วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 โชว์ศักยภาพบนเวทีโลก

ผอ.สศค. เผยความพร้อมประเทศไทยในการเป็นภาพจัดงานใหญ่ระดับโลก IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เน้นย้ำถึงโอกาสสำคัญสร้าง Air Time เพื่อแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพการจัดการวิกฤต และการพัฒนาของประเทศ พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่าง คลัง-ธปท.-อาสาสมัคร รองรับผู้นำเศรษฐกิจ และผู้เข้าร่วมจากทั่วทุกมุมโลก

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังบรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้หัวข้อ โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และ ธนาคารกรุงเทพ ถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ว่า กระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และฝ่ายเลขาธิการของการประชุมเพื่อเตรียมงานอย่างใกล้ชิด ความพร้อมอยู่ในระดับ A

โดยช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ ทีมงานเลขาธิการของการประชุม จะเดินทางมาติดตามความพร้อมทั้งด้านอาคารสถานที่ การดูพื้นที่ต่าง ๆ และการบริหารจัดการระบบเตรียมการ (Logistics) ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมีความพร้อมมาก โดยเฉพาะในส่วนของบุคลากรที่มีการอบรมเจ้าหน้าที่ประสานงานดูแล ซึ่งเป็นการระดมกำลังจากข้าราชการกระทรวงการคลัง ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) รวมถึงนิสิตนักศึกษาอาสาสมัครที่ให้ความสนใจสมัครเข้ามามากกว่าจำนวนที่ต้องการถึงหลายเท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ตารางการประชุมที่ชัดเจน จะขึ้นอยู่กับการจัดการของ IMF และ World Bank แต่ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจะได้มีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญ โดยมีการหารือถึงการจัดการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Panel) ซึ่งคาดว่า จะมีผู้แทนของประเทศไทย และตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมพูดคุยในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงจุดยืนและเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้

นายวินิจ เน้นย้ำว่า โอกาสครั้งนี้สำคัญกว่าเพียงแค่จำนวนผู้มาเยือน หรือเม็ดเงินสะพัดในช่วง 1 สัปดาห์ แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้พื้นที่ในการสื่อสารสู่สาธารณะ (Air Time) ให้คนทั้งโลกเห็นความพร้อม และการจัดการภายใต้วิกฤต

เป็นโอกาสอันดีที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่สนใจในช่วงเวลาการประชุม รวมไปถึงช่วงเวลาก่อนและหลังด้วย เพื่อให้โลกเห็นว่าเรากำลังทำอะไร เรามีเป้าหมายอย่างไร ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้น ซึ่งเราเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีการจัดการเรื่องวิกฤตได้ดี นายวินิจ กล่าว

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังจะมีการประชุมของกลุ่มประเทศสำคัญอื่น ๆ เช่น กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 24 ประเทศ (G24) จัดขึ้นด้วย ซึ่งจะยิ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านบวกให้กับประเทศไทย จึงเชื่อมั่นว่าความพร้อมในครั้งนี้ จะสร้างผลกระทบสำคัญในด้านบวกให้กับคนไทยอย่างแน่นอน

นายวินิจ ยังกล่าวถึง เมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี 2534 (ค.ศ. 1991) ซึ่งห่างกันถึง 35 ปี เปรียบเทียบกับครั้งนี้ มีความแตกต่างชัดเจนเรื่องเทคโนโลยีและการสื่อสาร โดยในอดีต การทำข่าวมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และเวลา แต่ในปัจจุบันทุก ๆ เรื่องที่ถูกประชุมอยู่ จะมีการเผยแพร่ออกไปได้แทบในวินาทีนั้น การสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ จะไหลไปเร็ว ผ่านโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต เชื่อว่าจะเกิด Impact สำคัญ

นอกจากนี้ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประชุมนี้ครั้งแรกเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ (Renovate) ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ และประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกยุคใหม่ โลกอินเทอร์เน็ต ดังนั้น Air time นี้จึงมีค่าอย่างยิ่งที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน