นับตั้งแต่รัฐบาลออกมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันเมื่อ29 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยลดค่าครองชีพที่ฟังดูเรียบง่ายและเข้าใจได้ไม่ยาก หากน้ำมันที่ผลิตในประเทศไทยถูกเก็บไว้ใช้ภายในประเทศทั้งหมด ปริมาณน้ำมันในตลาดย่อมเพิ่มขึ้น และเมื่ออุปทานมากขึ้น ราคาก็ควรปรับลดลงตามหลักเศรษฐศาสตร์
หลายประเทศเคยใช้มาตรการลักษณะนี้ในช่วงสงครามหรือวิกฤติพลังงานเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวคิดดังกล่าวจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งสูง
แต่หากมองลึกลงไปในโครงสร้างธุรกิจน้ำมันของไทย จะพบว่าประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งห้ามส่งออกไม่ใช่ประชาชนผู้ใช้น้ำมัน หากแต่เป็นโรงกลั่นน้ำมันซึ่งอยู่ต้นน้ำของระบบทั้งหมด
ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ 6 แห่ง มีกำลังการกลั่นรวมกว่า 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ประกอบด้วย ไทยออยล์ (TOP) พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ไออาร์พีซี (IRPC) สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) บางจาก พระโขนง (BCP) และบางจาก ศรีราชา (BSRC) หรืออดีตโรงกลั่นเอสโซ่ นอกจากนี้ยังมีโรงกลั่นฝางของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งมีกำลังการผลิตขนาดเล็กเมื่อเทียบกับโรงกลั่นเชิงพาณิชย์
ในช่วงที่เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงาน โรงกลั่นทั่วประเทศได้รับการขอความร่วมมือให้เดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อให้มีน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่มีความต้องการพุ่งสูงถึง 86-90 ล้านลิตรต่อวัน จากระดับปกติประมาณ 60 ล้านลิตรต่อวัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ความวิตกกังวลของประชาชนลดลง ความต้องการใช้น้ำมันก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจุบันการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 52 ล้านลิตรต่อวัน แต่คำสั่งห้ามส่งออกยังคงมีผลบังคับใช้อยู่
ผลที่เกิดขึ้นคือปริมาณน้ำมันสะสมอยู่ในระบบจำนวนมาก ขณะที่คลังเก็บน้ำมันของทั้งโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และมาตรา 10 มีข้อจำกัด ทำให้หลายโรงกลั่นเผชิญภาวะ “น้ำมันล้นถัง” จนต้องปรับลดกำลังการผลิตลงให้สอดคล้องกับยอดจำหน่ายจริง อาทิ โรงกลั่นบางจากที่ลดกำลังการกลั่นลงราว 10-15% ขณะที่บางแห่งเลือกใช้จังหวะนี้หยุดซ่อมบำรุงหน่วยผลิต
แม้ภาครัฐจะเริ่มผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันอากาศยาน Jet A-1 ไปยังบางประเทศได้แล้ว แต่ผลิตภัณฑ์ที่ล้นตลาดมากที่สุดยังคงเป็นน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นสินค้าที่กลุ่มโรงกลั่นเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการและอนุญาตให้ส่งออกได้เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เคยใช้มาตรการจำกัดการส่งออกในช่วงวิกฤติ แต่ได้ยกเลิกไปแล้ว
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ วันนี้ประเทศไทยไม่ได้เผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเหมือนในช่วงต้นวิกฤติอีกต่อไป สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตคือความวิตกกังวลต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ไม่ใช่การขาดแคลนอุปทานจริง การคงมาตรการห้ามส่งออกต่อไปจึงถูกตั้งคำถามว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น การที่โรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิตลงยังส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลงตามไปด้วย ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจโรงกลั่นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน มีข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมระบุว่า โรงกลั่นบางแห่งจำเป็นต้องขายน้ำมันดีเซลในราคาส่วนลดให้กับกลุ่มผู้ค้าส่งหรือ “จ็อบเบอร์” รายใหญ่ เพื่อเร่งระบายสต๊อกที่สะสมอยู่ในระบบ โดยราคาดังกล่าวอาจต่ำกว่าราคาที่ขายให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่มีสัญญาซื้อขายระยะยาว เช่น OR เสียอีก
นี่จึงเป็นจุดที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ในขณะที่โรงกลั่นกำลังเผชิญแรงกดดันจากการห้ามส่งออก ใครกันแน่ที่กำลังได้รับประโยชน์จากสถานการณ์นี้
เมื่อพิจารณาโครงสร้างกำลังการกลั่นของประเทศ จะพบว่ากลุ่ม ปตท. ผ่านไทยออยล์ พีทีที โกลบอล เคมิคอล และไออาร์พีซี มีกำลังการกลั่นรวมประมาณ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่า 60% ของกำลังการกลั่นทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มบางจากมีโรงกลั่นพระโขนงและศรีราชา มีกำลังการผลิตรวมเกือบ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ส่วน SPRC มีกำลังการผลิตประมาณ 175,000 บาร์เรลต่อวัน
ภายใต้กลไกปกติ โรงกลั่นไทยอ้างอิงราคาซื้อขายตามตลาดสิงคโปร์ และสามารถเลือกจำหน่ายให้ลูกค้าในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศตามภาวะตลาด การมีทางเลือกดังกล่าวช่วยให้โรงกลั่นมีอำนาจต่อรองและทำให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดได้ใกล้เคียงความเป็นจริง
