วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม 2569

“ลูกนก” อยู่ที่ไหน “งบลูกเทพ” ตามไปที่นั่น!

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ดุเดือดถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะข้อครหา “กระทรวงดีอี เป็นกระทรวงลูกเทพ เพราะได้งบงบประมาณเยอะ ตามไปด้วย?” 

แถมเมื่อนักข่าวยิงคำถามต่อ  “นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ก็ทำให้ “รมต.ลูกนก” ฟอร์มหลุดย้อนถามกลับอย่างขุ่นเคืองว่า “กระทรวงลูกเทพหมายความว่าอย่างไร?”

แต่ก่อนที่การตอบโต้จะจุดชนวนกวนอารมณ์ขุ่น นายไชยชนก ก็ถือโอกาสอธิบายตามที่ชี้แจงในสภาฯ ว่า อยากให้ดูตามเหตุและผลให้เห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ไม่อยากให้ล้าหลัง แต่ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้นตนเห็นว่าย้อนแย้ง แถมยังว่าจริง ๆ แล้วงบประมาณของดีอีที่เพิ่มขึ้นยังน้อยไปมากสำหรับประเทศที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาไปข้างหน้าจริง ๆ

 “รมต.ลูกนก” ยังอธิบายในส่วนงบประมาณของกระทรวงดีอี ที่  “เพิ่มขึ้น 31.8%”  ว่าได้เพิ่มในส่วนของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อการจัดซื้อจัดจ้าง   “ระบบคลาวด์” และ  “กรมอุตุนิยมวิทยา”  ที่ทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ งบที่เพิ่มขึ้นนั้นเพราะมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างระบบรวมศูนย์ที่เดียวกัน แม้งบเพิ่มแต่สามารถซื้อคลาวด์ถูกลง 30% ลดบุคลากร ลดงบประชุมจัดซื้อจัดจ้างลงถึง 100 ล้านบาท หากให้กระจายหน่วยงานอาจทำให้เกิดปัญหาเพราะหน่วยงานไม่ชำนาญ

 ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ของบางหน่วยงานที่ไม่ถูกนำมารวมกัน มีเหตุผลจากจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนและเป็นงบผูกพัน มีความจำเป็นเฉพาะ มีฟังก์ชั่นแตกต่างกัน เช่น กระทรวงการคลัง ที่จัดซื้อจัดจ้างมาก่อน บางหน่วยต้องการใช้จัดเก็บข้อมูลเพื่อความปลอดภัย เช่น กรมการปกครองกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

 นายไชยชนก ยังชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงโครงการ TH-AI Passport ซึ่งไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อคสเปก ในทำนอง “ตัดจบ” และเดินหน้าต่ออย่าได้สงสัย กล่าวคือ

 หนึ่ง ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเขาได้ตรวจสอบอย่างละเอียด และได้รับรายงานว่าถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการ     .

 สอง  ได้เจรจากับคู่สัญญาแล้ว ได้ผลลัพธ์ที่ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมหาศาล

 สาม ที่สำคัญได้ทดลองใช้แล้วพบว่าได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่า TOR มหาศาล ดังนั้นเป็นการใช้งบกองทุนคุ้มค่าแน่นอน สำหรับประชาชนที่ตั้งตารอจะเป็น 1 ใน 5 ล้านสิทธิ มีโอกาสใช้เอไอ 31 โมเดลฟรี 1 ปี จะรออีกไม่นาน

   

ความมั่นหน้าในการชี้แจงแถลงไขไม่มีอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย แถมอวดโอ่ถึงประโยชน์มหาศาลเกินคาดคิดจากโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก ทำให้  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม  สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยดี ใช้สิทธิ์ซักถามเพิ่มเติมว่า “รู้สึกหรือไม่ว่าโครงการ ล็อกสเปก” แต่  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตัดบทไม่อนุญาตให้ซักถาม

 การทำหน้าที่ “ตัดบท” เพื่อช่วย “ตัดจบ” ของนายโสภณ ซารัมย์ นัยหนึ่งก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์ลูกเทพ”  เพราะรู้กันว่าการที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้ดิบได้ดีทางการเมืองมีที่มาที่ไปอย่างไร และมีใครหนุนเนื่องอยู่เบื้องหลัง

 ทั้งนี้ หากถอดคำชี้แจง คำอธิบาย ที่ตัดตอนและละเลยข้อทักท้วงในมิติความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิงในโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก การอ้างว่าคุณภาพ “สูงกว่า TOR” และ “ไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณ” ยิ่งสร้างความงุนงงให้แก่สาธารณชนว่า ในเมื่อเป็นโครงการระดับชาติและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเอไอ เหตุใดจึงไม่มีความชัดเจนในเอกสารงบประมาณตั้งแต่แรก? ทำไมต้องไปล้วงเอางบจากกองทุนดีอี ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองของสภาฯ?

