วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2569

New China Insights: “กลุ่มจีนเทา” ในไทย ยิ่งสาวยิ่งเจอ !

ผู้เขียน ร่มฉัตร จันทรานุกูล

เมื่อไม่นานมานี้สถานทูตจีนประจำประเทศไทยออกมาแสดงความกังวลต่อเรื่องที่ชาวไทยใช้คำว่า “จีนเทา” โดยชี้ว่าเป็นคำเรียกที่ไม่เหมาะสมเพราะมองว่าจะเป็นการเหมารวมคนจีนทั้งหมดและกระทบต่อภาพลักษณ์ของประชาชนจีนโดยรวม ทางจีนยังรู้สึกไม่เป็นธรรมต่อกรณีนี้เนื่องจากนักลงทุนจากประเทศจีนมาลงทุนในไทยมากมายและสร้างตำแหน่งงานให้ไทยเป็นจำนวนมาก...อย่างไรก็ตามก็ต้องยอมรับความจริงว่า กลุ่ม “จีนเทา”ในไทยมีจริงและมีมาก ที่สำคัญคือคนไทยไม่ได้เหมารวมคนจีนที่ดีๆว่าเป็น "จีนเทา" ดังนั้นคำว่า “จีนเทา” ใช้เรียกกลุ่มคนจีนที่กระทำการผิดกฎหมายในไทยเท่านั้น

มีบทความหนึ่งที่เผยแพร่ในสื่อจีน นำเสนอปัญหาของคนจีนในไทยไว้อย่างน่าสนใจ โดยที่ผ่านมาพบว่าคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทยเกิดขึ้นในอัตราที่ค่อนข้างสูง จึงมีการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุ โดยหนึ่งในนั้นชี้ถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เป็นมุมมองที่น่าสนใจ "จากการเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นของชาวจีนกลุ่มหนึ่ง...สู่การพึ่งพาอุตสาหกรรมสีเทา"

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เปิดให้ประชาชนจีนเดินทางไปมาหาสู่กันได้ค่อนข้างสะดวก การเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากเป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผิดกฎหมายในเวลาต่อมา นับจากช่วงปี 1990 พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีนเกิดกระแสการเดินทางไปทำงานในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มคนจีนจำนวนไม่น้อยเดินทางเข้ามายังประเทศไทยผ่านการแนะนำของญาติหรือคนรู้จัก แต่เนื่องจากไม่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงสามารถประกอบอาชีพได้เพียงในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ และส่งผลให้ค่อยๆ เกิดเครือข่ายการดำรงชีวิตที่พึ่งพาคนบ้านเดียวกันที่มาทำงานในลักษณะเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะการดำรงชีพใน "พื้นที่สีเทา"

ชุมชนของคนจีนเหล่านี้ค่อยๆ พัฒนาคุณลักษณะสำคัญขึ้นสองอย่าง ได้แก่ หนึ่ง.ภายในชุมชนเกิดกลไกความไว้วางใจกัน เพียงได้รับการแนะนำจากคนบ้านเดียวกันก็สามารถเข้ามาตั้งหลักในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว การไว้ใจคนบ้านเดียวกันนี้ต่อมายังถูกนำไปใช้เป็นช่องทางหลักในการหลอกลวงคนจีนบ้านเดียวกันเดินทางมาไทย สอง. คนจีนบางกลุ่มที่อยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานแต่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงเริ่มหันไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมชายขอบ เช่น การลักลอบนำคนเข้าเมืองและการแลกเปลี่ยนเงินตราใต้ดิน หลังจากสะสมทุนได้มากพอแล้วก็ขยับขยายเข้าสู่ธุรกิจผิดกฎหมายที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น การพนันออนไลน์ การฉ้อโกงออนไลน์ (แก๊งคอลเซนเตอร์) และขบวนการฟอกเงินในแบบต่างๆ จนเกิดรูปแบบการพัฒนาแบบต่อเนื่อง คือ จากการแสวงหารายได้เพื่อปากท้อง → หากำไรในพื้นที่สีเทา → ก่ออาชญากรรมในระดับอุตสาหกรรม

