ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ชื่อว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์ E-Waste” กำลังรอวันปะทุ ปริมาณ E-Waste มากกว่า 445,899 ตันต่อปี แต่รีไซเคิลได้เพียง 10% เท่านั้น โดยการประเมินว่าไทยอาจเข้าสู่วิกฤต E-Waste เต็มขั้นในไม่กี่ปีข้างหน้า จับตาความท้าทายยุค Net Zero รัฐบาลจะเปลี่ยน “ภูเขาแผงโซลาร์” และ “สึนามิแบตเตอรี่” เป็นขุมทรัพย์ได้หรือไม่?
ย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste จากต่างแดนยังมุ่งหน้าเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง กระทั่ง ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2568
จากสถานการณ์ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยแฉพาะจากแผงโซลาเซลล์และแบตเตอรี่รถยนต์ EV อาจเพิ่มต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมหากจัดการไม่ถูกวิธี อย่างไรก็ตาม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้เป็นเพียงขยะอันตราย แต่ภายในอุปกรณ์ยังอุดมไปด้วย ทองคำ เงิน ทองแดง และแร่หายาก (Rare Earth) การนำ E-Waste มารีไซเคิลอย่างถูกวิธี (Environmentally Sound Management) จะสามารถคืนมูลค่าทางเศรษฐกิจได้นับแสนล้านบาท และสนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หากมีการจัดการที่เหมาะสมจะเปลี่ยนเป็นขุมทรัพย์ใหม่
รายงานจาก World Economic Forum ร่วมกับ Oliver Wyman ในหัวข้อ "Nature Positive: Role of the Technology Sector" เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่าสมาร์ทโฟนอยู่ประกอบด้วยแร่ธาตุล้ำค่าและโลหะหายาก (Rare Earth Metals) หลายชนิด
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถกู้คืนวัสดุจากโทรศัพท์ที่หมดอายุการใช้งานได้สูงถึง 95% ซึ่งช่วยลดความจำเป็นในการทำเหมืองแร่ใหม่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ
ยกตัวอย่าง โครงการ MobileMuster จากประเทศออสเตรเลีย ปี 2567 บริหารจัดการโทรศัพท์เก่าได้ถึง 109 ตัน และกู้คืนวัสดุกลับมาคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2.5 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 85-90 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนว่าการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบเพียงรักษาสิ่งแวดล้อมแต่เปรียบเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน
อย่างไรก็ดี ประเทศไทยอยู่ระหว่างผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. การจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ซึ่งใช้หลักการ EPR (Extended Producer Responsibility) ให้ผู้ผลิตต้องมีส่วนรับผิดชอบในการนำซากผลิตภัณฑ์กลับมารีไซเคิล
สำหรับประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ อ้างอิงรายงานสถานการณ์มลพิษของกรมควบคุมมลพิษ
ระบุว่า 2566 ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์จากชุมชนประมาณ 400,000
กว่าตันต่อปี โดยมีสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่มีปริมาณซากสะสมสูงที่สุด
ขณะเดียวกัน ไทยขาดการจัดเก็บที่เป็นระบบส่งผลให้ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในบ้านหรือขายให้กับซาเล้งซึ่งอาจนำไปแยกชิ้นส่วนอย่างผิดวิธีจนเกิดสารพิษตกค้างต่อไป 
นอกจากนี้ นับตั้งแต่ปี 2545 ประเทศไทยเริ่มหันมาลงทุนผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ ขยะจากแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้โซลาร์เซลล์จะเป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ปัญหาซากขยะแผงโซลาร์หลังหมดอายุการใช้งานเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด
สำหรับโซลาร์เซลล์มีอายุเฉลี่ยราว 20 ปี โดยไทยกำลังต้องเผชิญกับประเด็นปัญหาดังกล่าว คาดว่าจะมีปริมาณสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจำนวนกว่า 122,408 ตันในปี 2581 หากไม่มีมาตรการการกำจัดที่เหมาะสม จะเกิดปรากฎการณ์ภูเขาโซลาร์เซลล์ขึ้นในอนาคต
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) หยิบยกประเด็นนี้การปรับมุมมองเปลี่ยนซากขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นทรัพยากรผ่านหลักการ Urban Mining หรือเหมืองในเมือง และ Circular Economy โดยพุ่งเป้าไปที่แผงโซลาเซลล์อันประกอบด้วยแร่เงิน ทองแดง ซิลิกอน และกระจกคุณภาพสูง โดยคาดการณ์ว่าปี 2583 มูลค่าแร่ธาตุจากซากโซลาเซลล์ในไทยจะมีมูลค่าตั้งแต่ 281 ล้านบาทไปจนถึงระดับหลายพันล้านบาท
