หลังปล่อยขยะพิษท่วมแผ่นดิน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ออกมาตีโป่งผลักดันตั้ง "นิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล" กู้วิกฤต ซึ่งถูกตั้งคำถามสวนทันควันว่าเป็นเพียงปาหี่การละคร “วัวหายแล้วล้อมคอก” ซ้ำร้ายยังเปิดช่องให้กลุ่มทุนสีเทาใช้ “ฟอกกากอุตสาหกรรม" อย่างถูกกฎหมาย หรือไม่
ขณะที่ภาครัฐสาละวนกับการวาดฝันสร้างนิคมฯ แห่งใหม่ ในความเป็นจริง ผืนแผ่นดินภาคตะวันออกในจังหวัดเขต EEC และบริวาร กำลังถูกอาบด้วยสารพิษเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ราวกับว่าขบวนการฟอกขยะพิษไม่ได้แยแสกับการปราบปรามรายวัน เพราะถึงถูกแจ้งจับค่าปรับก็แค่ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเมื่อเทียบกำไรที่ได้มาเป็นกอบเป็นกำ
สแกน 3 ช่องโหว่ใหญ่ "นิคมฯ รีไซเคิล"
ในการให้สัมภาษณ์ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ประจำวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 2569 ถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทย นายวราวุธ ระบุว่ากระทรวงกำลังเร่งผลักดันนิคมอุตสาหกรรมรีไซเคิล เพื่อจัดระเบียบ ดึงโรงงานคัดแยก หลอม และรีไซเคิลเข้ามาอยู่ในพื้นที่รวมศูนย์ ควบคู่กับงัดกฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ บังคับใช้ระบบ e-Manifest และชูหลักเกณฑ์การสิ้นสุดความเป็นของเสีย ขณะที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็เน้นการลงพื้นที่ตั้งรับและสั่งสอบสวนปัญหามลพิษรายวัน
คำถามใหญ่จากภาคประชาสังคมคือ ทำไมกระทรวงอุตสาหกรรมจึง “อืดอาดล่าช้า” และปล่อยให้แผ่นดินภาคตะวันออกอาบไปด้วยสารเคมีพิษจนพินาศก่อนจึงค่อยตื่นตัว?
หากย้อนดูพฤติกรรมของกระทรวงอุตสาหกรรม จะพบว่าการเคลื่อนไหวมักเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อถูกกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะ "เคสวิกฤตน้ำสีรุ้ง" ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ที่ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาแฉเส้นทางน้ำปนเปื้อนและยื่นหนังสือร้องเรียนนับครั้งไม่ถ้วน กว่าที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) จะขยับตัวเข้าตรวจสอบ สะท้อนชัดถึงการทำงานแบบ "วัวหายแล้วล้อมคอก"
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเจาะลึกถึงสถานะเชิงกระบวนการ โครงการจัดตั้ง "นิคมฯ รีไซเคิล" ยังเป็นเพียง "นโยบายการเมืองขายฝันที่ไม่มีอะไรมารองรับในทางปฏิบัติ" เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยัง ไม่เคยระบุพิกัดจังหวัดที่ชัดเจน ยังไม่เคยศึกษาความเป็นไปได้แต่อย่างใด การโหมประโคมข่าวจึงถูกมองว่าเป็นเพียง "วาทกรรมตอบโต้ข่าวรายวันเพื่อซื้อเวลา" และเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวในการกำกับดูแล
ยิ่งเมื่อมาวิเคราะห์การจัดตั้งนิคมฯรีไซเคิล จะพบว่ามีรอยรั่วสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ
- 1. ไร้ผลในการตัดวงจรนำเข้าต้นทาง: นิคมฯ เป็นเพียง "พื้นที่รองรับ" ที่ปลายทาง แต่ไม่ได้แตะต้องรอยรั่วใหญ่ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ตราบใดที่กรมศุลกากรยังสุ่มตรวจตู้สินค้าเพียง 10% และขบวนการนอมินียังคงสำแดงเท็จนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ในพิกัด "เศษโลหะ" ผ่านเขตปลอดอากร ได้อย่างเสรี การตั้งนิคมฯ จะกลายเป็นเพียง "การขยายพื้นที่รองรับตู้ขยะพิษเพิ่มขึ้น"
