ระเบิดเวลาลูกใหญ่เขย่าวงการสื่อสารและโทรคมนาคมไทย! เมื่อคณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ชี้ขาด 'นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์' ขาดคุณสมบัติจากปมผลประโยชน์ทับซ้อน ส่งผลให้เก้าอี้ประธาน กสทช. หลุดลอยทันที นับจากนี้ดุลอำนาจเปลี่ยนมืออย่างสิ้นเชิง และเกมชิงเค้กผลประโยชน์ก้อนใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน!
ประเด็นร้อนแรงที่สุดและถือเป็นเรื่องด่วนที่สุดในเวลานี้ คือกรณีที่ คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้ขาดว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ประธาน กสทช.) ขาดคุณสมบัติและเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ส่งผลให้ถือว่าสละสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ต้น
โดยชนวนเหตุสำคัญที่เป็นเหตุให้คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเด็ดขาดในครั้งนี้ มาจากปม “ผลประโยชน์ทับซ้อนและการดำรงตำแหน่งซ้อน”
ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) บัญญัติกฎเหล็กไว้ชัดเจนว่า กรรมการ กสทช. ต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มนั่งทำงานเต็มเวลา และห้ามดำรงตำแหน่งใดๆ ในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่มีผลประโยชน์ขัดกันอย่างเด็ดขาด
ทว่า เรื่องนี้มีการร้องเรียนและตรวจสอบพบหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นพ.สรณ ยังคงดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานอื่น เช่น สถานพยาบาล โรงพยาบาล หรือองค์กรอื่น ควบคู่ไปกับการนั่งเก้าอี้ประธาน กสทช. ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. กสทช. อย่างชัดแจ้ง
คณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และองค์กรอิสระ ได้พิจารณาพยานหลักฐานและข้อกฎหมายอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย “มีลักษณะต้องห้าม” จึงมีมติว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัตินับตั้งแต่วันที่มีลักษณะต้องห้ามนั้น และให้ถือว่าสละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งไปโดยปริยาย
⚡ แรงกระเพื่อมใหญ่ ดุลอำนาจบอร์ดพลิกขั้ว
มติเด็ดหัวครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่ในห้องประชุมของกรรมการสรรหาฯ แต่กำลังจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมและคลื่นใต้น้ำ 3 ด้าน
- หนึ่ง สงครามการต่อสู้ทางกฎหมาย: ค่อนข้างแน่ชัดว่า นพ.สรณ และทีมกฎหมายคงไม่ยอมจำนนต่อมติตัวนี้ง่ายๆ ช็อตต่อไปคือการเปิดเกมสู้กลับด้วยการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามมติของคณะกรรมการสรรหาฯ หรือขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อรักษาเก้าอี้และอำนาจหน้าที่เอาไว้ก่อนระหว่างรอการพิจารณาคดี โดยข้อต่อสู้สำคัญจะเน้นไปที่เรื่อง "ขอบเขตอำนาจ" โดยอ้างว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจเฉพาะตอน "เลือก" บุคคลเข้ามาเท่านั้น แต่เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้ว อำนาจการชี้ขาดให้พ้นจากตำแหน่งควรเป็นของวุฒิสภา (สว.) หรือศาล ไม่ใช่คณะกรรมการสรรหาฯ
- สอง สุญญากาศและการล้างไพ่ภายในบอร์ด กสทช.: ที่ผ่านมา บอร์ด กสทช. เผชิญวิกฤตความแตกแยกร้าวลึก แบ่งขั้วชนกันชัดเจนระหว่างฝั่งประธาน กับ ฝั่ง 4 กรรมการ เมื่อประธานฯ ถูกชี้ขาดล้มเก้าอี้ ดุลอำนาจจะพลิกกลับทันที ต้องจับตาดูว่ารองประธาน หรือกรรมการที่มีอาวุโสสูงสุดจะขึ้นมารักษาการแทน ซึ่งจะส่งผลให้การพิจารณาวาระค้างคาสำคัญๆ เช่น การกำกับดูแลค่ายมือถือ การประมูลคลื่นความถี่ หรือบิ๊กดีลต่างๆ ที่เคยชะงักงันเพราะความขัดแย้ง สามารถเดินหน้าไปในทิศทางที่เป็นอิสระได้มากขึ้น
- สาม เปิดศึกสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่: หากมตินี้มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์และไม่มีการคุ้มครองชั่วคราว คณะกรรมการสรรหาฯ จะต้องเริ่มสตาร์ทเครื่องกระบวนการสรรหากรรมการ กสทช. คนใหม่ทันที เพื่อให้ได้กรรมการครบ 7 คน ก่อนที่บอร์ดจะเลือกประธานคนใหม่ กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน และจะเป็นเวทีการเปิดฉากช่วงชิงอำนาจกันครั้งใหญ่ของกลุ่มทุนโทรคมนาคมและขั้วอำนาจการเมือง ว่าจะดันสายตรงของใครขึ้นมาคุมเกม
⚖️ สู้กลับโอกาสชนะริบหรี่ ถอยอย่างมีชั้นเชิงดีกว่า?
