วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569

เจาะขบวนการรถบรรทุกจีนลักลอบลงใต้ ทุบหม้อข้าวสิบล้อไทย ตีแผ่ส่วยทางหลวง | ผู้จัดการสุดสัปดาห์

กินรวบไร้ต้าน! เจาะขบวนการรถบรรทุกจีนลักลอบลงใต้ ทุบหม้อข้าวสิบล้อไทย กับคำถามใหญ่ถึง “ตั๋วช้างทางหลวง”?

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่สั่นสะเทือนวงการโลจิสติกส์ไทยและท้าทายอำนาจรัฐอย่างหนักหน่วง เมื่อปฏิบัติการสกัดจับรถบรรทุกสัญชาติจีนของเจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบกและตำรวจในพื้นที่จังหวัดชุมพร เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาได้รวบตัวรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ป้ายทะเบียนจีนถึง 8 คันรวด ขณะจอดรอรับสินค้าอยู่คาล้งทุเรียน ในอำเภอหลังสวน

ความผิดปกติชัดแจ้งคือ "เส้นทางวิ่ง" ที่ล่วงเลยจากจุดที่ได้รับอนุมัติในเอกสารสิทธิ์หลายร้อยกิโลเมตร รถบรรทุกเหล่านี้แจ้งข้ามด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย โดยระบุจุดหมายปลายทางไว้เพียงแค่พื้นที่ภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี หรือกรุงเทพฯ แต่กลับสามารถขับทะลวงผ่านเส้นทางสายหลัก ข้ามภูมิภาคลงสู่ประตูใต้ได้โดยไม่มีด่านตรวจใดสกัดกั้น

ข้ออ้างเรื่องคนขับรถหลงทางตาม GPS เป็นเพียงคำแก้ตัว เพราะแท้จริงแล้วนี่คือ "ขบวนการกินรวบเชิงโครงสร้าง" ที่กวาดต้อนผลประโยชน์จากหน้าสวนเกษตรไทยกลับประเทศต้นทาง ขณะเดียวกันก็เปลือยแผลเน่าของระบบบังคับใช้กฎหมายไทยที่ปล่อยให้ "ส่วยทางหลวง" ยังคงเบ่งบานและเติบโตอย่างท้าทาย

ย้อนรอย GMS CBTA: กรอบความตกลงที่กลายเป็นช่องโหว่

เจตนารมณ์ดั้งเดิมของ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางถนนระหว่างประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS CBTA) ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าข้ามแดน เพื่อให้สินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะผลไม้สด สามารถเดินทางไปถึงตลาดจีนได้รวดเร็วขึ้น กติกาสำคัญคือ รถบรรทุกต่างชาติจะได้รับอนุมัติสิทธิ์ให้แล่นบน "เส้นทางที่กำหนดไว้" ตามโควตาที่ตกลงกันเท่านั้น

ทว่า ในความเป็นจริง กลุ่มทุนข้ามชาติกลับฉวยโอกาสจากกรอบความตกลงนี้ ใช้ประโยชน์จากด่านชายแดนไทยเป็นประตูเปิด จากนั้นจึงลักลอบฉีกสัญญาแล่นออกนอกเส้นทางเพื่อไปรับสินค้าถึงต้นทางในภาคใต้ โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งและคนขับรถไทยแม้แต่ขั้นตอนเดียว

ยุทธศาสตร์ “กินรวบ” ทะลวงล้งใต้: สิบล้อไทยโดนทุบหม้อข้าว

พฤติการณ์ลักลอบวิ่งข้ามภาคฟ้องชัดถึงยุทธศาสตร์กินรวบจนคนไทยไร้ที่ยืน ที่กลุ่มทุนต่างชาติวางโครงข่าย End-to-End ตั้งแต่ล้งรับซื้อผลไม้ รถบรรทุกขนส่ง ไปจนถึงการกระจายสินค้าในจีน ผู้ประกอบการสิบล้อและผู้ให้บริการขนส่งของไทยถูกตัดออกจากวงจรโดยสิ้นเชิง

จากการประมวลมุมมองของ นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ผ่านรายงานสกู๊ปเจาะลึกของไทยรัฐออนไลน์ สะท้อนภาพตรงกันว่า พฤติกรรมของทุนต่างชาตินับเป็นการเข้ามาทุบหม้อข้าวผู้ประกอบการและคนขับรถบรรทุกไทยอย่างแท้จริง เนื่องจากทุนต่างชาติไม่ได้เข้ามาเพียงแค่รับซื้อผลไม้ หากแต่นำรถบรรทุกของตนเองเข้ามาขนส่งสินค้าตั้งแต่หน้าสวนและล้งในภาคใต้ ตัดสิบล้อไทยออกจากระบบอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียรายได้มหาศาลและตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในบ้านของตัวเอง

สอดคล้องกับข้อเท็จจริงจาก นายวิชัย สว่างขจร นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน ที่เปิดเผยถึงสภาวะอันตรายของฝั่งผู้ประกอบการไทยว่า การสวมสิทธิ์ผ่านนอมินีและข้อตกลงที่เหลื่อมล้ำ ทำให้รถต่างชาติแล่นเข้าไทยได้อย่างเสรี ในขณะที่รถไทยกลับส่งสินค้าได้แค่บริเวณชายแดน ส่งผลให้รถบรรทุกไทยกว่า 50% ต้องจอดนิ่งหรือถูกยึดเนื่องจากไม่มีงาน ซึ่งถือเป็นวิกฤตที่รัฐต้องเร่งปราบปรามนอมินีเพื่อปกป้องคนไทย

ในเชิงโครงสร้าง นายยู เจียรยืนยงพงศ์ อดีตประธานสหพันธ์การขนส่งทางรถบรรทุกแห่งอาเซียน (ATF) ชี้ว่า ปัญหานี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ "สงครามต้นทุน" ที่ทุนจีนต้องการลดค่าใช้จ่ายจากการสลับหัวลากและการยุ่งยากในการเปลี่ยนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ หากรัฐบาลไทยไม่มีกลไกควบคุมแบบ Win-Win ผู้ประกอบการไทยจะสูญเสียเอกราชทางโลจิสติกส์อย่างถาวร

แผลเหวอะ “ตั๋วช้างทางหลวง”: วิ่งข้าม 20 จังหวัด รอดมาได้อย่างไร?

