เรื่องน้ำท่วมที่นครนายกในช่วงนี้ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของเขื่อนขุนด่านปราการชล เปิดประตูน้ำ ปิดประตูน้ำ ใครสั่งเปิด ใครสั่งปิด แล้วน้ำไปท่วมตัวเมืองนครนายก
แต่ถ้ามองให้กว้างกว่านั้น คิดว่าเรื่องนี้กำลังพาเราไปรู้จักกับคนคนหนึ่งที่สำคัญมาก ต่อระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย นั่นคือ “วิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่
เพราะกรมชลประทานไม่ใช่กรมเล็กๆ และอธิบดีกรมชลประทาน ก็ไม่ใช่ตำแหน่งธรรมดา ... นี่คือคนที่ต้องรับผิดชอบระบบชลประทาน แหล่งน้ำ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ประตูระบายน้ำ และการบริหารน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ถ้าประเทศไทยเจอทั้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำต้นทุนไม่พอ หรือฝนตกหนักผิดฤดู คนที่อยู่ตรงกลางของการบริหารจัดการปัญหาเหล่านี้คนหนึ่งก็คือ อธิบดีกรมชลประทาน
และวันนี้เก้าอี้ตัวนี้อยู่กับ “วิทยา แก้วมี”
“วิทยา แก้วมี” เพิ่งเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน คนที่37 หลังครม. มีมติให้เขาพ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แล้วมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมชลประทาน ขณะที่อธิบดีคนเดิมคือ “สุริยพล นุชอนงค์” ถูกโยกไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ
นี่จึงเป็นการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่ง ไม่ใช่อธิบดีคนเก่าเกษียณ แล้วแต่งตั้งคนใหม่
เมื่อย้อนกลับไปดูเส้นทางของ “วิทยา” จะพบว่า เขาไม่ใช่คนที่เพิ่งเข้ามาจับงานเรื่องน้ำ แต่เขาเติบโตมาจาก กรมชลประทาน โดยตรง
มีประสบการณ์ในงานด้านพัฒนาแหล่งน้ำ เคยขึ้นมาเป็น ผู้อำนวยการกองแผนงาน และต่อมาเป็น รองอธิบดีกรมชลประทาน ก่อนจะขยับไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในเดือนพฤษภาคม ปีนี้ ก็ถูกโยกขึ้นเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่อยู่ได้แค่ 4 เดือน ก็ขึ้นลิฟต์ มาเป็นอธิบดีกรมชลประทาน
พูดกันแบบภาษาชาวบ้านก็คือ คนคนนี้อยู่กับ“เรื่องน้ำ” มานาน ไม่ได้เดินเข้ามาจากสายงานอื่น แล้วเพิ่งมานั่งเรียนรู้งานเรื่องน้ำ และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ต้องจับตาเขาในตำแหน่งใหม่ เพราะโจทย์ของกรมชลประทานวันนี้ เปลี่ยนไปมาก
ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแค่ว่า “ปีนี้น้ำจะพอหรือไม่พอ” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า น้ำจะมาเมื่อไหร่ จะมาเท่าไร จะเก็บไว้ตรงไหน จะปล่อยเมื่อไหร่ และปล่อยอย่างไร ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน
ดูกรณีเขื่อนขุนด่านปราการชล เป็นตัวอย่าง !
เมื่อปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้น การระบายน้ำก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะถ้าฝนยังตก น้ำยังไหลเข้า แต่ไม่ยอมระบาย น้ำก็จะสะสมอยู่ในอ่างมากขึ้น...แต่พอเปิดน้ำออกมา น้ำก็ไปกระทบคนที่อยู่ท้ายเขื่อน
นี่คือโจทย์ที่ยากมาก... เพราะถ้าปล่อยน้ำ คนท้ายเขื่อนก็อาจได้รับผลกระทบ แต่ถ้าไม่ปล่อย แล้วน้ำยังไหลเข้ามาเรื่อยๆ ความเสี่ยงก็จะกลับไปอยู่ที่ตัวอ่างเก็บน้ำ
ดังนั้น คำถามจึงไม่ควรมีแค่ “ใครสั่งปิดประตูน้ำ?”
แต่ต้องถามด้วยว่า...ข้อมูลตอนนั้นเป็นอย่างไร น้ำเข้าเท่าไหร่ น้ำออกเท่าไหร่ ระดับน้ำในอ่างอยู่ตรงไหน และเกณฑ์ความปลอดภัยอยู่ตรงไหน?
