วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569

หรือ ‘มังงะ’ กำลังกินบุญเก่า? แม้ตลาดโตทำสถิติ แต่ผู้อ่าน ‘วัยมัธยม’ ลดฮวบเหลือแค่ 1 ใน 10

ตลาดมังงะญี่ปุ่นกำลังเจอความย้อนแย้งครั้งใหญ่ ตลาดรวมยังโตและอยู่ใกล้ระดับสถิติสูงสุด แต่เด็กและวัยรุ่นอ่านมังงะกับนิตยสารน้อยลงเรื่อย ๆ จากยุคที่ Weekly Shonen Jump เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มาสู่ยุคที่เวลาของคนรุ่นใหม่ต้องแบ่งให้ TikTok, YouTube และเกม คำถามจึงไม่ใช่แค่มังงะยังขายได้ไหม แต่คืออุตสาหกรรมกำลังสร้าง "นักอ่านรุ่นต่อไป" ได้มากพอหรือเปล่า

ข้อมูลจากบทความใน PRESIDENT Online ชี้ให้เห็นว่า แม้มังงะยังขายดี แต่คนที่จะเป็น "ลูกค้ารุ่นถัดไป" กำลังอ่านน้อยลง และปัญหาอาจไม่ใช่การแข่งกันเองระหว่างมังงะ แต่เป็นการแย่ง "เวลาและความสนใจ" กับคอนเทนต์ทุกประเภทบนหน้าจอ

จากยุครอ Jump สู่ยุคที่ความสนใจแตกเป็นร้อยทาง

ย้อนไปทศวรรษ 1990 นิตยสารมังงะเป็นช่องทางหลักที่เด็กญี่ปุ่นใช้ค้นหาคอนเทนต์ใหม่ โดยเฉพาะ Weekly Shonen Jump ที่แทบเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมวัยรุ่น

ตัวเลขปี 1996 เทียบกับ 2019 ต่างกันมาก นี่คือนิตยสารที่นักเรียนแต่ละชั้นอ่านมากที่สุด 

  • นักเรียนชายมัธยมต้นปี 1 ที่อ่าน Jump ลดจาก 433 คน เหลือ 27 คน
  • นักเรียนชายมัธยมปลายปี 1 ลดจาก 487 คน เหลือ 44 คน

เมื่อปรับให้จำนวนผู้ตอบแบบสำรวจเท่ากับปี 1996 ตัวเลขปี 2019 จะเป็น 41 และ 54 คน หรือราว 1 ใน 10

เรื่องนี้สำคัญกว่ายอดขายนิตยสาร เพราะนิตยสารคือ "ประตูทางเข้า" ของอุตสาหกรรม จนถึงปี 2004 ตลาดมังงะนิตยสารยังใหญ่กว่าตลาดเล่มรวมด้วยซ้ำ เด็กซื้อ Jump เพราะอยากอ่านเรื่องเดียว แต่ก็เจอเรื่องอื่นอีกมาก ถ้าถูกใจก็ตามไปซื้อเล่มรวม ดูอนิเมะ ซื้อเกม หรือกลายเป็นแฟนคาแรกเตอร์ นิตยสารจึงไม่ได้ขายแค่กระดาษ แต่สร้างนักอ่านและแฟนในอนาคต เมื่อประตูนี้มีคนเดินผ่านน้อยลง สิ่งที่เสียไปจึงไม่ใช่แค่ยอดขายวันนี้ แต่คือลูกค้าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

ไม่ได้เลิกอ่านแค่ Jump

ภาพไม่ได้แย่ไปทุกกลุ่ม Coro Coro ของเด็กชาย ป.4 ยังทรงตัวได้ดี แต่นิตยสารมังงะหญิงอันดับหนึ่งสูญผู้อ่านไปราวครึ่งหนึ่ง และผู้เขียนประเมินว่าอัตราการอ่านมังงะของเด็กชั้นประถมถึงมัธยมน่าจะลดลงกว่าในอดีต

การอ่านมังงะฉบับกระดาษก็ลดลงเช่นกัน ในปี 2023 เด็กที่อ่านมังงะกระดาษมีสัดส่วนราว 68% ในระดับประถม 60% ในมัธยมต้น และ 49% ในมัธยมปลาย ซึ่งลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับกลางทศวรรษ 1980 ส่วนนิตยสารเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดกว่านั้น จากการสำรวจการอ่านในโรงเรียนของสมาคมห้องสมุดโรงเรียนแห่งชาติ

  • ปี 1995: นักเรียนมัธยมปลายอ่านนิตยสารเฉลี่ย 6.4 เล่มต่อเดือน
  • ปี 2021: เหลือ 1.6 เล่ม และคนที่ไม่อ่านเลยมี 65.5%
  • ปี 2025: เหลือ 1 เล่ม และคนที่ไม่อ่านเลยเพิ่มเป็น 77.7%

สำหรับเด็กญี่ปุ่นวันนี้ นิตยสารไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวันอีกต่อไป

แล้วเวลาที่หายไปอยู่ที่ไหน?