 ส่วนการใช้กลไกการเจรจานอกรอบกับคู่สัญญาเพื่อปรับเพิ่มสเปกให้สูงกว่า TOR ถือเป็นการลัดขั้นตอนหรือเอื้อประโยชน์ในลักษณะที่ขัดต่อหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่? คำตอบของรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงการ “การันตีตัวเอง” โดยไม่มีเอกสารเชิงประจักษ์มาหักล้างข้อกังขาของสังคมแต่อย่างใด

 สำหรับการยอมรับงบกระทรวงดีอีเพิ่มขึ้นถึง 31.18% และอ้างการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์รวมศูนย์ ทำให้ราคาถูกลง ลดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างกว่าร้อยล้าน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไม่สามารถรวมการจัดซื้อได้ทั้งหมดด้วยสารพัดเหตุผล ก็ไม่ต่างกับการพยายามเคลมว่าการรวมศูนย์คือคำตอบของความคุ้มค่า แต่อีกมุมหนึ่งกลับยอมรับว่าหน่วยงานเกรดเอที่มีงบมหาศาลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ต่างแยกวงออกไปจัดซื้อเอง

คำถามคือแล้วงบประมาณด้านไอทีของชาติในภาพรวมจะประหยัดได้จริงอย่างไร? นี่คือความลักลั่นและย้อนแย้งอย่างรุนแรง! ในเมื่อหน่วยงานเกรดเอระดับพรีเมียมที่มีงบประมาณและฐานข้อมูลไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศต่าง “แยกวง” ออกไปจัดซื้อเองแล้ว ยิ่งชี้แจงก็ยิ่งสะท้อนว่า เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเปิดช่องให้กระทรวงดีอีดึงงบประมาณไปกองไว้ที่ตัวเอง โดยที่ระบบหลังบ้านของประเทศยังคงกระจัดกระจายเหมือนเดิม 

อีกหนึ่งปมที่ตอกย้ำคำว่า  “ลูกนกอยู่ที่ไหน งบตามไปที่นั่น” คือกรณีงบประมาณของ กรมอุตุนิยมวิทยา ในปี 2570 ที่พุ่งพรวดขึ้นมาถึง 1,209 ล้านบาท ซึ่งนายไชยชนก เลือกยกกรณีศึกษา “น้ำท่วมจังหวัดกระบี่” ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรคตนเองมาเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการแจ้งเตือนภัย 

การเลือกยกเคสพื้นที่การเมืองของตัวเองมาอ้างความชอบธรรมเพื่อของบประมาณเพิ่มขึ้นนับพันล้านบาท ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกฝ่ายค้านและสังคมตั้งคำถามว่า นี่คือการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ในลักษณะ  “งบเลือกปฏิบัติ” หรือ “งบลูกเทพ”  ที่เน้นประเคนเม็ดเงินลงไปในพื้นที่การเมืองของพรรคพวกตนเองก่อนพื้นที่อื่นของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตเช่นกันหรือไม่

นอกจากนั้นแล้ว การที่นายไชยชนก พยายามเชื่อมโยงผลงานทั้งหมด โดยระบุอย่างชัดเจนถึงสองครั้งในคำชี้แจงต่อสภาฯว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเป็น “ผลงานรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่นคือไกด์ไลน์ที่บ่งบอกว่า “ลูกนก” อยู่ที่ไหน งบตามไปที่นั่น! และทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อสร้างผลงานให้กับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

“รัฐบาลชุดนี้ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับทั้งรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ผมรู้สึกมีความหวังจากการอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา เพราะสมาชิกให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิจิทัลและบุคลากรของประเทศมากขึ้น เชื่อว่าภายใน 4 ปี ประเทศไทยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัลอย่างแน่นอน” นายไชยชนก กล่าวย้ำในการชี้แจงต่อสภาฯ

 ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดก็คือ โครงการ TH-AI วงเงิน 1,600 ล้านบาท เป็น “หัวเจาะ” ที่ถูกส่งมาเพื่อปูทางไปสู่โครงการไอที คลาวด์ และบิ๊กดาต้า มูลค่ารวมกัน “หวานเจี๊ยบ” กว่า 13,500 ล้านบาท ที่ต่อคิวรออยู่ในกระทรวง ดีอี-อว.-ศธ. 

