วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569

รัฐฯล้างไพ่สัญญาโรงไฟฟ้าชั่วนิรันดร์ ทุบหุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนทรุด ทุนใหญ่ขยับทัพรับส้มหล่น

กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่สั่นสะเทือนทั้งแวดวงพลังงานและกระดานหุ้นไทยทันที เมื่อคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ภายใต้การนำของ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เคาะมติหักดิบ “รื้อสัญญาและหั่นราคารับซื้อไฟฟ้า” จากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (SPP) และขนาดเล็กมาก (VSPP) ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ด้วยเหตุผลเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

งานนี้รัฐบาลเดินหน้า “ใช้ยาแรง” หวังเคลมผลงานลดค่าครองชีพประชาชน ด้วยการทุบราคารับซื้อจากเดิมที่เคยสูงกว่า 3 บาทต่อหน่วย ลงมาเหลือเพียง 2.16 บาทต่อหน่วย โดยพุ่งเป้าไปที่โรงไฟฟ้ารุ่นเก่าที่รัฐมองว่า “ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง” และฟันกำไรจนคืนทุนค่าก่อสร้างไปเรียบร้อยแล้วในช่วงที่ได้เงินอุดหนุน (Adder)

มาตรการล้างไพ่รอบนี้เด็ดหัวกลุ่มเป้าหมายรวมเกือบ 4,000 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกลุ่มที่หมดสัญญา 25 ปีแต่ได้ต่ออายุอัตโนมัติ (515 สัญญา) ซึ่งรัฐสั่ง “เด็ดขาด” จะไม่มีการต่ออัตโนมัติอีกต่อไป และกลุ่มที่หมดช่วง Adder 10 ปีแต่สัญญาเหลือก่อนหน้า (46 สัญญา) ก็โดนบังคับหั่นราคาเหลือ 2.16 บาททันทีแบบไม่ไว้หน้าImage 1

ตลาดหุ้นระส่ำ! เช็กบิล ใคร "ทรุด" ใคร "รอด"?

แน่นอนว่าแรงสั่นสะเทือนจากนโยบายนี้ พุ่งตรงเข้าหาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทันทีที่มีกระแสข่าวสะพัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนก็ดิ่งลงเหวสะท้อนจิตวิทยาเชิงลบ นักลงทุนสถาบันและรายย่อยพากันเทขายเพื่อลดความเสี่ยง ดันให้ราคาหุ้นแกว่งตัว Underperform ตลาดอย่างชัดเจน

เมื่อกางพอร์ตวิเคราะห์ตามคำแนะนำของโบรกเกอร์ชั้นนำอย่าง บล.เอเชีย พลัส จะพบภาพจำลองสมรภูมิหุ้นโรงไฟฟ้าที่ชัดเจนว่าใครกำลังจะกระอักเลือด และใครที่นอนมาแบบไร้รอยขีดข่วน ดังนี้ 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบและ "ทรุดหนัก" คือ หุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียนบริสุทธิ์ (Pure Play Renewable) รุ่นเก่าที่มีสัดส่วนโครงการโซลาร์ฟาร์มและลม ซึ่งเคยพึ่งพาเงิน Adder หรือสัญญาต่ออายุอัตโนมัติ โดนแรงกระแทกไปเต็มๆ นักวิเคราะห์ชี้เป้า EA, GUNKUL, SSP และ BCPG คือกลุ่มที่มีความอ่อนไหวสูง รายได้ในอนาคตมีสิทธิ์วูบหายอย่างมีนัยสำคัญ โบรกเกอร์สั่งสัญญานเตือนให้ “หลีกเลี่ยง” ไปก่อน

