วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569

ผ่าเส้นทางพัฒนาพันธุ์ "กะเพราแก้วจุรี" ประเด็นร้อนก่อนรัฐบาลลงนาม UPOV 1991

กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงทีเดียวสำหรับเรื่องราวของ “กระเพราแก้วจุรี” ซึ่งได้รับการพัฒนาสายพันธุ์และนำไปสู่การยื่นของรับสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพราแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างต่อเนื่องถึง 4 ระยะ โดยดำเนินโครงการในช่วงปี พ.ศ. 2563 ถึง 2566 ซึ่งกรอบเวลาดังกล่าวมีความคาบเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุ์และการยื่นขอรับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของทางบริษัท

  • เริ่มต้นในปี 2563 มีการพัฒนากะเพราพันธุ์ "แก้วจุรี" โดยใช้กะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 เป็นฐานเริ่มต้น ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
  • ต่อมาในปี 2565 ได้มีการนำสายพันธุ์ดังกล่าวไปทดสอบลักษณะพันธุ์ ทั้งในแปลงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแปลงทดลองของบริษัท ซีพีแรม จำกัด
  • ล่วงเข้าปี 2566 บริษัท ซีพีแรม ทำการยื่นขอสิทธิคุ้มครองกะเพราแก้วจุรี จำนวน 4 พันธุ์
  • ท้ายที่สุดในปี 2567 ซีพีแรมได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ครบถ้วนทั้ง 4 พันธุ์อย่างเป็นทางการ

ข้อมูลจากกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่า ซีพีแรมได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในกลุ่มกะเพราจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แก้วจุรี01 (ทะเบียน 0895/2567), แก้วจุรี02 (ทะเบียน 0911/2567), แก้วจุรี03 (ทะเบียน 0912/2567) และแก้วจุรี04 (ทะเบียน 0913/2567) โดยมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมและพฤษภาคม 2567 ลากยาวไปจนถึงปี 2579

เมื่อเจาะดูรายละเอียดคำขอจดทะเบียนของ "แก้วจุรี01" พบว่า แหล่งที่มาของสายพันธุ์ระบุชัดเจนคือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยมีกรรมวิธีปรับปรุงพันธุ์ที่เริ่มต้นจากการนำเมล็ดกะเพราพันธุ์พื้นเมือง (CPR1) มาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จากนั้นใช้สารเคมีเพื่อชักนำให้เกิดการเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม แล้วคัดเลือกต้นที่มีโครโมโซมเพิ่มขึ้นนำไปปลูกทดสอบ จนได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะวิสัยตั้งตรง ความสูงต้นเฉลี่ย 69.7 เซนติเมตร และมีขนาดใบตลอดจนกลิ่นที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของทุนวิจัย นอกจากนี้ เอกสารยังระบุว่ากะเพราอีกอย่างน้อย 3 พันธุ์ (แก้วจุรี02–04) ก็ถูกพัฒนามาจากกะเพราพื้นเมืองรหัส CPR1 เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ประเทศไทยบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งร่างขึ้นตามกรอบ UPOV 1978 ผสมผสานกับหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ตามอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) โดยกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ซีพีแรมได้สิทธิผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวในการผลิต ขาย และจำหน่ายพันธุ์กะเพราที่ได้รับการจดทะเบียน บุคคลอื่นไม่สามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าได้จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง

สาระสำคัญทางกฎหมายอยู่ที่ มาตรา 19 ซึ่งกำหนดว่าคำขอจดทะเบียนต้องระบุรายละเอียดที่มาของสารพันธุกรรม และที่สำคัญต้องมี "ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์" หากมีการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่ามาใช้เป็นฐานในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ศ.2542 เอกชนสามารถวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อยื่นขอรับความคุ้มครองได้ แต่การคุ้มครองดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรหรือประชาชนจะถูกห้ามปลูกกะเพรา โดยข้อจำกัดสำคัญคือห้ามนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขายต่อ

         ด้านนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai กล่าวถึงประเด็นที่ต้องกังวลคือ หากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืช สิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์อาจเข้มงวดขึ้น และส่งผลต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ ไว้ปลูกต่อหรือคัดเลือกพันธุ์

         ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายไทยปัจจุบัน เกษตรกรยังมีสิทธิบางประการในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อหรือคัดเลือกพันธุ์ แต่หากอยู่ภายใต้กรอบ UPOV 1991 สิทธิดังกล่าวอาจถูกจำกัด รวมถึงการแจกจ่ายพันธุ์ให้เพื่อนบ้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

นายวิฑูรย์ ยังเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงระบบคุ้มครองพันธุ์พืชอาจส่งผลต่อผู้บริโภคในระยะยาวด้วย จึงเรียกร้องให้ทบทวนการแก้ไขกฎหมาย โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดพันธุ์พืช