ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งเลยทีเดียวสำหรับการที่ “10 นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ” ตัดสินใจย้ายจากอเมริกาและอังกฤษมาทำงานที่ประเทศจีนในปี 2569
แน่นอน คำถามแรกก็คือ ทำไม และคำถามต่อมาก็คือ 10 คนที่ว่านั้นมี “ใคร” บ้าง
คนแรกก็คือ “จาง ไค” นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน ผู้กำลังบุกเบิกการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มโครงสร้างเซลล์ ซึ่งเป็นคลังข้อมูลขนาดมหึมาและมีความแม่นยำสูง
เขาตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำที่ “มหาวิทยาลัยเยล” เมื่อวันที่ 12 มกราคม และเข้าทำงานในคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพและการแพทย์ ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน (USTC) ในเมืองเหอเฟย มณฑลอันฮุย
“ในสหรัฐอเมริกานั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นักวิชาการชาวจีนจะได้เป็นหัวหน้าโครงการนี้ ” จางให้สัมภาษณ์กับ ไชน่า ไซเอนซ์ เดลี (China Science Daily)
คนที่สอง – “เฉิน เพ่ยเพ่ย” นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ด้านพลังงาน ที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เพื่อสร้างห้องปฏิบัติการของตนเองที่ “มหาวิทยาลัยซิตี้” แห่งฮ่องกง
เฉิน เพ่ยเพ่ย ทำงานในคณะพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเธอสามารถเข้าถึงงบประมาณการวิจัยและโควตาการรับสมัครนักศึกษาปริญญาเอกที่จำเป็นต่อการสร้างทีมวิจัย ซึ่งเป็นโอกาสที่เธอกล่าวว่ากำลังหายากขึ้นทุกทีในอังกฤษ
“ในอังกฤษตำแหน่งอาจารย์มักไม่ค่อยมีเงินทุนเริ่มต้นสำหรับการวิจัย อาจารย์ใหม่ส่วนใหญ่ถูกคาดหวังให้สอน ทำให้มีเวลาพัฒนาการวิจัยของตนเองน้อยมาก” เธอกล่าว
คนที่สาม – “ดร.โอมาร์ ยาห์กี” นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล วัย 61 ปี ที่ลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำที่ “มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์” เพื่อไปร่วมงานเต็มเวลาที่ “มหาวิทยาลัยชิงหวา” ของจีน โดยเป็นผู้นำศูนย์วิจัยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่
ยาห์กี เป็นผู้ริเริ่มสาขาวิทยาศาสตร์แขนงใหม่ที่เรียกว่า AIMATRY (AI × Materials × Chemistry) ซึ่งมุ่งเน้นการนำเอไอมาใช้ในการออกแบบระดับโมเลกุลเพื่อช่วยให้สามารถค้นพบการออกแบบ และการสังเคราะห์วัสดุใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น เช่น โครงสร้างโลหะอินทรีย์ (MOFs) ที่สามารถดักจับคาร์บอนและเก็บเกี่ยวน้ำจากอากาศในทะเลทราย เพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
เขาย้ายมาทำงานในจีนท่ามกลางการสะดุดติดขัดอย่างต่อเนื่องของงบประมาณสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
คนที่สี่ – “ไต้ เหลียง" นักฟิสิกส์ชาวจีน วัย 38 ปี ผู้ได้รับทุนวิจัยสโลน สาขาฟิสิกส์ในปี 2564 จากผลงานการค้นหาหลุมดำ ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ของ “มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์” และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ “มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น” ในเซี่ยงไฮ้ โดยร่วมทำงานกับศูนย์ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
ทุนวิจัยสโลน(Sloan Research Fellowship) เป็นทุนที่สงวนไว้สำหรับ "นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่ฉลาดที่สุด" ในสหรัฐฯและแคนาดา
คนที่ห้า – “เจียง เจี้ยนเฟิง” นักวิทยาศาสตร์ดาวรุ่งด้านชิปชาวจีนย้ายจาก MIT ไปมหาวิทยาลัยปักกิ่ง
นักวิทยาศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์
วัย 30 ปี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2567
จากนั้นไปทำงานวิจัยหลังปริญญาเอกระยะสั้นที่ “สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์
(MIT)” ในสหรัฐฯ แต่เขาลาออกจากเอ็มไอที
กลับมาทำงานที่คณะอิเล็กทรอนิกส์ “มหาวิทยาลัยปักกิ่ง” ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์
อาจารย์ที่ปรึกษาปริญญาเอก และหัวหน้าโครงการวิจัย
คนที่หก – “ฉือ-อิง ซู” นักประสาทชีววิทยาผู้มีชื่อเสียง ชาวไต้หวัน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวิจัยเกี่ยวกับประสาทสัมผัสการดมกลิ่นโดยใช้แมลงวันผลไม้และยุง ได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีของ “มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก (UCSD)” เพื่อไปร่วมงานกับ “สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เซินเจิ้น (SMART)” ในประเทศจีน
คนที่เจ็ด – “หลิง ไห่ปิน” นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดัง ผู้สร้างแอปพลิเคชันระบุชนิดพันธุ์พืชบนโทรศัพท์มือถือครั้งแรกของโลก ได้ลาออกจากตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนวัตกรรมซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากโครงการEmpire Innovation ของ “มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก วิทยาเขตสโตนีบรุ๊ค” เพื่อไปทำงานเต็มเวลาที่ “มหาวิทยาลัยเวสต์เลก” ในเมืองหางโจว ทางตะวันออกของประเทศจีน
คนที่แปด
– “เหลียง เจี๋ย” นักวิทยาศาสตร์ด้านคอมพิวเตอร์วิชั่นชั้นนำของอเมริกาเหนือ
กลับสู่ประเทศจีนบ้านเกิด
เมื่อยี่สิบปีก่อน ขณะทำงานให้กับไมโครซอฟต์เขาได้พัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น Windows Media Video Player และแผ่นบลูเรย์ ซึ่งมีผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก
เหลียงกลับมาจีนเพื่อร่วมงานกับ “สถาบันเทคโนโลยีตะวันออก หนิงโป (EIT)” ในตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
คนที่เก้า – “ศาสตราจารย์ สือ กั๋วจวิ้น” ผู้เชี่ยวชาญด้านชิปหน่วยความจำและบรรจุภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งได้รับรางวัลมากมาย ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ (UCI) เมื่อเดือนมีนาคม 2569หลังจากทำงานมานานกว่า 20 ปี เพื่อร่วมงานกับบริษัท DK Electronic Materials ซึ่งเป็นบริษัทผลิตวัสดุตัวนำไฟฟ้าของจีน
และคนที่สิบ – “จู จื่อเฉีย” หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลกด้านวิศวกรรมมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้าเดินทางกลับจีนเพื่อเข้ารับตำแหน่งเต็มเวลาที่มหาวิทยาลัยโพลีเทคนิค หลังจากประกอบอาชีพการงานในอังกฤษมานาน38 ปี
ที่มา
: SCMP


