ภาพฝันมหานครศูนย์กลาง AI สากลพังทลายลงในพริบตา เมื่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสุดล้ำยุคอย่าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลับฉาวโฉ่กลางกรุงด้วยสภาพไม่ต่างจากคลังน้ำมันเถื่อนระเบิดเวลาที่แอบซุกตัวอยู่ติดกับโรงพยาบาลและชุมชนหนาแน่น
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันนับตั้งแต่วงแถลงนโยบายจนถึงการนำกำลังเข้าบุกตรวจค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 จึงเป็นยุทธการ “เบรก-ค้น-จับ” ที่สะท้อนคำถามใหญ่ถึงประสิทธิภาพของภาครัฐว่า กำลังปล่อยเกียร์ว่าง หรือไร้ความเชี่ยวชาญจนตามไม่เท่าทันเกมสวมรอยของกลุ่มทุน
สมรภูมิโครงข่ายไร้สาย vs ภัยแฝงสิ่งแวดล้อมกลางเมือง
หากมองภาพรวมของ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จะพบว่าธุรกิจนี้ไม่ได้ใหม่เสียทีเดียว โดยมีการจัดตั้งภายในองค์กรและระบบคลาวด์ทั่วไปมานานกว่า 20 ปี รวมแล้วกว่า 30–40 แห่ง ทว่าจุดพลิกผันที่กลายมาเป็นชนวนขัดแย้ง คือการทะลักเข้ามาของ Data Center รูปแบบอาคารเดี่ยว (Standalone) ขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งใน กทม. มีการขออนุญาตยื่นสร้างรวม 6 แห่ง โดยกลุ่มทุนต่างเลือกย่านเศรษฐกิจกลางเมืองอย่าง “พระราม 9” ด้วยเหตุผลทางเทคโนโลยี เพื่อใกล้นิวเคลียสจุดเชื่อมต่อโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ความหน่วงต่ำ รองรับระบบ AI และมีระบบไฟฟ้าที่เสถียร
แต่ในทางตรงกันข้าม อาคารเหล่านี้คือ "ยักษ์ใหญ่ที่ดึงพลังงาน" โดยใช้กำลังไฟสูงถึง 20 เมกะวัตต์ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมหาศาล และจำเป็นต้องกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองปั่นไฟหลักแสนลิตร เมื่อโครงสร้างระดับอุตสาหกรรมถูกนำมาเบียดแทรกในเขตชุมชนหนาแน่น โดยไร้กฎหมายโซนนิ่งและเกณฑ์รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) กำกับโดยตรง จึงกลายสภาพเป็นระเบิดเวลาแฝงที่พร้อมปะทุเป็นปัญหามลพิษความร้อน เสียงรบกวนความถี่ต่ำ และความเสี่ยงอัคคีภัยทันที
ยุทธการ “เบรก” นโยบายตั้งรับของเอกนิติ-ชัชชาติ
ความเคลื่อนไหวที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญของยุทธการนี้เริ่มขึ้นเมื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ นัดประชุมบอร์ดชาตินัดแรกในวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยยอมรับว่าที่ผ่านมาเกิดช่องว่างทางกฎหมายจนถูกผู้ประกอบการฉวยโอกาสสวมรอย
ดร.เอกนิติ จึงเตรียมใช้กลไกบอร์ดชาติและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอสั่งรื้อระบบกำกับดูแล บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และเตรียมแก้เกณฑ์สิทธิประโยชน์บีโอไอใหม่เพื่อไม่ให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงทรัพยากรไทยฟรีๆ
สอดรับกับการแถลงข่าวของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ในช่วงสายวันเดียวกัน ที่สั่งชะลอการอนุมัติโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ ขนาดใหญ่ทันที 3 แห่ง จากทั้งหมด 6 แห่งที่ยื่นขออนุญาต ช่วงปี 2564–2565 เพื่อส่งกลับไปทบทวนเกณฑ์สิ่งแวดล้อม พร้อมนำคำนิยามใหม่จากสำนักนายกรัฐมนตรีมาปรับผังเมืองรวม กทม. เพื่อทำโซนนิ่งในอนาคต
ยุทธการ “ค้น-จับ” ทลายคลังน้ำมันเถื่อน 2 แสนลิตร
แรงปะทะที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เมื่อ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการ รมว.พลังงาน นำกำลังเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน บุกเข้าตรวจค้นอาคาร Data Center ยักษ์ ย่านพระราม 9 ติดกับโรงพยาบาลพระราม 9 ผลการตรวจค้นพบ "หลักฐานประจักษ์" ว่ากลุ่มทุนร่วมไทย-ตะวันออก แอบแฝงติดตั้งถังและกักตุนน้ำมันดีเซลสำรองปั่นไฟสูงถึง 200,000 ลิตร โดยไม่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการ ยืนยันว่ากลิ่นเหม็นฉุนกึกนานกว่า 2 เดือนที่ทำให้ชาวบ้านวิงเวียนและอาเจียนไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง เจ้าหน้าที่จึงสั่งสูบน้ำมันออกจากคลังในพื้นที่ทันที และเตรียมแจ้งความดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรา 65 ในวันที่ 3 กันยายน 2569
ขณะเดียวกัน ในวันก่อนหน้า ฝ่ายค้าน นำโดย นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ส่งทีมเข้ายื่นหนังสือจี้ กทม., กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้ปิดช่องโหว่การยื่นขออนุญาตในคราบ "คลังสินค้า" เพื่อเลี่ยงการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) พร้อมเรียกร้องให้บังคับทำ EIA และจัดทำโซนนิ่งเว้นระยะห่างจากชุมชนอย่างเด็ดขาด
ปล่อยเกียร์ว่าง หรือตามไม่ทัน?
เหตุการณ์ที่พระราม 9 คือหลักฐานมัดแน่นว่าภาครัฐไทยพ่ายแพ้ต่อเกมการสวมรอยของกลุ่มทุนอย่างสิ้นเชิง การปล่อยให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสจากกฎหมายกระจายศูนย์ที่ต่างคนต่างดู แอบสร้างคลังน้ำมันสำรองระดับ 200,000 ลิตร กลางเขตเมืองหนาแน่น โดยไม่มีการทำ EIA หรือฟังเสียงประชาชน สะท้อนว่าหน่วยงานรัฐปล่อยเกียร์ว่างปล่อยเกือบสองเดือนเต็ม จนกระทั่งชาวบ้านทนไม่ไหวออกมาร้องเรียนผ่านสื่อ
การประชุมบอร์ดชาตินัดแรกในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 นี้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า รัฐบาลจะกล้าลงดาบย้อนหลังกับกลุ่มทุนที่ทำผิดกฎหมาย และออกเกณฑ์ EIA ล็อกโซนนิ่งเพื่อปกป้องความปลอดภัยของประชาชนอย่างจริงจัง หรือจะเป็นเพียง “ยุทธการเสือกระดาษ” ที่จัดฉากขึ้นมาเพื่อกลบกระแสสังคมชั่วคราวเท่านั้น