- 2. ไม่สามารถสกัดโรงงานเถื่อนนอกระบบ: หัวใจของกลุ่มทุนเทาคือการ "ลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม" การย้ายเข้า นิคมฯ หมายถึงการต้องจ่ายค่าบำบัดมลพิษส่วนกลางและขบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด แนวโน้มกลุ่มทุนสีเทาจึงจะยังคงเลือก "ลักลอบเช่าโกดังราคาถูกนอกนิคมฯ" ในพื้นที่ อ.บ้านบึง อ.นิคมพัฒนา หรือ อ.กบินทร์บุรี เพื่อแอบติดตั้งเตาหลอมเถื่อนและหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่เช่นเดิม
- 3. เปิดช่อง "ฟอกกากพิษ" ภายใต้ฉากหน้า Green Industry และวาระเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG): กลุ่มทุนเทา "ฉวยโอกาสสวมรอยนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และโมเดล BCG" ที่รัฐตั้งเป็นวาระแห่งชาติ โดยใช้ "สำนักงานกฎหมายและบัญชีของคนไทย" จดทะเบียนบริษัทนอมินีถือหุ้นบังหน้า 51% เพื่อซื้อที่ดิน ขอใบอนุญาต 105/106 และยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ BOI ยกเว้นภาษี แต่พฤติการณ์จริงกลับใช้อุบาย "สกัดเอาเฉพาะทองแดงหรือโลหะมีค่าเพียง 10%" ส่งกลับประเทศต้นทาง สร้างฉากหน้าว่าทำอุตสาหกรรมสีเขียว ขณะที่ "กากมลพิษเข้มข้นอีก 90% ที่เหลือ" จะถูกนำไปแอบฝังกลบหรือลักลอบเททิ้งในพื้นที่เกษตรกรรม นโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนและฉากหน้านิคมฯ รีไซเคิล จึงกลายเป็น "เกราะคุ้มกันชั้นดี" ให้ทุนข้ามชาติทิ้งมลพิษไว้ให้คนไทยรับกรรม
วิกฤต “แผ่นดินอาบสารพิษ” หนักหน่วงขึ้น
ในทางปฏิบัติ ปัญหามลพิษได้ยกระดับกลายเป็น "อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม" ที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นตามลำดับไทม์ไลน์ช่วงกันยายน–ตุลาคม 2569
- อาชญากรรมไร้พรมแดน (สิงหาคม - กันยายน 2569): ทุนข้ามชาติและนอมินีปรับกลยุทธ์จากการฝังกลบขยะพิษในพื้นที่เดิม มาเป็นการ "กระจายกากสุดท้าย" ใช้รถบรรทุกพ่วง 22 ล้อ ขนถ่ายกากเคมีอันตรายและชิ้นส่วนบดย่อยจากโรงงานรีไซเคิลใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ออกไปลักลอบเททิ้งในบ่อดินลูกรังร้างและที่ดินเกษตรกรรมใน จ.ปราจีนบุรี และ จ.สระแก้ว เพื่อหลบเลี่ยงการสืบสาวถึงต้นทาง
- วิกฤต “สายน้ำสีรุ้ง” ช่วงน้ำท่วม (28 - 29 กันยายน 2569): เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขังใน อ.ศรีมหาโพธิ์ และ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี น้ำได้ชะล้างสารเคมีจากบ่อฝังกลบขยะอุตสาหกรรม (ใบอนุญาต 105/106) เกิดเป็น "คราบสารเคมีสีรุ้ง" ลอยออกสู่ทุ่งนาและแหล่งน้ำสาธารณะยาวกว่า 1 กิโลเมตร ส่งกลิ่นฉุนเคมีรุนแรง ซ้ำร้ายมูลนิธิบูรณะนิเวศยังตรวจพบกองขี้ไก่ขนาดมหึมายัดไส้ด้วยกากอุตสาหกรรมโผล่กลางแปลงไร่อ้อยขนาดใหญ่ใน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลอดคน โดยช่วงอุทกภัยที่ผ่านมากองขี้ไก่หมกกากอุตสาหกรรมยังคงกองอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือมีน้ำดำล้อมรอบและไหลกระจายออกสู่ภายนอกอย่างต่อเนื่อง
- ทลายขยะพิษทุนจีน ยึดของกลางกว่า 2,500 ตัน (10 - 16 ตุลาคม 2569): ขยายผลสืบสวนจากโกดัง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี นำไปสู่การบุกตรวจค้นพื้นที่เช่าขนาดใหญ่ 90 ไร่ (15 อาคาร) ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ โลหะบด และวัตถุอันตรายสะสมทะลุ 2,500 ตัน พร้อมติดตั้งเครื่องจักรบดย่อยและเตาหลอมเถื่อนถึง 13 อาคาร ตอกย้ำว่าพื้นที่ EEC กลายเป็น "ศูนย์กลางการฟอกขยะพิษโลก" อย่างเต็มรูปแบบ


