วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569

บุรีรัมย์ไร้โกง สอบท้องถิ่น

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - กรณี "ทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ปี 2568" ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งถูกเปิดโปงว่าอาจสร้างความเสียหายสูงถึง 4,500 ล้านบาท ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 มีความเคลื่อนไหวล้างบางขบวนการนี้จากทั้งฝ่ายบริหารและหน่วยงานตรวจสอบ เข้มข้นขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะพื้นที่เป้าหมายจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเวลานี้ผู้ว่าฯ ประกาศออกมาเสียงดังฟังชัดว่า “จังหวัดไม่มีโกง”

ยกระดับสู่ "คกก.ชุดใหญ่"ขีดเส้น 30 วันลากไส้คนบงการ

ทั้งนี้ หลังจาก ป.ป.ช. และ บก.ปปป. บุกทลายฐานปฏิบัติการแก้ไขกระดาษคำตอบในจังหวัดนนทบุรีเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายชุดพิเศษ (คำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 263/2569) โดยแต่งตั้ง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นรองประธาน พร้อมขีดเส้นตายต้องสรุปรายงานความชัดเจนเสนอรัฐบาลภายใน 30 วัน และต้องรายงานความคืบหน้าทุก ๆ 10 วัน เพื่อสแกนหาตัว "บิ๊กข้าราชการ" และ "นักการเมือง" ที่อยู่เบื้องหลังคลิปเสียงผลประโยชน์

เปิดผลสุ่มตรวจ "โมเดลโกง" สลับคะแนนฟันเงินล้าน

ข้อมูลเชิงลึกจากคณะกรรมการตรวจสอบพบรูปแบบการทุจริตอย่างชัดเจนในขั้นตอนการประมวลผล หลังสอบเสร็จเมื่อ ธ.ค. 2568 และประกาศผล ก.พ. 2569 โดยใช้วิธีเรียกรับเงินหัวละ 350,000 ถึง 800,000 บาท แลกกับการเข้าไปแก้ไขไฟล์คะแนนในระบบ

หลักฐานที่มัดแน่นคือ จากการสุ่มตรวจไฟล์สำเนาภาพถ่ายกระดาษคำตอบในแฟลชไดร์ฟที่ สถ. เทียบกับผลคะแนนที่ประกาศระบบประมวลผล จำนวน 79 ราย พบว่า มีคะแนนไม่ตรงกันมากถึง 48 ราย (คิดเป็นเกินครึ่งหนึ่งที่สุ่มตรวจ) และผลล็อตแรก 4,000 คน พบความผิดปกติของคะแนนดิบและคะแนนประกาศสูงถึง 20%

สั่งดีเดย์ "รีเช็ก" 15,520 ราย — ย้ำพบโกงไล่ออกทันที

ทางด้าน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกเอกสารยอมรับว่าการสอบดังกล่าว "มีมูลการทุจริตแก้ไขคะแนนจริง" โดยโยงไปยังสถาบันการศึกษาที่รับจ้างจัดสอบ (มรภ.สุรินทร์ และ มศว.) รวมถึงบุคคลภายนอก และมีการสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ปูพรมตรวจสอบคะแนนของผู้ที่ผ่านการสอบและได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้วทั้งหมด 15,520 ราย

มีรายงานว่าทางกระทรวงมหาดไทยสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงแก่ข้าราชการระดับสูงที่มีชื่อเอี่ยวในโผ ซึ่งรวมถึงระดับรองอธิบดี สถ. คือ นายธนนท์ พรรพีภาส ขณะที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยสั่งย้ายสลับเพื่อเปิดทางให้สอบสวนอย่างโปร่งใส

คราวนี้ว่ากันว่าจะมีมาตรการขั้นเด็ดขาด ในระดับที่ว่าหากผลรีเช็กคะแนนดิบสแกนเจอรายชื่อใดทุจริต จะถูกสั่งยกเลิกผลการสอบและให้ออกจากราชการทันที แม้จะเข้าทำงานไปแล้วก็ตาม

เชื่อไหม บุรีรัมย์ ใสปิ๊ง! 

แม้จะมีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่นในจังหวัดบุรีรัมย์และศรีสะเกษอย่างอึกทึกครึกโครม แต่จากการแถลงข่าวล่าสุดของ นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กลับสรุปสถานะข้อร้องเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์ว่า ณ ปัจจุบันศูนย์ดำรงธรรมและตำรวจยังไม่พบเคสปี 2568 โดยอ้างข้อมูลจากศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทุกแห่งและสถานีตำรวจทั้ง 34 แห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ยืนยันว่ายังไม่มีผู้เสียหายมาร้องเรียนหรือแจ้งความดำเนินคดี เกี่ยวกับการทุจริตสอบแข่งขันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่เป็นข่าวดังในขณะนี้

สำหรับกรณีที่มีการระบุว่ามีผู้ไปแจ้งความตามโรงพักต่าง ๆ ในบุรีรัมย์ ทางผู้ว่าฯ ชี้แจงว่า ไม่ใช่เรื่องการสอบบรรจุของกระทรวงมหาดไทยครั้งล่าสุด แต่เป็นคดีเก่าในช่วงปี 2564 – 2565 ซึ่งเป็นการหลอกลวงสอบบรรจุของกระทรวงอื่น โดยมีลักษณะเป็นนายหน้าแอบอ้างเรียกรับเงิน 

อย่างไรก็ตาม แม้ในระบบส่วนราชการของจังหวัดจะยังไม่มีผู้มาร้องเรียนอย่างเป็นทางการ แต่ทางจังหวัดบุรีรัมย์ได้สั่งการปูพรมตรวจสอบเชิงลึก 3 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อสแกนหาหลักฐานการทุจริตที่อาจซ่อนอยู่ ดังนี้