หลังปี 2010 ด้วยความเข้มงวดของการปราบปรามในจีน ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพจำนวนมากที่เคยตั้งฐานอยู่ภายในประเทศจีนทยอยย้ายฐานปฏิบัติการมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยก็กลายเป็นจุดพักและศูนย์กลางการเคลื่อนย้ายที่สำคัญ เนื่องจากมีชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่และระบบคมนาคมที่สะดวก

กลุ่มคนจีนเหล่านี้สามารถอาศัยเครือข่ายคนบ้านเดียวกันที่ก่อตัวขึ้นมาก่อนหน้า เพื่อตั้งฐานปฏิบัติการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มสร้างระบบบุคลากรหรือสถานที่ปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด แต่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบนิเวศของเครือข่ายสีเทาที่มีอยู่เดิมได้ทันที นี่เองคือปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้อุตสาหกรรมผิดกฎหมายของกลุ่มจีนเทาในไทยขยายตัวได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา คนจีนจำนวนมากพยายามเดินทางออกนอกประเทศด้วยวิธีผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้วีซ่าท่องเที่ยวแล้วลักลอบอยู่เกินกำหนดฯ มีคำศัพท์อินเทอร์เน็ตในจีนอย่าง "走线" (โจ่วเซี่ยน หรือ "เดินสาย") และ "润学" (รุ่นเสวีย หรือเรียนรู้การหนี) โดยคำว่า "润" ในสำเนียงจีนกลางออกเสียงคล้ายกับคำภาษาอังกฤษ "run" (รัน) ซึ่งใช้สื่อถึงกระแสความต้องการหนีออกจากประเทศ

ปัจจัยทางเศรษฐกิจในประเทศจีนกดดันให้คนออกไปแสวงหาโอกาสต่างประเทศมากที่สุด นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานของจีนหลายรายมองว่าปัญหานี้เป็นการว่างงานเชิงโครงสร้าง บางสถาบันการศึกษาในจีนรายงานอัตราการได้งานของบัณฑิตต่ำกว่า 20% ในบางสาขา สภาพเช่นนี้ผลักดันให้คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยมองว่าการออกไปแสวงหาโอกาสในต่างแดน แม้จะต้องเสี่ยงกับวิธีการที่ผิดกฎหมาย ยังคุ้มค่ากว่าการอยู่ต่อสู้ในตลาดแรงงานที่ตึงตัวในประเทศ

อีกประเด็นที่น่าสนใจและสื่อจีนไม่ค่อยจะพูดถึงคือ คนจีนส่วนหนึ่งมีความไม่พอใจทางการเมืองและสังคมในประเทศ เช่น จากประสบการณ์การถูกล็อกดาวน์อย่างเข้มงวดในช่วงโควิด-19 ตลอดจนความกังวลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก คนกลุ่มหนึ่งที่มองว่าการหนีออกจากประเทศเป็นทางออกที่ดีกว่า

กลับมามองที่ไทย เส้นทางลักลอบข้ามแดนเข้าไทยที่พบบ่อยคือการข้ามจากมณฑลยูนนานผ่านลาว ก่อนเดินทางต่อเข้าสู่ภาคเหนือของไทยบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ หรือใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาว จากคุนหมิงสู่เวียงจันทน์ แล้วต่อรถไฟลาว-ไทยข้ามแม่น้ำโขงเข้าไทย มีการรายงานว่าผู้อพยพจีนบางรายถึงขั้นใช้ห่วงยางว่ายข้ามแม่น้ำโขงในเวลากลางคืนเพื่อเข้ามาไทยและอาจจะมีจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่เพื่อความสะดวกในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

