วันนี้เรามาทำความรู้จักบริษัทแห่งหนึ่ง ที่กำลังอยู่ในกระแสกันหน่อย… บริษัทนี้ชื่อว่า “บริษัท ซิโนพาวเวอร์ จำกัด”
หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อ แต่ก็อาจจะ..เอ๊ะ..เพราะมีคำว่า “ซิโน” และหลังจากมีประเด็นเรื่องโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 1 ล้านครัวเรือน มีการตั้งคำถามว่า บริษัทขนาดใหญ่จะเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดนี้ หรือไม่ ชื่อของ “ซิโนพาวเวอร์” ก็น่าสนใจขึ้นมาทันที
ยิ่งเมื่อสำนักข่าวอิศรา ได้ไปขุดข้อมูลบริษัทนี้ออกมา ก็ยิ่งมีเรื่องชวนให้ต้องติดตาม
เพราะนี่ไม่ใช่บริษัทที่เพิ่งโผล่มาจากไหน แต่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านพลังงาน และมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เชื่อมโยงกับบริษัทและบุคคลใน “เครือข่ายครอบครัวชาญวีรกูล” เต็มๆ
มาดูรายละเอียดกันก็ได้ เดี๋ยวจะถูกนายกฯอนุทิน หาว่านั่งเทียนอีก
“บริษัทซิโนพาวเวอร์” จดทะเบียนตั้งแต่ วันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ด้วยทุนเริ่มต้น 60 ล้านบาท ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า และพลังงานทดแทน รวมถึงการออกแบบ จำหน่าย และติดตั้งระบบต่างๆ
โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจ คือ บริษัทเอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด หรือ STPI ถือหุ้นใหญ่ 59.99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบริษัทพาวเวอร์วอลท์ (ประเทศไทย) ถืออีก 39.99 เปอร์เซ็นต์
ส่วนผู้ถือหุ้นที่เหลือมี นางอาทิตยา ชาญวีรกูล และบุคคลอื่นๆ ถือหุ้นรายละ 1 หุ้น
ถามว่า แล้ว STPI ผู้ถือหุ้นใหญ่ เกี่ยวข้องกับครอบครัวชาญวีรกูลอย่างไร ?
ข้อมูลผู้ถือหุ้นของ STPI ณ วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเกียรตินาคินภัทร ถือหุ้นแทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามกฎหมายการจัดการหุ้นส่วน และหุ้นของรัฐมนตรี จำนวน 9.84 เปอร์เซ็นต์
ขณะเดียวกัน บริษัทเบสท์ ควอลิตี้ สกิลส์ ซึ่งมี นางสาวนัยน์ภัค และนายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรของนายอนุทิน เป็นเจ้าของ ก็ถือหุ้น STPI อีก 4.52 เปอร์เซ็นต์
นี่คือข้อมูลที่ทำให้ “บริษัทซิโนพาวเวอร์” ถูกจับตามองในฐานะ บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจครอบครัวชาญวีรกูล รวมทั้งตัวนายกฯด้วย
และที่สำคัญ บริษัทนี้ มีผลงานเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐมาแล้ว ระดับร้อยล้านเสียด้วย
นั่นก็คือ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ หรือ Solar Floating ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มูลค่าสัญญา 106,304,476 บาท
โครงการนี้มีงบประมาณ 197 ล้านบาท กำหนดราคากลางประมาณ 181.8 ล้านบาท มีบริษัทเข้าร่วมเสนอราคาทั้งหมด 5 ราย ผ่านคุณสมบัติ และการพิจารณาทางเทคนิคครบทั้ง 5 ราย
ปรากฏว่า “ซิโนพาวเวอร์” เสนอราคาต่ำสุดที่ 106.3 ล้านบาท และได้รับสัญญา เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ระยะเวลาสัญญา 20 ปี
การที่ “ซิโนพาวเวอร์” เสนอราคาต่ำสุด และได้รับงานครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าการประมูลมีความผิดปกติ เพียงแต่กำลังบอกว่า บริษัทนี้มีศักยภาพ และมีประสบการณ์รับงานโครงการพลังงานมูลค่าร้อยล้านบาทแล้ว
ทีนี้มาดูงบการเงินกันบ้างครับ
ปี 2568 ซิโนพาวเวอร์ มีรายได้รวม 206.2 ล้านบาท กำไรสุทธิ 14.6 ล้านบาท สินทรัพย์รวมเกือบ 693.3 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้ประมาณ 89.6 ล้านบาท ก็ถือว่ารายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 บริษัทเพิ่มทุนจาก 160 ล้านบาท เป็น 220 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านบาท
ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่ควรทำความรู้จัก ก่อนที่เราจะพูดถึงบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ในตลาดโซลาร์ภาคประชาชน!
