ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - หลังจากใบรับรองการประกอบธุรกิจของแอปฯ เรียกรถ Bolt (โบลท์) ได้หมดอายุลงในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม อนุโลมให้เปิดให้บริการชั่วคราว พร้อมมีเงื่อนไขให้ปรับปรุงระบบเพื่อความปลอดภัย ก่อนพิจารณาความเหมาะสมการต่ออายุใบรับรองฯ
แน่นอน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เป็นการผ่อนปรนเพื่อเอื้อทุนข้ามชาติ หรือหนุนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มกันแน่
ทั้งนี้ กล่าวสำหรับ Bolt (โบลท์) นั้น ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสั่งระงับให้บริการในประเทศไทย โดยไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต เนื่องมาจากปัญหาด้านความหละหลวมในการตรวจสอบประวัติและการสวมรอยบัญชีคนขับ จนเกิดเป็นคดีความต่อเนื่อง
กล่าวคือนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับแพลตฟอร์มเรียกรถมากกว่า 6,776 คดี เจาะจงเฉพาะแอปฯ Bolt มีสัดส่วนคดีจำนวนถึง 2,193 คดี ทำให้ภาครัฐต้องออกมาตรการจัดระเบียบขั้นเด็ดขาด โดยเฉพาะประเด็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมเรียกรถผ่านแอปฯ
หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจกำกับดูและได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างเข้มงวดว่าจะพิจารณาไม่ต่อใบรับรองการประกอบธุรกิจ และเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา
เริ่มจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าใบรับรองการประกอบธุรกิจของ Bolt กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 และทางกรมฯ อาจพิจารณา “ไม่ต่ออายุใบอนุญาต” หากทางบริษัทไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายได้
สำหรับเงื่อนไขของ ขบ. แพลตฟอร์ม Bolt จะต้องดำเนินการในช่วงระหว่างขอต่อใบอนุญาต เน้นย้ำ 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การตรวจสอบและยืนยันว่าผู้ขับขี่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะครบถ้วน รวมทั้ง กำหนดมาตรการผู้ขับขี่ที่ยังไม่มีใบอนุญาตให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ และรถที่ใช้ต้องจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ (รย.17 และ รย.18) ให้ถูกต้องตามเส้นตายที่วางไว้ 2. ต้องมีระบบสุ่มตรวจและระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้โดยสาร
ทั้งนี้ ระหว่างการต่อใบอนุญาต กระทรวงฯ อนุญาตให้แพลตฟอร์มดำเนินกิจการต่อได้ เนื่องจากเป็นการดำเนินการตามเงื่อนไขที่หน่วยงานราชการกำหนดเพิ่มเติม แต่หากครบกำหนดแล้วไม่ดำเนินการ หรือแสดงให้เห็นว่าไม่มีเจตนาปฏิบัติตาม ขบ. อาจพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตชั่วคราว และหากยังไม่ดำเนินการอีก ก็อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตในที่สุด
ขณะที่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) หน่วยงานกำกับดูแลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดระเบียบและยกระดับมาตรฐานแพลตฟอร์มเรียกรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ประกาศบังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ ปรับปรุง พ.ร.ฎ. การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อเพิ่มบทลงโทษทั้งทางแพ่งและอาญา และขีดเส้นตายให้ทุกแพลตฟอร์มเรียกรถฯ พัฒนาระบบยืนยันตัวตนให้รัดกุมภายใน 90 วัน หากทำไม่ได้ ETDA มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งระงับการให้บริการทันที เช่นเดียวกัน
ย้อนกลับไปเมื่อ 12 มิถุนายน 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศ 5 มาตรการยกระดับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน กำหนดเส้นตายจัดระเบียบใบขับขี่สาธารณะภายใน 30 กันยายน 2569 พร้อมเตรียมเดินหน้าจับมือแอปฯ เรียกรถที่ได้รับใบอนุญาตในปัจจุบันทุกรายมาเซ็น MOU ในวันที่ 29 มิถุนายน 2569 โดยประกาศแสดงเจตจำนงความร่วมมือเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและการพัฒนามาตรฐานการให้บริการระบบหรือแอปพลิเคชัน สำหรับใช้รับงานจ้างและเรียกใช้บริการรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
แต่ประเด็นที่ถูกจับตาที่สุดในสายตาสังคมและผู้ประกอบ คือ การที่กระทรวงคมนาคมส่งเทียบเชิญเรียกรถทุกค่ายทั้งรายที่มีใบอนุญาตถูกต้องและรายที่ใบอนุญาตสิ้นสุดมาทำ MOU ในกรอบนโยบายเดียวกัน แสดงให้เห็นการบิดเบือนเกณฑ์การแข่งขันอย่างเท่าเทียม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางราย และถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวด้วยการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) เพราะกำหนดผ่อนผันยาวไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ให้สามารถอยู่ในสมรภูมิธุรกิจโดยอ้างว่าอยู่ในช่วงปรับตัวตามนโยบายรัฐ
