หนึ่งความคิด
สุรวิชช์ วีรวรรณ
การลุกขึ้นเต้นอย่างมีความสุขในงานคอนเสิร์ตของอนุทิน ชาญวีรกูล และภรรยานั้น ไม่ได้สะท้อนว่า สังคมไทยกำลังไปได้สวยและผ่านพ้นวิกฤตต่างๆทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ แต่สะท้อนภาพสุขนิยมของเขา ที่สะท้อนบทบาทการนำผ่านการดีดสีตีเป่าเครื่องดนตรี และความสนุกสนานรื่นเริง แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ วันนี้อนุทินมั่นใจว่า เขาสามารถยึดครองอำนาจของประเทศนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
อนุทินมั่นในว่าเขาสามารถยึดครอง 4 เสาหลักของการเมืองไทยไว้ได้ เสาหลักก็คือ ประชาชนที่พรรคของเขาสามารถชนะอย่างท่วมท้นมีประชาชนฝ่ายอนุรักษนิยมเป็นผนังพิง เสาหลักที่สองก็คือ อำนาจทางการเมืองที่เขาสามารถยึดครองทั้งสภาล่าง สภาสูง และองค์กรอิสระ เสาหลักที่สามก็คือ กองทัพ ที่วันนี้เขามั่นใจว่า พลังหนุนเนื่องจากชนชั้นนำของสังคมไทยทำให้ทหารไม่กล้าออกนอกแถว เสาหลักที่สี่ก็คือ เขาได้รับความไว้วางใจจากสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะเป็นเพียงภาพที่มองเห็นหรือทำให้สังคมเข้าใจอย่างนั้น เพราะสถาบันกษัตริย์นั้นทรงอยู่เหนือการเมือง
วันนี้รัฐบาลอนุทินจึงลำพองในอำนาจมาก เพราะถ้ามองอย่างนี้รัฐบาลอนุทินจึงมั่นใจว่าเขาเป็นรัฐบาลที่มั่นคงมาก และยากที่ใครจะสั่นคลอนได้ แต่เชื่อไหมว่า คำถามที่สังคมถามกันมากก็คือรัฐบาลชุดนี้จะอยู่ในอำนาจได้รอดตลอดปีนี้ไหม นั่นสะท้อนว่า สังคมมองเห็นว่า ไม่ชอบมาพากลและความอปกติในรัฐบาลชุดนี้
ปัจจัยหลักที่ทำให้สังคมไทยมอบความไว้วางใจให้กับรัฐบาลอนุทิน ก็มาจากความกลัวว่าพรรคส้มที่ท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์ของรัฐจะขึ้นสู่อำนาจ แต่รัฐบาลอนุทินก็ใช้ความไว้วางใจนั้นไปสร้างอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ และเพียงไม่กี่เดือนที่เข้าสู่อำนาจก็ใช้อย่างอำนาจที่มีอยู่อย่างเมามัน
หากย้อนไปก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด อนุทินในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทยใช้อำนาจอย่างมากในการโยกย้ายภายในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับอธิบดี ไปจนถึงนายอำเภอ ว่ากันว่าเพื่อจัดวางกลไกที่นำไปสู่ผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง มีไลน์ “ช่วยสีน้ำเงินด้วย” เป็นเครื่องยืนยันว่า เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่กล่าวหากันเกินเลย แม้ว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยด้านหนึ่งจะมากจากการกวาดต้อนบ้านใหญ่หลายจังหวัดเข้าไปสังกัดพรรคก็ตาม
ตอนนี้จะเห็นว่า ในยุคของอนุทินจะโยกย้ายข้าราชการเพื่อจัดวางคนของตัวเองอยู่ในตำแหน่งสำคัญ คนที่ได้รับตำแหน่งหมายความว่าเป็นคนของใครมากไปกว่าความรู้ความสามารถและความเหมาะสม ข้าราชการหลายคนจึงเหาะเหินเกินลงกาเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
พูดได้ว่า ตอนนี้กำลังย่ามใจมาก แต่เรื่องที่กำลังจะทำให้รัฐบาลนี้เดินไปสู่จุดจบ เหมือนที่สนธิ ลิ้มทองกุล บอกว่า รอแค่ไม้ขีดไฟก้านเดียวก็คือ ความเชื่อมั่นในอำนาจนั่นเอง และความเชื่อมั่นนั้นนำมาสู่เรื่องอื้อฉาวจำนวนมากแม้จะมีอายุรัฐบาลเพียงไม่กี่เดือนสวนทางกับที่สื่อบางค่ายและอินฟลูเอนเซอร์จำนวนหนึ่งพากันอุ้มชูอนุทินอยู่ในเวลานี้