แต่เมื่อรัฐปิดประตูการส่งออก ทางเลือกดังกล่าวก็หายไปทันที โรงกลั่นไม่สามารถส่งสินค้าไปยังตลาดที่ให้ราคาดีกว่าได้อีกต่อไป สถานะจึงเปลี่ยนจากผู้ที่สามารถเลือกผู้ซื้อ กลายเป็นผู้ที่ต้องพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
ผลที่ตามมาคืออำนาจต่อรองทางการค้าค่อย ๆ ย้ายจากฝั่งโรงกลั่นไปอยู่ในมือผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ
ประเด็นนี้มักไม่ถูกพูดถึงมากนัก เพราะในความเป็นจริง โรงกลั่นไม่ได้ขายน้ำมันให้ประชาชนโดยตรง แต่ขายให้กับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ ผู้ถือคลังน้ำมัน ผู้ค้าส่ง และเครือข่ายกระจายสินค้า ก่อนที่น้ำมันจะถูกส่งต่อไปยังหัวจ่ายในสถานีบริการ
ดังนั้น เมื่อโรงกลั่นสูญเสียทางเลือกในการขาย ผู้ซื้อรายใหญ่จึงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นทันที เพราะรู้ว่าโรงกลั่นจำเป็นต้องระบายสินค้าออกจากระบบ ไม่เช่นนั้นจะเผชิญปัญหาสต๊อกล้นและกระทบต่อการเดินเครื่องผลิต การต่อรองราคาจึงมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มจ็อบเบอร์รายใหญ่ที่มีศักยภาพในการรับซื้อน้ำมันจำนวนมาก
หากมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ นี่คือการย้ายอำนาจตลาดจากผู้ขายไปสู่ผู้ซื้อ ไม่ใช่การย้ายผลประโยชน์จากภาคธุรกิจไปสู่ประชาชนโดยอัตโนมัติอย่างที่หลายคนเข้าใจ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโรงกลั่นเสียประโยชน์หรือไม่ เพราะคำตอบนั้นค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้ว แต่คือผลประโยชน์ที่หายไปจากโรงกลั่นถูกส่งต่อไปถึงผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
หากราคาหน้าโรงกลั่นลดลง 1-2 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียงไม่กี่สิบสตางค์ ส่วนต่างที่เหลือย่อมต้องตกอยู่กับใครบางคนในห่วงโซ่อุปทาน และนี่คือคำถามที่ผู้กำหนดนโยบายควรตอบให้ชัดเจน
เมื่อมองลึกลงไปในโครงสร้างตลาด ผู้ที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์มากที่สุดย่อมเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการซื้อน้ำมันปริมาณมาก มีคลังเก็บน้ำมัน มีระบบขนส่ง และมีเครือข่ายกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ เพราะสามารถใช้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลงได้เต็มที่
ในบริบทนี้ ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ทุกค่ายมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการที่ราคาหน้าโรงกลั่นถูกกดให้ต่ำกว่าราคาส่งออก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่มีโรงกลั่นเป็นของตนเอง หรือผู้ที่รับซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นไปจำหน่ายต่อ
สำหรับกรณีของ PTG มักถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่ไม่มีโรงกลั่นเป็นของตนเอง โมเดลธุรกิจจึงพึ่งพาการจัดหาน้ำมันจากโรงกลั่นเป็นหลัก หากโรงกลั่นถูกจำกัดการส่งออกและต้องแข่งขันกันขายในประเทศมากขึ้น ในทางทฤษฎีต้นทุนการจัดหาน้ำมันของผู้ประกอบการลักษณะนี้ย่อมมีโอกาสลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การสรุปว่าบริษัทใดได้รับประโยชน์มากที่สุดยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่มากกว่าข้อมูลสาธารณะ เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณซื้อขาย เงื่อนไขทางการค้า กำลังการเก็บสต๊อก และอำนาจต่อรองของแต่ละราย
แต่สิ่งที่วิเคราะห์ได้จากโครงสร้างตลาดคือ ยิ่งผู้ซื้อมีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อมากเท่าใด โอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากการอ่อนตัวของราคาหน้าโรงกลั่นก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ ไทยไม่ได้สร้างโรงกลั่นขึ้นมาเพื่อรองรับการใช้ในประเทศเพียงอย่างเดียว โรงกลั่นจำนวนมากถูกออกแบบให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกของภูมิภาค กำลังการผลิตรวมของประเทศสูงกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศในหลายช่วงเวลา การส่งออกจึงไม่ใช่กำไรส่วนเกิน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจที่รองรับการลงทุนระดับหลายแสนล้านบาท
หากรัฐปิดช่องทางส่งออกเป็นเวลานาน ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลกำไรของโรงกลั่น แต่จะลุกลามไปถึงการลงทุนใหม่ การปรับปรุงเทคโนโลยี การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานไทยในระยะยาว
ท้ายที่สุด ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เรื่องจะห้ามหรือไม่ห้ามส่งออกน้ำมัน แต่คือความโปร่งใสของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังการแทรกแซงตลาด หากรัฐบาลเชื่อว่ามาตรการดังกล่าวช่วยประชาชนจริง ก็ควรสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าราคาหน้าโรงกลั่นลดลงเท่าใด ราคาหน้าปั๊มลดลงเท่าใด และส่วนต่างที่เกิดขึ้นถูกส่งผ่านไปถึงผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด
เพราะหากวันหนึ่งโรงกลั่นถูกบีบให้ขายน้ำมันในราคาที่ต่ำลง แต่ประชาชนยังเติมน้ำมันในราคาใกล้เคียงเดิม คำถามทางเศรษฐศาสตร์และการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริงจากนโยบายนี้ และผลประโยชน์ที่ควรตกถึงประชาชน ได้ไหลไปหยุดอยู่ที่จุดใดของห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมันของกลุ่มทุนพลังงาน