ประเด็นที่สร้างคำถามและข้อกังขาให้แก่สังคมมากที่สุด คือเรื่องของระบบการตรวจกวดขันตามเส้นทาง ตัวรถบรรทุกสัญชาติจีนมีเอกลักษณ์เฉพาะที่สังเกตได้ง่าย ทั้งตัวรถขนาดใหญ่ ป้ายทะเบียนต่างประเทศ และพวงมาลัยด้านซ้าย การเดินทางจากเชียงรายหรือจันทบุรี เพื่อลงไปสู่ จ.ชุมพร ต้องผ่านด่านตรวจทางหลวง ด่านชั่งน้ำหนัก และพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจท้องที่นับสิบจังหวัด

ความผิดปกติเชิงประจักษ์นี้ถูกวิเคราะห์ผ่านรายงานเจาะลึกของสื่อมวลชนอย่างแหลมคมว่า การที่รถพวงมาลัยซ้ายและป้ายทะเบียนต่างประเทศสามารถวิ่งข้ามจังหวัดจากเหนือลงใต้เป็นระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร โดยผ่านด่านตรวจนับไม่ถ้วนโดยไม่มีการสกัดจับจนกระทั่งถึงปลายทางที่ชุมพร ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามถึงการทำงานของด่านตรวจตลอดเส้นทาง หากปราศจากการจ่ายส่วยทางหลวงหรือการใช้ตั๋วเปิดทาง ย่อมเป็นไปได้ยากยิ่งที่รถลักษณะเด่นชัดเช่นนี้จะเล็ดลอดลงมาได้ไกลขนาดนี้

ยิ่งไปกว่านั้น กรอบอัตราโทษปรับตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ที่มีเพียงการปรับเงินแล้วสั่งผลักดันรถกลับออกนอกเส้นทาง ยังกลายสภาพเป็นเพียงต้นทุนแฝงที่คุ้มค่าเสี่ยง เพราะเมื่อนำมูลค่าทุเรียนตู้ละหลายล้านบาทมาเปรียบเทียบ ค่าปรับหลักพันหรือหลักหมื่นบาทถือเป็นเพียงเศษเงินในการทำธุรกิจ ตราบใดที่มาตรการบังคับใช้กฎหมายยังจบลงแค่การปรับแล้วปล่อยให้ขับกลับ กลุ่มทุนข้ามชาติก็พร้อมที่จะเสี่ยงลักลอบเข้ามาเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์มหาศาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อดสลักวิกฤต: ถึงเวลาฟัน “นอมินี-ส่วย” ก่อนลอจิสติกส์ไทยพินาศ

ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยืนยันถึงการยกระดับมาตรการปราบปรามว่า ได้สั่งการให้ขนส่งจังหวัดสกัดจับ ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับสูงสุด พร้อมส่งหนังสือเตือนทางการจีนผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ควบคู่กับการเร่งคลอดกฎกระทรวงบังคับติด GPS Real-time เชื่อมโยงฐานข้อมูลศุลกากรและขนส่งทางบกเพื่อสกัดจับทันทีที่ออกนอกเส้นทาง

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงนโยบาย การแก้ปัญหาปลายเหตุด้วยการสกัดจับเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการหยุดยั้งขบวนการนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการหักดิบ 3 ประการ:

ยกระดับมาตรการ Blacklist: ปรับเปลี่ยนข้อบังคับทางกฎหมาย จากการปรับเงินเป็นการ ยึดรถ และเพิกถอนสิทธิ์การนำรถเข้าประเทศของบริษัทขนส่งที่กระทำผิดอย่างถาวร

กวาดล้างนอมินีขนส่งข้ามชาติ: ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทชิปปิ้งและล้งผลไม้ในไทยอย่างเข้มงวด เพื่อตัดวงจรการสวมสิทธิ์การขนส่งภายในประเทศ

สอบสวนส่วยทางหลวงย้อนหลัง: สั่งการกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งกรรมการสอบสวนย้อนหลังจากระบบกล้องบันทึกเส้นทาง เพื่อลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐทุกด่านตรวจที่ปล่อยปละละเลยหรือรับผลประโยชน์จากการเปิดทางให้รถบรรทุกผิดกฎหมายแล่นผ่าน

วิกฤตรถบรรทุกจีนโผล่ล้งทุเรียนชุมพรจึงเป็นบทเรียนราคาแพงที่ฟ้องชัดว่า ตราบใดที่กฎหมายไทยยังถูกเจาะด้วยส่วยและผลประโยชน์แฝง ประเทศไทยกำลังสูญเสียรายได้ในห่วงโซ่ขนส่งอย่างมหาศาล ควบคู่กับการยินยอมให้ทุนข้ามชาติเข้ามากินรวบความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากจนผู้ประกอบการไทยไร้ที่ยืน.