เรื่องอื้อฉาวที่สุดก็คือ การสอบทุจริตท้องถิ่นในกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่เข้าใจว่า เรื่องขนาดนี้ทำไมนายกรัฐมนตรียังไม่สั่งปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะน่าจะต้องเป็นคนรับผิดชอบสูงสุด และถ้าย้อนมองไปในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของเรื่อง ก็จะเห็นว่า อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีพรรคไหนมาตลอด แต่ดูเหมือนว่า ทุจริตที่มีเม็ดเงินสะพัดถึง 4,500 บาทจะถูกตัดจบที่ข้าราชการไม่กี่คน เอื้อมไม่ถึงอำนาจที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง
คิดดูว่าการกระทำอย่างย่ามใจนี้จะเป็นแค่ฝีมือของข้าราชการหรือ จากการนำกระดาษคำตอบมาตรวจสอบใหม่ประมาณ 15,520 ราย พบว่ากว่า 5,000 รายคะแนนในไพล์ประกาศผลไม่ตรงกับกระดาษคำตอบ แล้วก่อนหน้านี้มีหลักฐานจากการตรวจค้นพบว่ากระดาษตำตอบประมาณ 3,000 ราย ถูกพบว่ามีการแก้ไขคะแนนให้กับผู้ที่จ่ายเงินถึง 350,000-800,000 บาท
เป็นการทุจริตที่เรียกว่าปล้นกลางแดดที่มโหฬารมากที่สุด แล้วลองคิดดูว่า มีการทำแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว โดยแหล่งข่าวในกระทรวงมหาดไทยบอกว่าสามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ถึงปี 2551 แล้วลองคิดว่าจำนวนเงินจะเป็นเท่าไหร่ นั่นไม่เท่ากับว่า เราทำให้คนเก่งคนมีความสามารถแต่ไม่ได้จ่ายเงินพลาดจากการเข้ารับราชการไปแล้วเท่าไหร่ และเราได้คนที่ไม่มีความสามารถมาเป็นข้าราชการกี่พันกี่หมื่นคนมาแล้ว
เรื่องต่อมาก็คือ เรื่องฮั้วส.ว.ที่วันนี้ยังถูกกกต.ดึงเอาไว้จนผ่านมา 2 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้อนุกรรมการชุด 26 บอกว่ามีความผิดซึ่งรวมถึงอนุทินด้วย แต่ต่อมาอนุกรรมการอีกชุดกลับบอกว่าไม่มีความผิด เราไปดูว่า คดีฮั้ว สว. เริ่มต้นอย่างไร และทำไมคณะกรรมการ กกต. สองชุดจึงเห็นต่างกัน
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เริ่มขึ้นหลังการเลือก สว. ปี 2567 เมื่อผู้สมัครที่ไม่ได้รับเลือกและกลุ่ม สว.สำรองร้องเรียนต่อ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า การเลือกครั้งนี้อาจไม่ได้เป็นการแข่งขันอย่างเสรี แต่มีการจัดตั้งเครือข่ายเพื่อกำหนดผลการลงคะแนนล่วงหน้า
DSI จึงรับเรื่องไว้ตรวจสอบ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกับ กกต. ทั้งข้อมูลการติดต่อสื่อสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการเดินทาง พยานบุคคล และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ข้อกล่าวหาสำคัญคือ มีการรวบรวมผู้สมัครเป็นเครือข่ายตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด จนถึงระดับประเทศ มีการจัดทำ “โพย” กำหนดว่าใครต้องลงคะแนนให้ใคร และประสานการลงคะแนนข้ามกลุ่มอาชีพ เพื่อให้ผู้สมัครในเครือข่ายผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย หากข้อกล่าวหานี้พิสูจน์ได้ ก็หมายความว่าผลการเลือกไม่ได้เกิดจากการแข่งขันอย่างอิสระ แต่เป็นผลจากการวางแผนไว้ล่วงหน้า