งานแบบนี้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ และคนที่ต้องรับผิดชอบภาพใหญ่ ก็คือ อธิบดีกรมชลประทาน
นั่นทำให้ตำแหน่งของ “วิทยา แก้วมี” น่าสนใจมากขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาไปเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ เขาก็พูดถึงการเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ ระหว่างกรมฝนหลวง กับกรมชลประทาน เพื่อให้การทำฝนสอดคล้องกับความต้องการน้ำของพื้นที่
และเมื่อมานั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมชลประทาน วันนี้เขาก็ประกาศแนวทาง “บริหารจัดการน้ำเชิงประณีต” และขับเคลื่อนกรมชลประทาน ไปสู่การเป็นองค์กรอัจฉริยะด้าน Water Security หรือ ความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมกำหนดภารกิจเร่งด่วนในช่วง 90 วันแรก
คำว่า “บริหารน้ำอย่างประณีต”ฟังดูดี แต่ในโลกความเป็นจริงมันหมายความว่า ต้องตัดสินใจให้แม่นกว่าเดิม!
ฝนตกตรงไหน น้ำไหลจากเขื่อนตรงไหน อ่างไหนควรเก็บ อ่างไหนควรพร่อง ประตูไหนควรเปิด เปิดเท่าไหร่ เปิดเมื่อไหร่ และที่สำคัญ ประชาชนท้ายเขื่อนจะได้รับผลกระทบอย่างไร ?!
ทั้งหมดนี้ต้องเชื่อมโยงกัน ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็จะเกิดปัญหาแบบที่เห็นอยู่เรื่อยๆ คือ ตอนน้ำแล้งก็ถามว่า
“ทำไมไม่เก็บน้ำ?” พอน้ำมากก็ถามว่า “ทำไมไม่ระบายน้ำ?” แล้วพอระบายน้ำมากไป ก็ถามอีกว่า “ทำไมปล่อยให้น้ำท่วมประชาชน?”
นี่คือโจทย์ใหญ่ของกรมชลประทาน และเป็นโจทย์ที่ อธิบดีฯคนใหม่ต้องตอบให้ได้ ให้ทุกฝ่ายยอมรับ!
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เส้นทางการขึ้นสู่ตำแหน่งของ “วิทยา” ในปีนี้ค่อนข้างเร็ว
เดือนเมษายน มีการโยกเขาจากผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมฝนหลวงฯ แทน “ราเชน ศิลปะรายะ” ซึ่งกำลังจะเกษียณในปีเดียวกัน ต่อมาเพียงไม่กี่เดือน เขาก็ถูกโยกจากกรมฝนหลวงฯ มาเป็นอธิบดีกรมชลประทาน
ถ้าจะตั้งคำถามในทางการเมือง ก็ถามได้ว่า อะไรคือเหตุผลของการจัดวางตัวบุคคลคนนี้ ในตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องกันถึงสองกรม ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ? ซึ่งจุดนี้ ต้องแยกให้ออกระหว่าง “คำถาม” กับ “ข้อสรุป”
เพราะจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานี้ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่า “วิทยา แก้วมี” เป็นคนของนักการเมืองคนใด พรรคใด หรือการโยกย้ายทั้งหมดนี้ เกิดจากเหตุผลทางการเมือง
สิ่งที่พูดได้เต็มที่ คือ เขาเป็นข้าราชการสายชลประทาน ที่เติบโตมาจากระบบกรมชลประทาน ผ่านงานด้านแหล่งน้ำ งานแผนงาน และตำแหน่งบริหารระดับสูง ก่อนขึ้นมาเป็นอธิบดีสองกรม ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน
และวันนี้เขากำลังมานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ใหญ่กว่าเดิม ... เก้าอี้ที่ต้องบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ!
ดรามา ขุนด่านปราการชล ครั้งนี้ เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินว่า ใครผิด ใครถูก
แต่ควรใช้มันเป็น บททดสอบแรกๆ ของอธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ ว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ที่น้ำกำลังมา
ประชาชนกำลังเดือดร้อน ฝ่ายการเมืองกำลังถูกกดดัน แล้วฝ่ายเทคนิค ต้องตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ระบบบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย จะเดินด้วยข้อมูล หรือเดินด้วยแรงกดดันทางการเมือง?!
และที่สำคัญ “วิทยา แก้วมี” จะทำให้คำว่า “บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต” ที่ประกาศไว้ กลายเป็นผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริงหรือไม่
เพราะวันนี้เขาไม่ได้เป็นแค่คนดูแลเขื่อนขุนด่านฯ แต่เป็นคนที่ต้องดูแล “น้ำทั้งประเทศ”
และจากนี้ไป ไม่ว่าจะน้ำแล้ง หรือน้ำท่วม ชื่อของ “วิทยา แก้วมี” ก็จะหลีกเลี่ยงการถูกจับตามองไม่ได้
เรื่องขุนด่านฯ ในวันนี้ จึงไม่ได้จบแค่เรื่อง “เปิดหรือปิดประตูน้ำ” แต่มันกำลังเปิดประตูให้เราเห็นว่า อธิบดีกรมชลประทานคนใหม่ เป็นใคร และเขาจะบริหารจัดการน้ำประเทศไทยอย่างไร !


