วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569

“บางจาก” พร้อมลุยธุรกิจน้ำมันในฮ่องกง เล็งนำ E10-B10 ขายผ่านปั๊ม-รุกเทรดดิ้ง

บางจากฯ ชูธงพร้อมลุยธุรกิจน้ำมันในฮ่องกง ทั้งค้าปลีกน้ำมัน 31แห่ง น้ำมันเรือเดินสมุทร และพาณิชย์อุตสาหกรรม จ่อนำพลังงานทางเลือก E10 และ B10 ขายผ่านปั๊มในฮ่องกง รวมถึงทำธุรกิจเทรดดิ้งเพิ่มเติม แย้มเล็งสยายปีกทำตลาดน้ำมันชีวภาพที่จีนตอนใต้

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP พร้อมรุกธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง หลังทำธุรกรรมสัญญาซื้อขายหุ้นทั้งหมดของเชฟรอน ฮ่องกง (Chevron Hong Kong Limited :CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ด้วยวงเงิน 270 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท บางจาก ฮ่องกง จำกัด (Bangchak Hong Kong :BHK) อย่างเป็นทางการ โดยในช่วง 2 ปีแรกนี้สถานีบริการน้ำมันทั้ง 31 แห่งจะใช้แบรนด์คาลเท็กซ์ ภายใต้ชื่อ "Caltex Licensed by Bangchak" ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้าได้เป็นเวลา 5 ปี เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยบางจากฯ มีแผนจะทยอยปลดป้าย Caltex เป็นแบรนด์บางจากภายใน 2-5 ปีข้างหน้า

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
เปิดเผยแผนการดำเนินงาน BHK ว่า ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า โลจิสติกส์ทั้งการเดินเรือ และการบินที่สำคัญของเอเชีย มีความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก ขณะที่ BHK มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร จึงเป็นโอกาสต่อยอดธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของบากจากทั้ง 2 แห่งที่มีกำลังการกลั่นรวมเกือบ 3 แสนบาร์เรลต่อวัน มีน้ำมันเรือเดินสมุทร B24 และโรงงานผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ขนาด 1 ล้านลิตรต่อวัน โดยบางจากมีแผนนำเชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้ทำการตลาดในฮ่องกงรวมถึงการขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียเหนือโดยเฉพาะจีนตอนใต้

ที่ผ่านมากลุ่มบางจากมีการลงทุนในหลายประเทศ ซึ่งประเทศที่บางจากเข้าไปลงทุนแล้วประสบความสำเร็จส่วนใหญ่เป็นประเทศเจริญแล้ว มีกฎระเบียบชัดเจน และการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ในประเทศนอร์เวย์ หรือการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในญี่ปุ่น ซึ่งฮ่องกงก็เช่นเดียวกันเป็นตลาดค้าน้ำมันเสรี ผู้ค้าสามารถตั้งราคาขายน้ำมันได้เอง โดยฮ่องกงยังเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียเหนือที่ครอบคลุมจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นโอกาสที่กลุ่มบางจากจะขยายธุรกิจพลังงานสีเขียวไปจีนตอนใต้ทั้ง เชื้อเพลิงชีวภาพ น้ำมัน SAF และ HVO เป็นต้น

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ทางการฮ่องกงส่งเสริมให้ประชาชนใช้รถไฟฟ้า (EV) ทำให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลใหม่ราว 70% เป็นรถ EV ส่งผลต่อการใช้น้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่บริษัทจะรักษามาร์เกตค้าปลีกน้ำมันไว้ที่ระดับเดิม 17% รวมทั้งมีแผนนำน้ำมันชีวภาพทั้งน้ำมันดีเซล B10 และแก๊สโซฮอล์ E10 เข้ามาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันที่ฮ่องกงด้วย ซึ่งจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกเพิ่มเติมรวมทั้งติดตั้งหัวชาร์จ EV ภายในปั๊มน้ำมันแล้ว 1 แห่งเป็นรายแรก และจะทยอยติดตั้งเพิ่มขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ หันไปรุกตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร และน้ำมัน SAF ใช้ผสมในน้ำมันอากาศยาน (Jet) ที่คาดว่าฮ่องกงและจีนจะประกาศบังคับใช้การผสมน้ำมัน SAFในน้ำมันอากาศยานในเร็วๆ นี้

ปัจจุบัน BHK มีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 31 แห่ง โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เกตแชร์) 17% และมีคลังน้ำมัน ทำให้บริษัทสามารถทำตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทรได้สะดวกขึ้น

นายชัยวัฒน์กล่าวย้ำว่า ดีลการซื้อเชฟรอน ฮ่องกงที่ 270 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นระดับราคาที่เหมาะสม โดยบางจากไม่ได้เสนอราคาที่สูงที่สุด แต่สุดท้ายได้รับเลือก ซึ่งเชฟรอนพิจารณาหลายเรื่องก่อนตัดสินใจไม่ใช่ดูเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว ซึ่งแหล่งเงินทุนมาจากกระแสเงินสดของบางจากและการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ บางจากฯ จะเริ่มรับรู้รายได้จาก BHK ตั้งแต่เดือนกรกฎทคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งในปี 2567 ทาง CHK มีกำไรประมาณ 55 ล้านเหรียญสหรัฐ และในปี 2568 มียอดขายน้ำมันเติบโตปีละ 2-3% ปัจจุบันมียอดขายน้ำมันเฉลี่ย 3.8 แสนลิตรต่อเดือนต่อสถานีบริการ ส่วนแนวโน้มยอดขายน้ำมันในปีนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากมีผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นางสาวจิราพรรณ เปาวรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ BHK กล่าวว่า ปัจจุบัน BHK มีส่วนแบ่งการตลาดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันอยู่ที่ 17% ใกล้เคียงคู่แข่งน้ำมันค่ายอื่นๆ ทั้ง Shell ESSO Sinopec ซึ่งมาร์จิ้นธุรกิจค้าปลีกในฮ่องกงสูงกว่าไทยหลายเท่า ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันทั้งดีเซลและเบนซินก็สูงเฉลี่ยอยู่ที่ 33 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อลิตร หรือราว 135-140 บาทต่อลิตร เนื่องจากค่าเช่าที่แพง แต่บริษัทน้ำมันมีการจัดโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น ส่วนลดราคาน้ำมันผูกกับบัตรต่างๆ หรือแคมเปญแลกสินค้าพรีเมี่ยม เป็นต้น ทำให้ลูกค้าจ่ายค่าน้ำมันจริงลดลง

นอกจากนี้จะมีการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV ในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นสถานีบริการน้ำมันรายแรกที่มี EV อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน

ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกจะมีสัดส่วนยอดขายเพียง 2% แต่เป็นธุรกิจที่มีมาร์จินสูงสุด รองมาคือน้ำมันเดินเรือ Marine, Aviation และ C&I

“การเข้าซื้อกิจการเชฟรอนฮ่องกงในครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรสากล และมองลู่ทางต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Trading ในฮ่องกง นอกเหนือจากสิงคโปร์ และดูไบ”