หนึ่ง กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ สั่งการให้นายอำเภอทั้ง 23 อำเภอ และผู้กำกับการตำรวจทั้ง 34 สถานี ร่วมกันสแกนพื้นที่เชิงลึก หากพบเจ้าหน้าที่รัฐระดับใดก็ตามเกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายตำแหน่งนี้ จะถูกดำเนินคดีทั้งวินัยและอาญาขั้นเด็ดขาด 

สอง กลุ่มนายหน้าแอบอ้าง หากตรวจพบขบวนการหรือบุคคลใดที่ไปหลอกลวงเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน โดยอ้างว่าสามารถช่วยให้สอบผ่านได้ จะถูกสั่งดำเนินคดีอาญาทันที 

และ สาม กลุ่มผู้เสียหาย (ประชาชนที่จ่ายเงิน) ทางจังหวัดเปิดช่องให้ผู้ที่ถูกหลอกสูญเงินไป สามารถเข้ามาร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและจังหวัด โดยมีมาตรการปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเป็นความลับขั้นสูงสุดเพื่อความปลอดภัย และจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเป็นรายกรณี เนื่องจากเรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนในแง่กฎหมายเรื่องการติดสินบน

การที่ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ออกมาระบุว่า "ไม่พบการโกงในพื้นที่" นั้น ซึ่งต้องจับตาดูว่าหลังจากชุดเฉพาะกิจของรัฐบาลโดยคณะกรรมการฯ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธานรื้อคะแนนดิบ 1.5 หมื่นรายเสร็จสิ้น จะมีรายชื่อข้าราชการท้องถิ่นในบุรีรัมย์โยงไปถึงขบวนการแก้ไขคะแนนที่นนทบุรีหรือไม่

ที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดคือ เมื่อขยายผลการสแกนไปยังแหล่งข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือจากแถลงการณ์ของทางจังหวัด พบว่าข้อมูลในฝั่งของหน่วยงานตรวจสอบส่วนกลางและภาคประชาชนสวนทางกับคำแถลงของผู้ว่าฯ บุรีรัมย์อย่างสิ้นเชิง โดยมีการยื่นหลักฐานเด็ดชี้เป้าเครือข่ายทุจริตในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

1.หลักฐานมัด "เอเย่นต์สายอีสาน" ยื่นตรงถึง ป.ป.ช. และ CIB  โดยข้อมูลฝั่งผู้เปิดโปง นำโดย นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ "ทนายอั๋น บุรีรัมย์" (ผู้รับมอบอำนาจจากเพจ CSI LA) ได้นำหลักฐานสำคัญเข้ายื่นต่อหน่วยงานตรวจสอบส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงาน ป.ป.ช. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อให้เร่งล้างบางขบวนการนี้ 

ข้อมูลดังกล่าว มีการระบุพฤติการณ์ชัดเจนว่า มีกลุ่มข้าราชการระดับบริหาร ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดศรีสะเกษ ทำหน้าที่เป็น "เอเย่นต์" หรือนายหน้าสายตรงในพื้นที่ 

สำหรับหลักฐานที่นำไปยื่นประกอบด้วยคลิปเสียง แชตไลน์ และเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงว่ากลุ่มเอเย่นต์ในบุรีรัมย์เหล่านี้ มีพฤติกรรมเรียกรับเงินหัวละหลายแสนบาทจากผู้เข้าสอบ เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยัง "ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขคะแนนดิบ" ที่ถูกทลายไปก่อนหน้านี้


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ทนายอั๋นได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้กำกับการ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อเรียกร้องให้มีการโอนสำนวนคดีทุจริตสอบท้องถิ่นทั้งหมดไปให้กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เป็นผู้ดูแล เนื่องจากขบวนการนี้มีข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยและนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาพัวพันจำนวนมาก หากปล่อยให้กลไกราชการในจังหวัดหรือตำรวจท้องที่ (ระดับโรงพัก) ดำเนินการเอง อาจเกิดการกดดัน พยานหลักฐานอาจสูญหาย หรือผู้เสียหายไม่กล้าเปิดตัวเพราะกลัวอิทธิพลในพื้นที่ 

เมื่อ "ในพื้นที่บอกไม่เจอ แต่ส่วนกลางหลักฐานเพียบ" ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ ณ ขณะนี้ แยกได้เป็น 2 มิติ กล่าวคือ ในระดับพื้นที่ ทางผู้ว่าฯ/ตำรวจพื้นที่ ยืนยันว่ายังไม่มีใครมาแจ้งความหรือร้องเรียนในระบบ (ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ผู้จ่ายเงินซื้อตำแหน่งจะไม่กล้าเดินเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่เอง)  ทว่าในระดับส่วนกลาง (ป.ป.ช./CIB/นักเคลื่อนไหว) มีพยานหลักฐานและรายชื่อของ "ปลัด อบต.-เทศบาล" ในบุรีรัมย์ที่ทำตัวเป็นผู้ประสานงานจัดหาเม็ดเงินวิ่งเต้นส่งเข้าส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว 

บทสรุปสุดท้ายของกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำแถลงว่า "ไม่พบโกง" ของทางจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการชุดใหญ่ของรัฐบาล และ ป.ป.ช. จะลากไส้ขบวนการส่งคะแนนดิบจากระบบคอมพิวเตอร์ แล้วสแกนเจอชื่อเด็กฝากจาก "เอเย่นต์บุรีรัมย์" ออกมาได้มากน้อยแค่ไหนในกรอบเวลา 30 วันนี้.