วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569

นายกพัทยาลุยรื้อแผงเหล็กกั้นทางหน้า “วอเตอร์ฟรอนต์” ย้ำเป็นพื้นที่สาธารณะ นัดถกข้อพิพาท 4 พ.ย. เร่งกรมที่ดินชี้ขาด

ศูนย์ข่าวศรีราชา - นายกเมืองพัทยานำทีมเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่หน้าโครงการวอเตอร์ฟรอนต์ ใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย หลังพบมีการนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่ริมถนน ยืนยันเป็นทางสาธารณะ สั่งรื้อถอนและนำเก็บเป็นของกลาง พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมเร่งกรมที่ดินชี้ชัดสถานะที่ดิน กำหนดอนาคตอาคารที่ก่อสร้างค้างมานานหลายปี

วันนี้( 2 พ.ย.) นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอบางละมุง ผู้แทนหน่วยงานเจ้าท่า ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหน้าโครงการวอเตอร์ฟรอนต์ (Waterfront) ใกล้ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี หลังพบมีการนำแผงเหล็กมาตั้งกีดขวางพื้นที่ริมถนน ซึ่งเมืองพัทยาระบุว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ จึงเข้าดำเนินการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางออกจากพื้นที่

นายปรเมศวร์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เมืองพัทยาได้ติดประกาศแจ้งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและสิ่งกีดขวางภายใน 15 วัน และเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้เชิญตัวแทนบริษัท บาลีฮาย จำกัด เข้าหารือ โดยบริษัทรับปากว่าจะเคลียร์พื้นที่และเคลื่อนย้ายเรือที่จอดอยู่บริเวณดังกล่าวออกไป

แต่เมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง กลับพบว่ามีการนำแผงเหล็กมาตั้งกั้นทางเพิ่มเติม เมืองพัทยาจึงประสานเจ้าหน้าที่เข้ารื้อถอน พร้อมนำแผงเหล็กไปเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน นายปรเมศวร์ยืนยันว่า เมืองพัทยามีจุดยืนว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นทางสาธารณะมาแต่เดิม แม้ก่อนหน้านี้จะมีการเสนอให้ยกมอบพื้นที่แก่เมืองพัทยา แต่ไม่ได้รับมอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว ขณะที่บริษัท บาลีฮาย จำกัด ยังคงอ้างสิทธิในพื้นที่ โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดหารือร่วมกันในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ณ สำนักงานอัยการ เพื่อหาแนวทางยุติข้อพิพาท

สำหรับโครงการวอเตอร์ฟรอนต์ ซึ่งเป็นอาคารสูงที่ก่อสร้างค้างมานานหลายปี นายปรเมศวร์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ร่วมกับกรมที่ดินและเมืองพัทยา ได้พิจารณาประเด็นสถานะที่ดิน โดยมีข้อสรุปเกี่ยวกับการเป็นพื้นที่สาธารณะและประเด็นการเพิกถอนโฉนด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นทางการจากกรมที่ดิน ส่งผลให้การดำเนินการเกี่ยวกับตัวอาคารยังไม่สามารถเดินหน้าหาข้อสรุปได้

ทั้งนี้ หากผลการพิจารณายืนยันว่าที่ดินเป็นพื้นที่สาธารณะ เมืองพัทยาจะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อพิจารณาสั่งรื้อถอนอาคาร แต่หากมีข้อยุติว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท บาลีฮาย จำกัด เจ้าของโครงการจะต้องดำเนินการยื่นขอแก้ไขดัดแปลงอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมาย

นายปรเมศวร์กล่าวว่า เมืองพัทยาจะทำหนังสือถึงกรมที่ดินอีกครั้ง เพื่อเร่งรัดให้มีความชัดเจนเรื่องสถานะกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดแนวทางจัดการโครงการที่ยืดเยื้อมาหลายปี

ภายหลังการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้จัดวางแบริเออร์คอนกรีตและแผงกั้นบริเวณริมถนนหน้าอาคาร เพื่อจัดระเบียบพื้นที่และป้องกันการใช้พื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างรอผลการหารือและข้อยุติตามขั้นตอนกฎหมาย