เทียบเคียงกับหน่วยงานคมนาคมขนส่งสำหรับกรุงลอนดอน (Transport for London หรือ TfL) ซึ่งปฏิเสธการต่อใบอนุญาตประกอบการให้แก่ Uber ถึง 2 ครั้ง คือในปี 2560 และ 2562 ด้วยสาเหตุหลักด้านความปลอดภัย เนื่องจากพบว่ามีปัญหาช่องโหว่ด้านคนขับและระบบยืนยันตัวตน มีการสวมสิทธิ์คนขับ และพบว่ามีพฤติกรรมขาดความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะการรายงานเหตุอาชญากรรมและการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นบนรถล่าช้า รวมถึงการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (Background Checks) ของคนขับที่หละหลวม กลายเป็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ ทำให้ Uber ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลและทำการยกเครื่องระบบความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด เช่น เพิ่มระบบตรวจสอบใบหน้าคนขับแบบเรียลไทม์ (Real-Time ID Check) เพื่อพิสูจน์ตัวตนอย่างเข้มงวด ก่อนจะได้รับใบอนุญาตกลับคืนมาในภายหลัง
ต่างจากบทบาทของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กระทรวงคมนาคม กลับอนุโลมให้ Bolt ให้บริการชั่วคราวหลังใบอนุญาติหมดอายุ ท่ามกลางปัญหาด้านความปลอดภัยกระทบผู้โดยสาร
อีกทั้งยังถูกสังคมตั้งคำถามว่ามีกลุ่มทุนหรือผู้มีอำนาจหนุนหลังอยู่หรือไม่ เพราะจากข้อมูลจดทะเบียนบริษัทพบสัดส่วนหุ้นฝ่ายไทย 51% และต่างชาติ 49% และระบุชื่อคนไทยเพียงคนเดียวเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม อีกทั้ง ตัวตนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีความคลุมเครือ
อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า การดำเนินงานของรัฐในระบบนิเวศของ Gig Economy เศรษฐกิจแพลตฟอร์มเรียกรถในประเทศไทยเต็มไปด้วยช่องโหว่ เพราะขณะที่กลุ่มทุนแพลตฟอร์มต่างชาติ แอปฯ เรียกรถ ได้รับใบอนุญาตรับรองให้ประกอบการอย่างถูกกฎหมาย แต่กลุ่มแรงงานแพลตฟอร์ม คนขับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ที่อยู่ในระบบส่วนใหญ่กลับยังเป็นป้ายดำ (รถยนต์ส่วนบุคคล รย.1) และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (รย.6) ซึ่งผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522
อีกทั้ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนขับเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถขึ้นทะเบียนให้บริการผ่านแอปฯ หรือจดทะเบียนรถสาธารณะ รย.18 และ รย.17 ได้สำเร็จ รวมทั้งส่วนใหญ่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะเพราะกฎหมายเพิ่งมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ประกอบกับขั้นตอนที่ยุ่งยากและการผ่อนปรนจากแพลตฟอร์มในอดีต
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของรัฐ อุ้มทุนต่างชาติโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อต้นทุนทางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งที่ผ่านมารัฐบาลไทยดำเนินมาตรการไล่เบี้ยคนขับ แต่แอปฯ ลอยตัว โดยกฎหมายไทยมุ่งเน้นลงโทษที่ปลายเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ มักตั้งด่านตรวจจับคนขับป้ายดำ ปรับเงินรายละหลายพันบาท ข้อหาใช้รถผิดประเภท แต่ตัวแอปฯ ซึ่งเป็นผู้จ่ายงานและหักเปอร์เซ็นต์รายได้ในฐานะตัวการร่วมกลับลอยตัว ไม่เคยถูกปรับหรือได้รับบทลงโทษใดๆ
นอกจากนี้ การที่รัฐกำหนดให้คนขับต้องนำรถไปเปลี่ยนเป็นรถรับจ้างสาธารณะ (รย.18) มีขั้นตอนที่ซับซ้อน ตั้งแต่การตรวจสภาพรถ การทำใบขับขี่สาธารณะ ไปจนถึงการบังคับซื้อประกันภัยประเภทรถสาธารณะที่มีราคาแพง สำหรับแรงงานแพลตฟอร์มที่วิ่งงานเป็นอาชีพเสริม ต้นทุนเหล่านี้สูงเกินกว่าจะรับไหว โดยรัฐไม่เคยออกแบบกฎหมายที่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับแรงงานพาร์ทไทม์ การใช้กรอบกฎหมายเก่ามาบีบบังคับ ส่งผลให้คนขับเลือกที่จะอยู่นอกระบบต่อไป
อีกทั้งโมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มเรียกรถ คือ การปล่อยให้ระบบรับคนขับป้ายดำเข้ามาอย่างไม่จำกัด และทำให้ผู้บริโภคได้รับบริการสะดวกในราคาถูก เป็นเล่ห์เหลี่ยมใช้ประโยชน์จากมวลชนควบคุมรัฐ เมื่อรัฐขู่จะแบนหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะทำให้เกิดความกังวลว่าคนขับนับแสนคนจะต้องตกงานทันที และส่งผลให้ผู้โดยสารจะต้องเดือดร้อน มวลชนกลายมาเป็นตัวประกันต่อรองประโยชน์ทางธุรกิจ
รวมทั้ง ยังมีเงื่อนไขการผูกขาดทางธุรกิจ หากรัฐพิจารณาไม่ต่อใบอนุญาตให้ Bolt หมายความว่าคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Grab จะครองสัดส่วนใหญ่ในตลาดเพียงรายเดียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะในเรื่องราคาค่าโดยสาร เป็นต้น
สุดท้าย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์สวัสดิภาพของประชาชน รัฐเลือกอุ้มทุนแพลตฟอร์มข้ามชาติ แม้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกสั่งระงับให้บริการในไทย แต่แอปฯ เรียกรถ Bolt ยังได้รับการอนุโลมให้เปิดให้บริการชั่วคราว คงต้องติดว่าหลังดำเนินการปรับปรุงระบบเพื่อความปลอดภัย จะได้รับใบรับรองการประกอบธุรกิจหรือไม่