นอกเหนือจากการลักลอบข้ามพรมแดนแล้ว ยังมีรูปแบบการอพยพผิดกฎหมายที่เหนือชั้นกว่ามาก คือ “ขบวนการกลืนชาติ” อย่างการปลอมแปลงเอกสารเพื่อให้บุตรของชาวจีนได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นประเด็นข่าวใหญ่ที่มีรายงานอย่างกว้างขวางบนหน้าสื่อไทยในช่วงนี้ นั่นคือ ขบวนการ "พ่อทิพย์" เป็นการว่าจ้างชายไทยให้ทำหน้าที่เป็นบิดาปลอมและไปยื่นแจ้งเกิดบุตรที่มารดาเป็นชาวจีน เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทย ด้านทางการไทยเองก็ไม่มีการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลือดอย่างเข้มงวดแต่แรก จึงกลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในตอนนี้ หรือ “แก๊งกุมารจีน” เป็นการปลอมแปลงสูติบัตรตั้งแต่แรกเกิด โดยร่วมมือกับบางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เทศบาลกรอกข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบราชการ เพื่อให้เด็กต่างชาติได้รับสูติบัตรไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีกรณีที่ตำรวจจับกุมพนักงานเทศบาลในจังหวัดหนึ่งที่รับจ้างปลอมสูติบัตรให้เด็กจีนหลายราย โดยคิดค่าจ้างหัวละประมาณ 10,000 บาทเท่านั้น

อีกวิธีที่ค่อนข้างซับซ้อนที่สุดคือการสวมสิทธิ์คนตาย โดยการใช้ตัวตนของบุคคลไทยที่เสียชีวิตหรือตกสำรวจทะเบียนราษฎรมาสร้างประวัติปลอมให้ชาวต่างชาติ จนต่างชาติกลายเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ทั้งบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน มีการประเมินว่าราคาซื้อขายบัตรประชาชนไทยปลอมในตลาดมืดสูงถึง 300,000-1,000,000 บาทต่อใบ โดยมักกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดที่มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีคนจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก!

จุดประสงค์ของ “ขบวนการสวมสิทธิ์สัญชาติ” มีเป้าหมายที่ชัดเจนหลายประการ ประการแรก คือการฟอกตัวตนเพื่อถือครองทรัพย์สินและทำธุรกิจ การมีสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ทำให้เครือข่ายทุนจีนสีเทาสามารถถือครองอสังหาริมทรัพย์ เปิดบริษัท และทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องพึ่งนอมินีคนไทย สอง คือการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของหน่วยตรวจคนเข้าเมือง เมื่อมีสัญชาติไทยแล้ว บุคคลนั้นจะไม่ต้องผ่านกระบวนการต่อวีซ่า หรือไปรายงานตัว รวมทั้งถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอีกต่อไป ทำให้สามารถพำนักในไทยอย่างถาวรและเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างอิสระ สาม คือการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐ ทั้งสิทธิการศึกษาในระบบโรงเรียนไทย สิทธิหลักประกันสุขภาพ และสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่สงวนไว้สำหรับพลเมืองไทยเท่านั้น สี่ คือการใช้ไทยเป็นฐานส่งต่อไปยังสัญชาติที่สาม โดยใช้สถานะเป็นคนไทยเพื่อยื่นขอสัญชาติเพิ่มหรือถิ่นที่อยู่ในประเทศที่สาม ซึ่งอาจได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่าการยื่นขอโดยตรงจากสัญชาติจีน ห้า คือการหลบหนีคดีความหรือหนี้สิน การมีตัวตนใหม่ในระบบทะเบียนของอีกประเทศหนึ่งช่วยให้บุคคลที่หลบหนีคดีอาญาในจีนสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้ยากเมื่อเกิดปัญหาใดๆ

ด้านความเสี่ยงด้านความมั่นคงของรัฐ การที่บุคคลต่างชาติสามารถฝังตัวเป็นพลเมืองไทยโดยสมบูรณ์เปิดช่องให้เกิดกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศหลากหลาย ทั้งการสร้างเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎรไทยในภาพรวม ปัญหานี้ยังสะท้อนถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างในระบบราชการไทย โดยเฉพาะการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นบางกลุ่มที่รับสินบนเพื่อออกเอกสารเท็จ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่เป็นบ่อนทำลายประเทศอย่างร้ายแรง.