เพราะโครงการใหม่ของรัฐบาลกำลังจะสนับสนุนเงินให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ ครัวเรือนละ 50,000 บาท เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือน
แต่เงื่อนไขที่ผู้ประกอบการต้องเจอ ก็คือ การวางหนังสือค้ำประกันธนาคาร หรือ Bank Guarantee 50,000 บาทต่องาน และมีเงื่อนไขการรับประกันผลงานตามระยะเวลาที่กำหนด
คำถามก็คือ ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีเงินทุนจำกัด จะเข้าถึงเงื่อนไขเหล่านี้ได้ง่ายแค่ไหน ?
ในขณะที่บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนสูง มีเครือข่ายธุรกิจ และมีประสบการณ์รับงานโครงการพลังงานขนาดใหญ่ ย่อมมีความพร้อมในอีกระดับหนึ่ง
แน่นอน การมีทุนมากไม่ได้หมายความว่าทำผิด และการเป็นบริษัทใหญ่ ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องถูกตัดสิทธิ์
แต่รัฐบาลต้องตอบให้ประชาชนหายข้องใจหน่อยว่า กติกาที่กำหนดขึ้นนั้นเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ...มีเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือไม่?!
คราวนี้เรากลับมาที่ตัวนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” กันหน่อย
วันที่สื่อถามถึงการปรากฏชื่อ บริษัทขนาดใหญ่ รวมถึง ซิโน-ไทยฯ ในรายชื่อผู้ประกอบการโครงการโซลาร์ นายอนุทิน ออกอาการหัวร้อนทันที ตอบโต้ด้วยถ้อยคำว่า เป็นการนั่งเทียน มโน ร้อมตั้งคำถามว่าสื่อไปรับงานใครมา และยืนยันว่า เกลียดการล็อกสเปกที่สุด
นายกฯจะชี้แจง หรือโต้แย้งข้อมูลของสื่อก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่วันนี้เมื่อมีการเปิดข้อมูล “บริษัท ซิโนพาวเวอร์” ออกมาอีกชุดหนึ่ง มีทั้งรายชื่อผู้ถือหุ้น งบการเงิน การเพิ่มทุน และสัญญากับมหาวิทยาลัยของรัฐ คำถามเหล่านี้ ก็ควรได้รับคำตอบด้วยข้อมูลเช่นกัน
เรื่องนี้ จึงพอจะประมวลคำถามถึงรัฐบาลสัก 3 ข้อ
หนึ่ง บริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจครอบครัวของนายกรัฐมนตรี จะเข้ามามีบทบาทในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน อย่างไร และมีมาตรการป้องกัน “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ชัดเจนแค่ไหน ?
สอง เงื่อนไข Bank Guarantee 50,000 บาท จะทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบผู้ประกอบการทุนใหญ่หรือไม่ ? และสาม รัฐบาลจะทำอย่างไร ให้ประชาชนมั่นใจว่า โครงการที่ใช้งบประมาณและเงินสนับสนุนจากภาครัฐ จะไม่กลายเป็นตลาดที่เปิดโอกาสให้เฉพาะบริษัทที่มีทุนหนา และเครือข่ายแข็งแรงเท่านั้น ?
เรื่องนี้ไม่ใช่การกล่าวหาว่าบริษัทไหนทำผิด และไม่ใช่การบอกว่าบริษัทไหน จะต้องได้งาน
แต่เมื่อเป็นโครงการระดับหมื่นล้านบาท และมีเงินภาษีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ประชาชนย่อมมีสิทธิถาม ว่าใครเป็นใคร ใครมีความพร้อม และใครจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้
พลังงานแสงอาทิตย์เป็นของประชาชน แต่โอกาสทางธุรกิจจากนโยบายนี้ ไม่ควรเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น!


