จากประเด็นร้อนที่ นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา เสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ล่าสุด พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงสถานะโครงสร้าง และยอมรับว่ามีปัญหากลุ่มผลประโยชน์แฝงตัวหรือ "ทหารผี" ที่ต้องสะสาง
เพจ Wassana Nanuam รายงานถ้อยแถลงของ พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ( กอ.รมน.) ในวันนี้ (8 ก.ค.69) ว่า ยังมีความจำเป็นในการมีกอ.รมน.เพราะมีบทบาทหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานโดยนำผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยต่างๆ เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหารวมกัน ทั้งยังมีหน้าที่บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในงานที่กระทบกับความมั่นคงของชาติ
“ความจริงไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมาเป็นก็ได้ แต่ภารกิจดังกล่าวจะให้หน่วยไหนทำ เพราะถ้าเปรียบเป็นทีมฟุตบอล ไม่มีมิดฟิลด์ ตัวตัดเกม ตัวทำเกมหรือลำเลียงบอลขึ้นไป ไม่มีแกนกลางของทีมแล้วจะทำอย่างไร และใครจะเป็นผู้ทำ” พลเอกชัยพฤกษ์ กล่าว
หากถอดรหัสถ้อยแถลงของเลขาธิการ กอ.รมน. ในประเด็นต่าง ๆ จะพบการเปรียบเทียบบทบาทของหน่วยงานเป็นเหมือน "มิดฟิลด์ (กองกลาง)" ในทีมฟุตบอล ทำหน้าที่คอยตัดเกม ทำเกม และลำเลียงบอล โดยเชื่อมโยงบูรณาการผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน
โดยมีโครงสร้างกำลังพลส่วนกลาง ดังนี้
• อัตรากำลังพลส่วนกลาง มีเพียง 1,100 กว่าอัตราเศษ
• ข้าราชการประจำ มีอยู่จริงเพียง 170 อัตรา เท่านั้น
• กำลังพลช่วยราชการ ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นข้าราชการที่ดึงมาจากหน่วยงานอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาช่วยปฏิบัติภารกิจ
เลขาธิการ กอ.รมน. ยังปฏิเสธภาพจำเรื่องการเป็น "แดนสนธยา" หรือการทำงานซ้ำซ้อน โดยระบุว่าภารกิจได้ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย จากอดีตสู่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนจากภารกิจเดิมในอดีตที่เน้นต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ มาเป็นการพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรเพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ในปัจจุบัน พร้อมกับบูรณาการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ปัญหายาเสพติด ซึ่งมีการตั้งหน่วยบัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด (นบ.ยส.) ในพื้นที่พิเศษ
ส่วนภารกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เลขาธิการ กอ.รมน. ยอมรับถูกกดดันอย่างหนักจากฝ่ายบริหาร โดยเผยว่า นายกรัฐมนตรี (ในฐานะ ผอ.รมน.) จะโทรศัพท์มาตำหนิตนเอง, ผบ.ทบ. (รอง ผอ.รมน.) และแม่ทัพภาคที่ 4 ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ยิ่งสะท้อนว่าหน่วยงานจำเป็นต้องเร่ง "รีดไขมัน" และปรับปรุงตัวเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามให้มีประสิทธิภาพแท้จริง
สำหรับประเด็น "ทหารผี" หรือการมีชื่อปฏิบัติงานแต่ไม่มีตัวตนอยู่จริงในพื้นที่ เป็นเรื่องที่เลขาธิการ กอ.รมน. ยอมรับตรงๆ ว่า "มีบ้างและปฏิเสธไม่ได้ทั้งหมด" โดยระบุว่าเป็นเรื่องซีเรียสที่ต้องจัดการเด็ดขาด
ข้อแตกต่างที่ กอ.รมน. ชี้แจงเรื่อง ทหารผี (พวกกินแรง) คือกลุ่มที่มีชื่อรับเงิน/ตำแหน่งแต่ไม่ได้มาทำงานจริง ส่งผลให้เกิดการกินแรงกันเองในหน่วยงาน ล่าสุด ผบ.ทบ. ได้สั่งการให้จเรทหารบกเข้าไปตรวจสอบทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ หากพบจะถูกลงโทษทันที ซึ่งที่ผ่านมามีการลงโทษไปแล้วบางส่วน
ส่วนอัตราว่างรอการบรรจุ (ไม่ใช่ทหารผี) เป็นการบริหารกรอบอัตรากำลังพล เช่น มีกรอบ 500 อัตรา แต่บรรจุจริง 300 อัตรา เพื่อสำรองอีก 200 อัตราไว้ใช้เพิ่มกำลังในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยในสถานการณ์ปกติหากยังไม่มีการบรรจุ เมื่อถึงรอบงบประมาณก็ต้องส่งคืนงบประมาณส่วนนี้กลับไป
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องความหละหลวมของระบบควบคุมยุทโธปกรณ์และยานพาหนะยังถูกตอกย้ำจากกรณีที่มีการนำรถยนต์ของ กอ.รมน. ไปใช้ก่อเหตุลอบยิงสส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งทาง กอ.รมน. ยอมรับว่าเป็นข้อผิดพลาดบกพร่องที่ต้องนำไปปรับปรุงแก้ไขและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
การออกมาแถลงของเลขาธิการ กอ.รมน. ในครั้งนี้ ถือเป็นการยอมรับรอยแผลภายในทั้งเรื่องทหารผี และการนำรถหลวงไปก่อเหตุ อย่างตรงไปตรงมาเพื่อลดแรงเสียดทานจากภาคการเมืองและสังคมที่ต้องการให้ "ยุบหน่วยงาน"
ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการ "ใช้ผลงานพิสูจน์" ว่า กอ.รมน. จะสามารถสลัดภาพจำแดนสนธยา ล้างบางกลุ่มกินแรง และทำหน้าที่เป็น "มิดฟิลด์" ที่ตัดเกมความมั่นคงได้จริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้ที่ยังคงยืดเยื้อมาตลอด 22 ปี.


