วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569

ชำแหละปาหี่ "นิคมฯ รีไซเคิล" ล้อมคอก-ฟอกทุนเทา ซ้ำเติมแผ่นดินอาบสารพิษ ตอน 2

ลอยแพประชาชน ไร้งบเยียวยา-ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่ซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชนมากที่สุด คือ "การไร้ซึ่งกรอบงบประมาณเยียวยาและแผนฟื้นฟูธรรมชาติที่ชัดเจนจากภาครัฐ" โดยรัฐบาลมักอ้างหลักการให้โรงงานต้นเหตุเป็นผู้ชดใช้ความเสียหาย แต่กระบวนการสืบสวนฟ้องร้องในชั้นศาลใช้เวลานาน 5-10 ปี ระหว่างนั้นกากอุตสาหกรรมอันตรายกลับถูกทิ้งให้ตกค้าง หมักหมม และชะล้างลงชั้นน้ำบาดาลทุกวันโดยไม่มีงบประมาณลงไปบำบัดฉุกเฉิน

นอกจากนั้น ประชาชนในพื้นที่ปราจีนบุรีและระยองที่ล้มป่วยจากก๊าซพิษ สารเคมีสะสมในเลือด พืชผลเกษตรเสียหาย หรือแหล่งน้ำดิบประปาหมู่บ้านถูกปนเปื้อน ไม่เคยได้รับการชดเชยหรือเยียวยาใดๆ จากรัฐบาล มีเพียงการช่วยเหลือภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วไปซึ่งไม่ได้ครอบคลุมความเสียหายจากสารพิษอุตสาหกรรม

เมื่อเกิดเหตุสารเคมีปนเปื้อน อปท. และชาวบ้านกลับต้องเจียดงบพัฒนาท้องถิ่นอันน้อยนิดมาใช้ในการจัดหากากปูนขาว ขุดคันดินกั้น หรือจัดซื้อน้ำดื่มประปาแจกจ่ายกันเอง เท่ากับว่าประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อกลับต้องเป็นผู้จ่ายค่าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยภาษีของตนเอง

ดัดหลังทุนเทา - เร่งปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ แก้ไขปัญหา

ย้ำอีกครั้งว่าหากรัฐบาลต้องการสยบวิกฤตมลพิษ จำเป็นต้องเลิกแก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้า แต่ให้นำแนวทางแก้ไขของภาครัฐมาผสานกับข้อเสนอเชิงโครงสร้างจากภาคประชาชน ผ่านการปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐให้เกิดผลทางปฏิบัติ ดังนี้