คนรุ่นใหม่ไม่ได้โตมากับโลกที่มีสื่อให้เลือกแค่ไม่กี่อย่างแล้ว สมาร์ตโฟนทำให้คอนเทนต์จำนวนมหาศาลอยู่ในมือตลอดเวลา YouTube เปิดวิดีโอใหม่ได้ทันที TikTok ป้อนคลิปสั้นแบบไม่รู้จบ เกมกินเวลาได้เป็นชั่วโมง โซเชียลมีเดียก็รวมการสื่อสาร ความบันเทิง และข่าวไว้ในหน้าจอเดียว

เวลาในแต่ละวันเท่าเดิม แต่สิ่งที่แย่งเวลาเพิ่มขึ้นมาก จากเดิมที่มังงะแข่งกับโทรทัศน์ หนังสือ หรือเกม วันนี้ต้องแข่งกับทุกอย่างบนสมาร์ตโฟน

ตลาดไม่ได้พัง แต่อนาคตไม่รู้

ถ้าดูแค่ตัวเลขการอ่านของเด็ก อาจคิดว่าอุตสาหกรรมกำลังขาลง แต่ตลาดมังงะญี่ปุ่นยังโตต่อ โดยเฉพาะหลังย้ายจากกระดาษสู่ดิจิทัล ตลาดรวมช่วงปี 2020s อยู่ราว 7 แสนล้านเยน ใกล้ระดับสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปี 2021 ทำสถิติที่ 6.759 แสนล้านเยน เมื่อรวมกระดาษและดิจิทัล

แรงขับเคลื่อนคือผู้อ่านวัยผู้ใหญ่และตลาดดิจิทัล ที่ซื้อและอ่านได้สะดวกขึ้น ผู้ใหญ่ก็มีกำลังซื้อและจ่ายเงินออนไลน์ได้ ในระยะสั้นนี่พยุงตลาดได้ แต่ระยะยาวมีคำถามที่ต้องตอบ คือใครจะเป็นผู้ใหญ่ที่อ่านมังงะในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

แฟนมังงะวัย 30-40 ปีวันนี้ ส่วนหนึ่งโตมากับนิตยสาร หนังสือรวมเล่ม และร้านหนังสือ ไม่ได้เกิดจากตลาดดิจิทัลของวันนี้ เมื่อเด็กยุคนี้สัมผัสมังงะน้อยลง การสร้างฐานแฟนรุ่นใหม่ก็ยากขึ้น

มังงะกำลังเข้าสู่สงคราม Attention

มังงะยังแข็งแรงในฐานะ IP ตัวละครยังต่อยอดเป็นอนิเมะ ภาพยนตร์ เกม และสินค้าระดับโลกได้ ที่เปลี่ยนไปคือวิธีที่คนรุ่นใหม่ค้นพบคอนเทนต์ จากเด็กที่เดินเข้าร้านหนังสือ ซื้อ Jump แล้วเจอเรื่องใหม่ ๆ กลายเป็นเด็กที่เปิดสมาร์ตโฟนแล้วเจอคอนเทนต์นับล้านรออยู่ ทุกแพลตฟอร์มจึงแย่งกันตอบคำถามเดียวกันว่า จะทำอย่างไรให้คนหยุดดูสิ่งอื่นแล้วอยู่กับเรานานขึ้น

เว็บตูนเกาหลีใต้ตอบโจทย์นี้อีกแบบ ตอนโตมากับ Naver และ Daum คอนเทนต์ส่วนใหญ่เปิดให้อ่านฟรี เพราะแพลตฟอร์มหารายได้จากโฆษณาและทราฟฟิก คำถามตั้งต้นจึงไม่ใช่ "ใครพร้อมจ่าย?" แต่คือ "ทำอย่างไรให้คนเข้ามาอ่านเยอะที่สุดก่อน?" พอมีฐานผู้อ่านใหญ่แล้วค่อยต่อยอดไปขายตอน เปิดสมาชิก และนำ IP ไปทำซีรีส์ ภาพยนตร์ เกม เด็กที่วันนี้ยังไม่มีเงินซื้อจึงมีค่าในฐานะผู้อ่านในอนาคต ขณะที่ถ้าเน้นเก็บเงินจากคนที่พร้อมจ่ายวันนี้มากเกินไป ก็เสี่ยงเกิดช่องว่างระหว่างรายได้ปัจจุบันกับฐานลูกค้าในอนาคต

สรุป มังงะกำลังอยู่ในสนามแข่งใหม่ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องไหนสนุกกว่า แต่คือใครจะได้เวลาของผู้บริโภค