ทั้งนี้ ประเทศไทยจะมีโซลาเซลล์เป็นเครื่องมือหลักในการผลิตพลังงานสะอาด อัตราการเติบโตก้าวกระโดดจาก 2.5 เมกะวัตต์ในปี 2545 สู่กว่า 5,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ขยะแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากสัดส่วน 1.5% ในปี 2563 มาเป็นเกือบ 16% ในปัจจุบัน
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสถิติเผยเพิ่มขึ้นจาก 17,000 คันทั่วโลกในปี 2010 เป็น 8.5 ล้านคันในปี 2020 และจะ เพิ่มเป็น 145 ล้านคันในปี 2030 โดยนักวิเคราะห์คาดว่า กำลังการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนของรถยนต์ไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้จะอยู่ที่ 8,100 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) ในปี 2030 ซึ่งจะคิดเป็น 77% ของกำลังการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั้งหมด โดยรถยนต์ไฟฟ้าจะมีกำลังการผลิตประมาณ 314 GWh เมื่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหมดอายุการใช้งาน แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องเริ่มวางแผนว่าจะจัดการแบตเตอรี่เหล่านี้อย่างไร
อ้างอิงข้อมูลจากห้องปฏิบัติการพลังงานทดแทนแห่งชาติ (National Renewable Energy Laboratory) แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า แบตเตอรี่ Lithium-Ion ซึ่งเป็นแบตเตอรี่หลักของรถ BEV ในตลาด มีอายุการใช้งานเฉลี่ยราว 12-15 ปี หลังจากนั้นจะเสื่อมสภาพและมักถูกปลดระวางหลังเก็บไฟฟ้าลดลงเหลือ 80%
อย่างไรก็ตาม ปัญหาขยะแบตเตอรี่ถือเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อหมดอายุการใช้งาน ซึ่งมีการคิดค้นหาวิธีนำแบตเตอรี่ที่ปลดระวางเหล่านี้ กลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพราะแม้แบตเตอรี่เหล่านี้จะไม่เหมาะกับการใช้งานในรถยนต์แล้ว แต่แบตเตอรี่ยังมีประจุไฟฟ้ามากพอใช้งานได้ยาวนานกว่านั้น ยังคงมีศักยภาพในการกักเก็บพลังงานได้ถึง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในรูปแบบอื่นต่อไป
ทั้งนี้ ไทยกำลังเผชิญกับ “ภูเขาขยะโซลาร์” และ “สึนามิแบตเตอรี่” ซึ่งจะตามมาภายใน 8 - 10 ปีข้างหน้า หากรัฐบาลไม่มีแผนจัดการซากที่ชัดเจน ซึ่งจะเกิดค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.5 - 0.6%
ดร. ณัฐภรณ์ บัวแย้ม นักวิชาการประจำ TDRI มองว่ารัฐบาลต้องเร่งเติมเต็มระบบนิเวศน์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อาทิ การลดข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ค้าของเก่า พ.ศ. 2474 ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจรีไซเคิลสมัยใหม่ ต้องมีการปรับปรุงให้เอื้อต่อเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือการจัดทำฐานข้อมูล Big Data ของแผงโซลาและแบตเตอรี่ที่ชัดเจนเพื่อการบริหารจัดการซึ่งเป็นข้อมูลที่จำป็นอย่างยิ่งต่อการวางแผนบริหารจัดการซากในอนาคต ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ช่วยให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยตัวเองในด้านพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน
กล่าวสำหรับสถานการณ์ขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณขยะอันตรายจากซากอุปกรณ์พุ่งสูงขึ้นทะลุหลักแสนตันต่อปี ขณะที่การจัดการยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งการขาดการคัดแยกอย่างถูกวิธี และปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่รอบนอก
ขณะเดียวกัน แม้ทางการจะมีนโยบายคัดแยกขยะ แต่ขยะจำนวนมากยังหลุดรอดเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิลผิดกฎหมาย โดยมีการลักลอบนำกากอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปทิ้งในพื้นที่ต่างจังหวัด อีกทั้ง การคัดแยกที่ไม่ครอบคลุมพบว่าขยะทั่วประเทศกว่า 27.6 % ไม่สามารถนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้อง
เป็นหน้าที่ของทางการในการเก็บกู้ระเบิดเวลาขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะการการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนวิกฤต E-Waste ล้นเมือง ให้เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนเปลี่ยนขยะอิเล็กทรอนิกส์สู่ขุมทรัพย์ใหม่.