ผลการไต่สวนของ กกต. มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องรวม 229 คน แบ่งเป็น สว. และผู้สมัคร สว. 186 คน และนักการเมืองกับผู้เกี่ยวข้องอีก 43 คน สื่อหลายสำนักรายงานว่า ในกลุ่มนักการเมืองมีชื่อของอนุทิน ไชยชนก ชิดชอบ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. และนักการเมืองท้องถิ่นหลายคน แม้ว่าทุกคนยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา และยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาถึงที่สุดก็ตาม
ประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุด คือความเห็นที่แตกต่างกันของคณะกรรมการ กกต. สองชุด คณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI เห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ จึงเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน
แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหาคัดค้าน เรื่องถูกส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงเสนอให้ยกคำร้องทั้งหมด
พูดให้เข้าใจง่าย ชุดที่ 26 เห็นว่า “มีมูล ควรดำเนินคดี” ขณะที่ชุดที่ 36 เห็นว่า “ไม่มีมูล ควรยุติเรื่อง” ทั้งที่พิจารณาจากสำนวนเดียวกัน อนุชุดที่ 36 มีที่มาจากการที่กกต.7คนตั้งตัวแทนไปคนละ 1 คน
อย่างไรก็ตาม ความเห็นของทั้งสองชุดยังไม่ใช่คำตัดสิน เพราะผู้มีอำนาจชี้ขาดคือ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งวันนี้ มีกกต.ที่คัดเลือกจากกกต.สีน้ำเงิน 4 คนใน7 คน และกกต.ที่รอการหมดวาระแต่พลีกายให้ระบอบสีน้ำเงิน 1 คน เสียงข้างมากจึงน่าจะออกตาม กกต.สีน้ำเงินคือ 5-2 แต่ถ้าทำอย่างนั้นกกต.รู้ว่าจะราดน้ำมันลงกองเพลิงจึงพยายามดึงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด เพราะตอนนี้มีกองน้ำมันที่รออยู่แล้วคือ กรณีป.ป.ช.ยกคำร้องศักดิ์สยามสวนกับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นให้ประธานรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งถึงตอนนี้ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว เพื่อให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบป.ป.ช.กรณียกคำร้อง แต่โสภณซึ่งเป็นคนของระบอบสีน้ำเงินยังดึงเรื่องเอาไว้
น้ำมันอีกกองใหญ่ที่ถูกราดมานานแล้วก็คือกรณีเขากระโดง การต่อสู้คดีกันในศาลระหว่างการรถไฟกับผู้ยึดครองนั้น การีรถไฟฯชนะมาหลายคดีแล้ว มี 2 คดีที่จบแล้วในชั้นฎีกา และมีคำสั่งของศาลปกครอง ตอนนี้คดีที่ตระกูลชิดชอบถือครองกำลังถูกฟ้องอยู่ศาลบุรีรัมย์ ก็รอดูว่าคดีนี้จะพลิกผันไปจากคดีอื่นไหม เพราะต้องยอมรับว่า วันนี้การรถไฟฯอยู่ใต้อำนาจของระบอบสีน้ำเงิน จะนำพยานหลักฐานไปสู้คดีอย่างเต็มที่ไหม เพราะศาลต้องพิจารณาไปตามคดีหลักฐาน หากคดีพลิกผันก็จะเกิดคำถามต่อสังคมตามมา
แม้ว่าดูเหมือนายอนุทินจะยังคงสนุกสนานและใช้ชีวิตแบบชิวๆ แต่มีน้ำมันหลายกองเหลือเกินที่รอเพียงไม้ขีดไฟก้านเดียว ผมเลือกมาเฉพาะประเด็นใหญ่เท่านั้น แล้วใครบ้างที่ที่คิดว่า รัฐบาลที่เชื่อมั่นว่าสามารถยึดครอง 4 เสาหลักไว้ได้จะมีความมั่นคงที่ไม่มีใครสามารถสั่นสะเทือนได้