อย่างไรก็ดี หาก นพ.สรณ เลือกหนทางฟ้องศาลปกครองเพื่อยื้อเก้าอี้ ต้องยอมรับว่า "เหนื่อยหนักและโอกาสชนะค่อนข้างริบหรี่" ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ:
- ประการแรก กฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระอย่าง กสทช. เขียนกรอบไว้เข้มงวดมากเรื่องการ "ทำงานเต็มเวลา" เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติงานในฐานะแพทย์ให้กับหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นงานคนไข้เดิม งานวิชาการ หรือการตรวจตามเวลาที่จำกัดก็ตาม ในทางกฎหมายมหาชน ศาลปกครองมักยึดถือ "ความชัดเจนของลายลักษณ์อักษร" เพื่อรักษาเจตนารมณ์ความเป็นกลางขององค์กรกำกับดูแล
- ประการที่สอง น้ำหนักของ "มติเอกฉันท์" จากคณะกรรมการสรรหาฯ นั้นค้ำคออยู่ เพราะกรรมการสรรหาชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับหัวกะทิจากฝ่ายตุลาการและองค์กรอิสระ ทั้งผู้แทนศาลรัฐธรรมนูญ, ศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุด การที่คนระดับนี้มีมติ "เอกฉันท์" แปลว่าในแง่ของข้อกฎหมายและพยานหลักฐาน ข้อมูลได้รับการกลั่นกรองจนแทบจะปิดประตูตาย ไม่มีข้อโต้แย้งที่คลุมเครือ
โอกาสเดียวที่ นพ.สรณ จะลุ้นชนะคดีคือการสู้ในประเด็น "กระบวนการและขอบเขตอำนาจ" เช่น ร้องว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ทำเกินหน้าที่ หรือขั้นตอนการไต่สวนไม่ชอบธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงอย่างเพียงพอ แต่ดูทรงแล้วโอกาสพลิกชนะคงริบหรี่เต็มทน
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลปกครองคงต้องพิจารณาอย่างหนักหากจะสั่ง "ทุเลาการบังคับ" เพราะการปล่อยให้ผู้ที่ถูกชี้ขาดว่าขาดคุณสมบัติทำหน้าที่ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความสมบูรณ์ของมติหรือคำสั่งต่างๆ ของ กสทช. ที่จะออกมาหลังจากนี้ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดคดีฟ้องร้องเป็นลูกโซ่จากบุคคลภายนอกตามมาไม่จบไม่สิ้น
ดังนั้น การยอมถอยอย่างมีชั้นเชิง ไม่ฟ้องสู้ต่อ หรือยื่นใบลาออกยอมรับมติ โดยอ้างเหตุผลเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวมของประเทศและไม่ให้องค์กร กสทช. ต้องสะดุดหยุดลง น่าจะเป็นหนทางที่สง่างามและเจ็บตัวน้อยที่สุดสำหรับ นพ.สรณ เพื่อกลับไปอุทิศตนในวิชาชีพแพทย์และงานวิชาการได้อย่างมีเกียรติ
📉 บิ๊กดีลไม่โมฆะ...แต่มีสั่นแน่!
ตลอดระยะเวลาที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นั่งเก้าอี้ประธาน กสทช. มีการลงมติใน "บิ๊กดีลประวัติศาสตร์" ที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาดสื่อสารไทยไปอย่างสิ้นเชิง โดยมี 2 ดีลยักษ์ใหญ่ที่ควบรวมสำเร็จในช่วงดังกล่าว:
1. ดีลควบรวมทรูและดีแทค (TRUE + DTAC) ที่หลอมรวมเป็น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดย นพ.สรณ ในฐานะประธานบอร์ด ใช้สิทธิ "ออกเสียงชี้ขาด" (Casting Vote) ไฟเขียวให้ควบรวม หลังคะแนนในบอร์ดเสมอกัน 3:3
2. ดีลเอไอเอสซื้อทรีบรอดแบนด์ (AIS + 3BB) ในส่วนของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้าน ซึ่ง นพ.สรณ เป็นหนึ่งในเสียงข้างมากที่ร่วมผลักดันให้ดีลนี้ผ่านไปได้แบบมีเงื่อนไข
แม้ว่าบิ๊กดีลเหล่านั้นที่จบไปแล้วจะมีผลสมบูรณ์ทางกฎหมาย ไม่มีผลย้อนหลังตกเป็นโมฆะ เพราะมีเกราะกฎหมายมหาชนในเรื่องการคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตคุ้มครองอยู่ แต่ในแง่ของ "เสถียรภาพ" บอกได้เลยว่ามีสั่นแน่!
