วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569

“ซิโน-ไทยฯ” โผล่ขึ้นทะเบียนหน้าแรก “โซลาร์ฯ แสนล้าน”

เปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งมีวงเงินงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาล 50,000 ล้านบาท

พร้อมๆ กับการปรากฏชื่อบริษัททุนใหญ่ใน หน้าแรก (Top-List) ของระบบขึ้นทะเบียนของ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง(กฟน. ) โดยหนึ่งในนั้นก็คือ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น

ชื่อของ บมจ. ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ซึ่งหาใช่อื่นไกล แต่คือตระกูลธุรกิจก่อสร้างหลักของ ตระกูลชาญวีรกูล ก่อตั้งโดย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และเป็นธุรกิจที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย) ดำรงตำแหน่งผู้บริหารยาวนาน

แม้นายอนุทินจะวางมือทางการเมือง แต่การที่ ซิโน-ไทยฯ ขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับเหมาหลัก (EPC) ติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนในลำดับต้นๆ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างมาก  

คำถามสำคัญคือ ทำไมบริษัทขนาดกลาง-รายย่อย (SMEs) ถึงต้องถอนตัว แล้วปล่อยให้เหลือแค่กลุ่มทุนใหญ่ตักตักโควตา? นั่นเป็นเพราะว่ากลไก "เงินค้ำประกัน" ดักทาง SMEs โดยรัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับเหมาต้องวางเงินค้ำประกันสูงถึง 50,000 บาทต่อหลัง จากมูลค่าติดตั้งราว 140,000 บาท เพื่อรอกระบวนการอนุมัติของการไฟฟ้าที่ใช้เวลานาน 7–8 เดือน รวมทั้งต้องถูกยึดเงินค้ำประกันประกันงานอีก 10,000 บาท นานถึง 7 ปี

เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้รับเหมารายย่อยที่มีสภาพคล่องต่ำไม่สามารถวางเงินค้ำประกันระดับหลายล้านบาทได้ จึงจำใจถอนตัวออกไป

เงื่อนไขค้ำประกันสุดโหดนี้ถูกเปิดเผยล่วงหน้าก่อนวันเปิดลงทะเบียนจริงเพียง 1 วัน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่แห่ไปขึ้นทะเบียนตอนแรกหลงกล และไม่สามารถเตรียมตัวหรือหาแหล่งเงินทุนทัน มีเพียงกลุ่มทุนใหญ่ที่รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าเท่านั้นที่เตรียมระบบรองรับไว้แล้ว

ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือ โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ โดยมี 2 รัฐวิสาหกิจหลักเป็นผู้ปฏิบัตินโยบาย คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 

ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์โครงการโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ ว่า โครงการนี้มีแต่สิ่งที่ดี ทั้งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพิ่มโอกาสในการออม ลดการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตจากธรรมชาติ

นายอนุทินอีกกล่าวว่า “คนที่วิจารณ์เขาก็พูดเรื่อย ๆ เพราะเขาไม่ทำงาน เขาไม่สนใจ และต้องการให้ร้าย ปั่นข่าว บั่นทอน สร้างความกังวลให้กับประชาชน ให้กับคนที่มีความเชื่อมั่นต่อประเทศ แล้วไม่ดีหรือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ ประชาชนใช้รูฟท็อป พลังงานไฟฟ้า คาร์บอนเครดิตก็ได้ ยังลดโลกร้อน ลดค่าใช้จ่าย รัฐสนับสนุนเงินสนับสนุน แล้วยังไงต่อ โธ่ เอ๊ย..!”