  • 1. กรมศุลกากร (กระทรวงการคลัง): ยกเลิกการสุ่มตรวจ 10% ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ยกระดับด่านตรวจชายแดนนำระบบ AI และเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ 100% มาสแกนสินค้ากลุ่มเสี่ยง บูรณาการฐานข้อมูลร่วมกับกรมโรงงานฯ และ คพ. พร้อมบังคับใช้ วางเงินประกันมลพิษ ให้ผู้นำเข้าวางหลักทรัพย์ล่วงหน้า หากพบการสำแดงเท็จ ให้ยึดเงินประกันนำไปใช้นำส่งตู้ขยะพิษ ส่งกลับประเทศต้นทาง ทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี
  • 2. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กระทรวงอุตสาหกรรม): ชะลอการออกใบอนุญาตโรงงานประเภท 105/106 ในพื้นที่เสี่ยง บังคับใช้ ระบบ e-Manifest ควบคู่ GPS Tracking 24 ชั่วโมง บนรถขนส่งกากอุตสาหกรรมทุกคัน พร้อมตั้งชุดเฉพาะกิจสแกนตรวจประวัติเชิงลึกโรงงานประเภท 105/106 หากพบใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทนทุนต่างชาติ หรือฝ่าฝืนคำสั่งพักใช้ ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงานฯ สั่งปิดโรงงานและเพิกถอนใบอนุญาตถาวรทันที รวมถึงทบทวนแก้ไขช่องโหว่ พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2562 ที่ผ่อนปรนโรงงานต่ำกว่า 50 แรงม้าเพื่อตัดวงจรโรงงานห้องแถวเถื่อน
  • 3. กรมควบคุมมลพิษ (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ): ลงพื้นที่ตรวจเก็บตัวอย่างสารเคมีปนเปื้อนและแจ้งความดำเนินคดีอาญา พร้อมจัดทำ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เพื่อประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษก่อนอนุมัติโครงการอุตสาหกรรมใหม่ และจัดตั้ง กองทุนฟื้นฟูมลพิษ บังคับโรงงานประเภท 105/106 และผู้นำเข้าวางเงินประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมก่อนเริ่มประกอบกิจการ เพื่อดึงเงินออกมาเยียวยาประชาชนและบำบัดฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนทันทีเมื่อเกิดเหตุ
  • 4. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) & สำนักงาน ปปง. (กระทรวงยุติธรรม): ยกระดับบทลงโทษ เพิ่มโทษปรับขึ้นเป็น "หลักสิบล้านบาท" และเปลี่ยนจากการใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอัตราโทษเบา มาใช้อำนาจตาม กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เดินหน้าอายัดบัญชีและ ยึดทรัพย์สิน นายทุนข้ามชาติรวมถึงสำนักงานกฎหมายไทยที่เป็นนอมินีถือหุ้นบังหน้า พร้อมทั้งบังคับใช้กลไกคุ้มครองนักปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมจากการถูกฟ้องปิดปาก หรือข่มขู่คุกคามชีวิต
  • 5. กระทรวงมหาดไทย & องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.): สั่งการให้ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครอง และตำรวจสนธิกำลังตรวจค้นพื้นที่ร้องเรียน ควบคู่กับให้อำนาจ อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สามารถตั้งด่านตรวจและสั่งกักรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อที่ต้องสงสัยขนกากเคมีอันตรายเข้าพื้นที่ได้ทันที พร้อมสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อ เครื่องตรวจวัดโลหะหนัก (XRF) และชุดตรวจวัดน้ำดิบประปาหมู่บ้าน ให้ท้องถิ่นมีเครื่องมือเฝ้าระวังและเตือนภัยประชาชน
  • 6. ฝ่ายนโยบายและรัฐสภา: เร่งผลักดันและบังคับใช้ 3 กฎหมายเฉพาะ คือ

1.     พ.ร.บ. WEEE (จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าฯ): บังคับใช้หลัก EPR (Extended Producer Responsibility) ให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบซากผลิตภัณฑ์ตนเอง เซ็ตระบบรีไซเคิลในประเทศ และปิดทางขยะต่างชาติ

2.     พ.ร.บ. PRTR (รายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารมลพิษ): บังคับโรงงานรายงานสารเคมีและมลพิษที่ปล่อยออกมา ให้ชุมชนและภาครัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น

3.     พ.ร.บ. จัดการกากอุตสาหกรรม ฉบับใหม่: ปรับเพิ่มบทลงโทษจำคุกและปรับตามมูลค่าความเสียหายจริง ยึดทรัพย์ เพิกถอนใบอนุญาตอย่างเด็ดขาด และ ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เพื่อยกเลิกข้อยกเว้นผังเมือง ดึงโรงงานประเภท 105/106 กลับเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมเฉพาะเพื่อจัดการเฉพาะขยะในประเทศเท่านั้น และคืนอำนาจการอนุมัติผังเมืองให้ชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

บทสรุป ถึงเวลาเลิก “เล่นละครปราบขยะ”

ตราบใดที่การแก้ไขปัญหามลพิษและขยะพิษข้ามชาติยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการเน้นการสร้างภาพบุกจับรายวัน หรือเสนอตั้งนิคมฯ เพื่อเบี่ยงประเด็น แต่ปล่อยให้ไร้มาตรการเยียวยาฟื้นฟูที่ชัดเจน ปล่อยให้โครงสร้างกฎหมายผังเมืองหลวมโพลก ระบบศุลกากรมีช่องโหว่ และปัญหาส่วยอุปถัมภ์ยังดำรงอยู่ ประเทศไทยก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากการเป็น "ถังขยะพิษของโลก"

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องลงมือ "ปฏิรูป 6 หน่วยงานรัฐ" จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูมลพิษ และผลักดัน พ.ร.บ. PRTR และ พ.ร.บ. WEEE เพื่อเยียวยาและปกป้องผืนดิน แหล่งน้ำ รวมถึงชีวิตของประชาชนภาคตะวันออก ก่อนที่ผืนแผ่นดินไทยจะถูกอาบด้วยสารพิษจนพินาศอย่างไม่อาจย้อนคืน!.