เพราะการชี้ขาดว่าตัวประธานขาดคุณสมบัติ เสมือนเป็นการยื่น "อาวุธชิ้นใหม่" ให้กับภาคประชาชนและองค์กรผู้บริโภค อย่างสภาองค์กรของผู้บริโภค ที่เคยยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติควบรวมทรู-ดีแทคอยู่ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ฟ้องสามารถยื่นพยานหลักฐานใหม่นี้ต่อศาลเพื่อชี้ให้เห็นว่า “มติชี้ขาดควบรวมเกิดจากบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการตั้งแต่แรก”
หากศาลปกครองสูงสุด หยิบยกประเด็นนี้มาเป็นสาระสำคัญในการพิพากษาคดีหลัก ก็อาจส่งผลกระทบสะเทือนต่อดีลได้ในอนาคต แม้ในทางปฏิบัติการสั่งให้ "แยกบริษัท" ย้อนหลังจะทำได้ยากมากเพราะโครงสร้างธุรกิจและระบบไอทีได้หลอมรวมกันไปหมดแล้วก็ตาม ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่จึงอาจต้องเผชิญกับคดีความที่ยืดเยื้อและโดนขยายแผลในชั้นศาลต่อ
หลังมติเอกฉันท์หลุดออกมา มีรายงานว่า ฝ่ายการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กำลัง "ประเมินสถานการณ์อย่างเคร่งเครียด" เพราะการเปลี่ยนตัวประธาน กสทช. หมายถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจการคุมกฎ (Regulator) เป้าหมายของฝ่ายการเมืองกลุ่มนี้ไม่ใช่การอุ้ม นพ.สรณ ให้สู้จนตัวตาย แต่เป็นการ "คุมเกมสรรหาคนใหม่" เพื่อให้มั่นใจว่าประธาน กสทช. คนต่อไปจะไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อดีลธุรกิจและสัมปทานแสนล้านในอนาคต
🔓 โอกาสทองปลดล็อกข้อจำกัด 4 วาระสำคัญ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาตาไม่กะพริบหลังจากนี้ คือการปลดล็อกข้อจำกัดทางดุลอำนาจครั้งใหญ่ภายในบอร์ด กสทช. เมื่อพิจารณาจากบริบท "บอร์ดร้าว" ที่แบ่งขั้วชัดเจน นี่คือโอกาสทางยุทธศาสตร์ที่ ฝั่ง 4 เสียงกรรมการ (ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท. ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ. ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ. ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงษ์) จะขยับขับเคลื่อน "4 วาระสำคัญระดับชาติ" ที่เคยถูกดึงเวลาหรือคว่ำโต๊ะให้จบเกมโดยเร็ว
- หนึ่ง การสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ กสทช. คนใหม่: ปมขัดแย้งที่แหลมคมที่สุดในอดีต จากกรณีที่ นพ.สรณ เคยใช้อำนาจประธานดันชื่อสายตรงของตนเอง ขณะที่ฝั่ง 4 เสียงคัดค้านและต้องการให้ใช้กระบวนการสรรหาที่โปร่งใส ช็อตต่อไปฝั่ง 4 เสียงจะเร่งดันวาระเซ็ตซีโร่ เพื่อเดินหน้าสรรหาเลขาธิการ กสทช. ตัวจริงเข้ามาบริหารงานแทนผู้รักษาการ
- สอง มาตรการบังคับและเยียวยาผู้บริโภคหลังดีลควบรวม (TRUE-DTAC และ AIS-3BB): จากที่เคยถูกกลไกฝั่งประธานเบรกหรือดึงเรื่องไว้ ช็อตต่อไปจะมีการเร่งโหวตออกคำสั่งทางปกครองที่เข้มงวด บังคับให้ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ปฏิบัติตามเงื่อนไขแนบท้ายอย่างเคร่งครัด หากเบี้ยวอาจเจอโทษปรับรายวันในอัตราที่สูง เพื่อสยบกระแสกดดันจากสังคม
- สาม การอนุมัติโครงสร้างองค์กรใหม่ของสำนักงาน กสทช.: วาระที่เป็นระเบิดเวลาภายในสำนักงาน กสทช. ที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2566 แต่มักถูกประธานฯ สั่งพักและปิดประชุมกะทันหันจนวาระตกไป ช็อตต่อไป บอร์ดฝั่ง 4 เสียงจะนำวาระนี้กลับมาโหวตผ่านเพื่อเกลี่ยอำนาจการบริหารงานบุคคล และลดทอนบทบาทอำนาจนิยมเดิมที่กระจุกตัว
- สี่ กฎกติกาและการประมูลคลื่นความถี่ในอนาคต (เช่น คลื่น 850 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz): แผนความถี่วิทยุและกรอบการประมูลคลื่นที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน ถือเป็นผลประโยชน์เค้กก้อนโตของภาคเอกชน ช็อตต่อไป บอร์ดฝั่ง 4 เสียงจะเร่งร่างหลักเกณฑ์การประมูลที่เน้นการแข่งขันที่เป็นธรรม เปิดโอกาสให้รายย่อย และกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคถูกมัดมือชก
สถานการณ์ในนาทีนี้ บอร์ดฝั่ง 4 เสียงกุมความได้เปรียบเบ็ดเสร็จในแง่ของจำนวนโหวต หากพวกเขาสามารถบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายและเร่งนัดประชุมเพื่อลงมติในวาระเหล่านี้ได้ก่อนที่จะมีการตั้งประธานคนใหม่ ดุลอำนาจและทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยจะพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือชนิดที่ทุนใหญ่ต้องหนาวสะท้านแน่นอน!.


