ทุกกรณี จนกว่าจะแก้ไขระบบบัญชีแล้วเสร็จ"
- ดึงเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน: ปรับปรุงกฎหมายดึงการจัดสรรเงินของกองทุนฯ กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินปกติ เพื่อให้อยู่ภายใต้การกลั่นกรองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากสภาผู้แทนราษฎร
การดำเนินคดีต่อปัญหากองทุนอนุรักษ์พลังงาน จะหยุดอยู่แค่การ "ปรับลดงบประมาณ" ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อพฤติการณ์ชี้เจตนาชัดเจนว่า “รู้ทั้งรู้แต่ยังทำ” องค์กรตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช., DSI และ สตง. ต้องใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไต่สวนความรับผิดชอบของคณะกรรมการกองทุนฯ และผู้บริหาร สบก. ทั้งชุดปัจจุบันและย้อนหลัง 10 ปีอย่างจริงจัง
เงินทุกลิตรที่ประชาชนจ่ายผ่านหัวจ่ายน้ำมัน คือหยาดเหงื่อแรงงานที่ไม่สมควรถูกนำไปแปรรูปเป็น "ถุงเงินส่วนตัว" ของระบบราชการและเครือข่ายการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายบริหารและรัฐสภาต้องเลิกเกียร์ว่าง แล้วลุกขึ้นมาผ่าตัดกฎหมายกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ล้างแดนสนธยา 6 หมื่นล้านบาทนี้ เพื่อคืนความถูกต้อง และคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนคนไทยทุกคน!