และต้องไม่ลืมเป็นอันขาดเช่นกันว่า กระทรวงดีอี คือเวทีชุบตัว “ลูกนก” ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลชิดชอบ เพื่อสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี หวังลบภาพจำเดิมของพรรคการเมืองภูมิภาคแนวบ้านใหญ่รับเหมาหรืออนุรักษนิยมลุ่มแม่น้ำมูล แต่เส้นทางการสร้างภาพลักษณ์ของ “ลูกนก” จะถึงฝั่งฝันหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ผ่างบกระทรวงดีอี 5 ปี พุ่งพรวด 84% 

เมื่อเจาะลึกตัวเลขงบประมาณของกระทรวงดีอี ย้อนหลัง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2566 – 2570) เพื่อดูทิศทาง อัตราการเติบโต และนัยทางการเมืองในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในฐานะแกนนำร่วมรัฐบาล จะพบแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปี 2566

ตัวเลขงบประมาณกระทรวงดีอี จะพบการพุ่งทะยานจากงบประมาณ 6,800 ล้านบาท ในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 12,500 ล้านบาท ในร่างงบประมาณปี 2570 คิดเป็นอัตราการเติบโตสะสมสูงถึงเกือบ 84% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี

ความดุเดือดในสภาฯ รอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขรวม แต่อยู่ที่ “ไส้ใน” ของงบประมาณและการจัดสรรอำนาจ นั่นคือ ในช่วงปี 2567 - 2570 พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้คุมเกม” ร่วมกับพรรคเพื่อไทย การขับเคลื่อนนโยบายสายเทคโนโลยี แพลตฟอร์มรัฐ และงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ถูกดึงเข้ามาเป็นวาระหลัก

Image 2 งบประมาณของดีอีในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองสูง (ปี 2568 - 2570) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 11-14% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกระทรวงเกรด B อื่นๆ 



 ฝ่ายค้านและนักวิเคราะห์ต่างตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของดีอีถูกนำไปใช้ในลักษณะที่เป็นงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทับซ้อน โดยมีการตั้งงบประมาณเกี่ยวกับคลาวด์กลาง และระบบ Big Data ที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจใหม่ และงบประชาสัมพันธ์และแพลตฟอร์มที่ไม่ตอบโจทย์ โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปยังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการกระจายงบเพื่อสร้างผลงานเชิงการเมือง มากกว่าการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือภัยความมั่นคงไซเบอร์ที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง

 ในอดีตเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงดีอี อาจเคยถูกมองว่าเป็นกระทรวงเกรดรอง แต่ในยุคนี้ ดีอีกลายเป็น  “ขุมทรัพย์ดิจิทัล”  ที่ทุกพรรคการเมืองต้องการควบคุม เพราะเป็นประตูไปสู่บิ๊กดาต้า ประชาชน และงบประมาณด้านนวัตกรรม การที่งบประมาณดีอีปี 2570 เติบโตขึ้นทะลุหมื่นล้านบาท ยิ่งสะท้อนชัดว่า พรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย กำลังใช้กลไกของกระทรวงนี้ในการสร้างฐานอำนาจใหม่ผ่าน “นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายถล่มอย่างหนักในฐานะ “งบประมาณเพื่อการสืบทอดอำนาจทางเทคโนโลยี” มากกว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชน

 และนี่คือภาพสะท้อนของการจัดสรรงบประมาณเพื่อหล่อเลี้ยงเสถียรภาพของค่ายสีน้ำเงิน โดยเฉพาะกระทรวงดีอี ที่ “ลูกนก” อยู่ไหน งบตามไปที่นั่น ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ของประเทศกลับต้องเฉือนงบแบ่งกันไปตามยถากรรม.