ส่วนกลุ่มที่รอดตัว คือ ยักษ์ใหญ่โรงไฟฟ้าพาณิชย์ (IPP) และ SPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติหรือฟอสซิลเป็นหลัก นำโดย GULF, GPSC, BGRIM, EGCO และ RATCH กลุ่มนี้แทบไม่ระคายผิวจากมาตรการระลอกแรก แถม GULF ยังถูกยกให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม จากโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวและมีเกราะป้องกันหนาชั้นจากพอร์ตต่างประเทศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

เอกชนขู่ฟ้องกลับ-หวั่นซ้ำรอยวิกฤตเวียดนาม

ในมุมของภาคเอกชน นำโดย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลทันทีว่า อย่าหาทำ! เพราะการหักดิบแก้ไขสัญญาฝ่ายเดียว ทั้งที่เอกชนไม่ได้ทำผิดสัญญา จะนำไปสู่ “การฟ้องร้องทางกฎหมาย” ระหว่างเอกชนกับการไฟฟ้าคู่สัญญาอย่างแน่นอน

ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ มาตรการนี้กำลังทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างชาติ รวมถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ซ้ำรอย “วิกฤตพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม” ที่พังยับเยินมาแล้วก่อนหน้านี้

แม้ฝั่งโบรกเกอร์จะมองว่านโยบายนี้ยังมี "ความเสี่ยงในการบังคับใช้" อีกหลายขั้นตอน เนื่องจากต้องผ่านด่านหินอย่างที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และต้องเจรจาเป็นรายกรณี แต่เกมนี้สะท้อนชัดว่า รัฐบาลพร้อม "ทุบโต๊ะ" เพื่อเอาใจฐานเสียง แลกกับความเชื่อมั่นในระบบสัญญาอุตสาหกรรมที่อาจต้องพังทลายลง!

ในมุมกลับ... ผู้ที่ยิ้มกริ่มขยับทัพรอรับผลประโยชน์กลายเป็นกลุ่ม นิคมอุตสาหกรรม และผู้พัฒนา Data Center ที่เตรียมส้มหล่นจากนโยบายรัฐที่อาจต้องยอมเปิดทางเสรีพลังงาน (Third Party Access: TPA) เพื่อทำ Direct PPA ซื้อขายไฟสีเขียวโดยตรงเพื่อดึงดูดทุนข้ามชาติแทน

อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้จากปากของภาครัฐเองคือแม้จะมีการเขย่าสัญญาไฟฟ้าดังกล่าวข้างต้น ณ เวลานี้ “ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจนว่าค่าไฟจะลดลงได้เท่าไหร่” มีเพียงแต่การโยนโจทย์ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ไปนั่งกดเครื่องคิดเลขคำนวณตัวเลขกันอยู่เท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ฝันของชาวบ้านที่จะเห็นค่าไฟฐานลดลงในงวดนี้ทันที... บอกได้คำเดียวว่า “ฝันค้าง” เพราะรัฐบาลยอมรับเองว่าการลดราคาจะไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากต้องรอขั้นตอนการทยอยเจรจาและแก้ไขสัญญาระหว่าง 3 การไฟฟ้ากับภาคเอกชนคู่สัญญาให้ครบถ้วนเสียก่อน ซึ่งเอกชนก็ไม่ได้ทำผิดสัญญาและพร้อมเปิดหน้าสู้รบในชั้นศาล ข้อขัดแย้งทางกฎหมายนี้จึงอาจลากยาวจนค่าไฟยังไม่ขยับลงแม้แต่สตางค์เดียวในระยะอันใกล้นี้

บทสรุปของการสับไพ่รอบนี้ จึงกลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ระหว่าง “คะแนนเสียงทางการเมือง” กับ “ความเชื่อมั่นของประเทศ” หากรัฐบาลทำได้แค่จุดพลุสร้างข่าว แต่สุดท้ายค่าไฟลดไม่จริง แถมโดนฟ้องร้องจนต่างชาติตื่นตระหนกหนีหาย งานนี้รัฐบาลไม่ได้แค่เสียหน้า... แต่กำลังพาเศรษฐกิจไทยไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย!.