มติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ของศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ขาดว่า พระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมวงเงิน 4 แสนล้านบาท "ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่ปลดล็อกเดดล็อกทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือ 3 ฉากทัศน์ สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: "ไฟเขียวปั๊มเงิน" รัฐบาลเดินหน้าเต็มสูบ (ฐานเสียงและเสถียรภาพ)
มิติเศรษฐกิจ: รัฐบาลจะรีบสับสวิตช์อัดฉีดเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที ผ่านโครงการประชานิยม โครงการกระตุ้นการบริโภค และการลงทุนระดับฐานราก เม็ดเงินก้อนนี้จะกลายเป็น "ยาแรง" ที่ช่วยพยุงและขับเคลื่อน GDP ในระยะสั้นให้เติบโตตัวเลขสวยงามตามเป้า
มิติการเมือง: เสถียรภาพของรัฐบาลผสมจะปึกแผ่นขึ้นทันตา พรรคร่วมรัฐบาลได้โควตาจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ตามที่นัดหมาย เป็นการสะสมแต้มต่อทางการเมืองและเตรียมความพร้อมสำหรับศึกเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างกุมความได้เปรียบ
ฉากทัศน์ที่ 2: "วินัยการคลังสั่นคลอน" และสงครามกฎหมายของฝ่ายค้าน
มิติเศรษฐกิจ: การใช้ช่องทาง พรก. ฉุกเฉินแบบนี้ ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบงบปกติ ซึ่งจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้รัฐบาลต่อๆ ไปใช้ "ทางลัด" ในการกู้เงินจนกระทบต่อ "เพดานหนี้สาธารณะ" และเสถียรภาพการคลังระยะยาว
มิติการเมือง: ฝ่ายค้านแม้จะพ่ายแพ้ในชั้นศาลธรรมนูญ แต่จะเปลี่ยนสมรภูมิมาสู่อภิปรายไม่ไว้วางใจ และการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่ "ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง" ของโครงการที่ใช้เงิน พรก. นี้ เพื่อแฉความผิดปกติให้สังคมเห็น
ฉากทัศน์ที่ 3: "จุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่" ความเชื่อมั่นสถาบันสั่นคลอน
มิติสังคม: มติ 7:2 อาจนำไปสู่การตั้งคำถามจากภาคประชาชนและนักวิชาการเกี่ยวกับ "นิยามความจำเป็นเร่งด่วน ด่วนที่สุด" ตามรัฐธรรมนูญ ว่าถูกตีความกว้างเกินไปหรือไม่ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สถาบันตุลาการในโลกออนไลน์อย่างดุเดือด
ผลกระทบ: ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อาจได้รับผลกระทบในแง่ของหลักนิติธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายการคลังของประเทศ
แม้คำวินิจฉัยนี้จะทำให้รัฐบาลรอดพ้นสันดอนและมีเงินก้อนโตมาหมุนเวียน แต่มันคือ "ดาบสองคม" หากรัฐบาลบริหารเงิน 4 แสนล้านนี้อย่างโปร่งใส เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างจริง จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดง แต่ถ้าลงท้ายด้วยข่าวฉาวเรื่องการคอร์รัปชัน ทุจริตเชิงนโยบาย หรือเงินสูญเปล่าไปกับโครงการละลายแม่น้ำ เงินก้อนนี้แหละที่จะกลับมาเป็น "ชนวนเหตุ" จุดไฟไล่รัฐบาลในท้ายที่สุด


