ชาวบ้านปราจีนบุรีลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์คราบน้ำมัน พบการปนเปื้อนขยายวงกว้างต่อเนื่อง มุ่งหน้าสู่โซนสามพราน–กระทุ่มแบน พร้อมเสนอเร่งวางทุ่นบูมสกัดคราบน้ำมันตามแนวสะพานให้มีประสิทธิภาพ ระดมนักวิชาการและสถาบันวิจัยร่วมวางแผนแก้ปัญหาขณะที่พื้นที่คลองไก่แก้วพบคราบน้ำมันและกลิ่นผิดปกติใกล้แปลงนาข้าวหลายร้อยไร่ ซึ่งข้าวกำลังใกล้สุก ชาวนาเหลือเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนก่อนกำหนดเก็บเกี่ยว จี้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบความปลอดภัยและกำหนดมาตรการป้องกันผลผลิตปนเปื้อนถึงมือผู้บริโภค
นายสนุทร คมคาย ชาวบ้านจังหวัดปราจีนบุรี ผู้ประสานงานกลุ่มปราจีนเข้มแข็งเปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์คราบน้ำมันผ่านมา บริเวณโซนสามพรานต่อเนื่องไปทางกระทุ่มแบน พบว่าคราบน้ำมันเคลื่อนผ่านพื้นที่ไปแล้ว และมีแนวโน้มลุกลามต่อเนื่อง จึงกังวลว่าหากไม่มีมาตรการสกัดกั้นที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ความเสียหายขยายวงกว้างมากขึ้น
จากการสังเกตการติดตั้งทุ่นบูมใต้สะพานบางจุด พบว่ามีเศษสวะเข้าไปติดจนทุ่นจมน้ำ ขณะที่คราบน้ำมันซึ่งลอยอยู่บนผิวน้ำสามารถไหลข้ามแนวสกัดไปได้ จึงเสนอให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันตรวจสอบสภาพทุ่นบูมอย่างต่อเนื่อง พร้อมสำรวจว่าสะพานใดยังเป็นแนวสกัดที่มีประสิทธิภาพ และเร่งติดตั้งทุ่นให้หนาแน่นครอบคลุมทุกจุดที่จำเป็น เพื่อจำกัดขอบเขตการแพร่กระจายของคราบน้ำมัน
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลส่วนกลางเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยระดมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยร่วมวางแผนกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งด้านเทคนิคการสกัดคราบน้ำมัน การประเมินวิธีจัดการสารปนเปื้อน และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมเสนอให้กำหนดเขตพื้นที่เสี่ยงอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถติดตามความเสียหายและจัดเก็บหลักฐานได้ก่อนที่น้ำจะแห้งหรือคราบปนเปื้อนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินความเสียหายและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในอนาคต
หวั่นคราบน้ำมันปนเปื้อนนาข้าวหลายร้อยไร่ จี้รัฐตอบให้ชั
ดก่อนถึงกำหนดเกี่ยว
ขณะเดียวกัน มีรายงานสถานการณ์คราบน้ำมันปนเปื้อนในพื้นที่คลองไก่แก้ว โดยพบคราบน้ำมันกระจายอยู่ในผืนนาและแปลงข้าว แม้บางจุดจะมองเห็นคราบไม่หนาแน่น แต่มีความกังวลว่าน้ำมันอาจกระจายเข้าไปในแปลงนาและบริเวณต้นข้าวแล้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวมีแปลงนาข้าวอยู่เต็มพื้นที่หลายร้อยไร่
สถานการณ์น่าเป็นห่วง เนื่องจากข้าวในแปลงกำลังเข้าสู่ระยะสุก โดยมีบางส่วนสุกไปแล้วประมาณครึ่งรวง และคาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ราววันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ทำให้เหลือเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนที่หน่วยงานรัฐจะต้องเร่งตรวจสอบและให้คำตอบแก่เกษตรกรว่า ข้าวในพื้นที่ที่สงสัยว่าปนเปื้อนยังสามารถเก็บเกี่ยวและนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้อย่างปลอดภัยหรือไม่
ข้อเสนอเร่งด่วนคือ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านเกษตร และหน่วยงานสิ่งแวดล้อม บูรณาการข้อมูลลงสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อระบุจำนวนไร่นาและแปลงข้าวที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนข้อมูลเจ้าของพื้นที่ พร้อมเก็บตัวอย่างดิน น้ำ และผลผลิตไปตรวจวิเคราะห์ตามหลักวิชาการ ก่อนกำหนดแนวทางจัดการที่เหมาะสม
หากผลตรวจพบว่าข้าวบางส่วนไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคหรือไม่สามารถนำออกจำหน่ายได้ หน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้ผลผลิตปนเปื้อนหลุดเข้าสู่ตลาด พร้อมวางแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาชาวนาที่ได้รับความเสียหายโดยเร็ว เนื่องจากกำหนดเก็บเกี่ยวใกล้เข้ามาแล้ว
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญเร่งด่วนคือการตรวจพิสูจน์การปนเปื้อนและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ โดยยังไม่ควรสรุปว่าข้าวในพื้นที่ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยจนกว่าจะมีผลตรวจรองรับ ขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งสื่อสารข้อมูลที่ชัดเจน โปร่งใส และทันต่อสถานการณ์ เพื่อคุ้มครองทั้งเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม


