ท่ามกลางกลิ่นเขม่าควันจากเหตุการณ์ปูพรมก่อความไม่สงบ 51 จุดทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 สิ่งที่น่าพิศวงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ "สภาวะสองความจริง" ในชุดข้อมูลสถิติไฟใต้ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch : DSW) กัฟบ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่เปิดเผยผ่านสำนักข่าวอิศรา ปรากฏการณ์ตัวเลขที่หายไปกว่า "13,000 เหตุการณ์" กำลังฟ้องถึงความล้มเหลวเชิงระบบของการจัดการงบประมาณแผ่นดินกว่า 5.23 แสนล้านบาท และฉายภาพความไร้สภาพของ “โต๊ะเจรจาสันติภาพ”
เปิดตัวเลขเหตุการณ์ล่องหนเกินครึ่ง (-57.1%):
- DSW บันทึก: 23,876 ครั้ง | ศอ.บต. รับรอง: 10,222 ครั้ง
- ความจริงที่หายไป: 13,654 เหตุการณ์ ถูก "ตะแกรงร่อน 3 ฝ่าย" (ทหาร ตำรวจ ปกครอง) ปัดตกเป็นเรื่องส่วนตัวหรืออาชญากรรมทั่วไป เพื่อแสดงสถิติความรุนแรงของรัฐให้ดูต่ำลง
ผู้คนเจ็บ-ล้มตายที่ขาดหายในบัญชีรัฐ:
- ผู้เสียชีวิต: DSW พบ 7,837 ราย แต่ ศอ.บต. บันทึกไว้เพียง 6,028 ราย (หายไป 1,809 ชีวิต)
- ผู้บาดเจ็บ: DSW พบ 14,929 ราย แต่ ศอ.บต. บันทึกไว้เพียง 13,737 ราย (หายไป 1,192 ราย)
- ผลกระทบ: คนบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตนับพันชีวิตถูกตัดออกจากระบบเยียวยา กลายเป็น "เหยื่อที่ไร้ตัวตน" ในทางกฎหมาย
ประชาชนคือ "โล่มนุษย์" สังเวยความล้มเหลว:
- ศอ.บต. ยืนยัน: ผู้เสียชีวิต 60.8% เป็นประชาชนบริสุทธิ์ (3,666 ราย) ขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 39.2% (2,362 ราย)
- DSW ตอกย้ำ: ผู้สูญเสียกระจายทั้ง พุทธ (50.71%) และ มุสลิม (46.29%)
- ตัวเลขนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ทหารนำการเมืองว่า งบประมาณหมื่นล้านใช้ปกป้องค่ายและกำลังพลของรัฐเอง แต่ปล่อยให้ชาวบ้านตกเป็นเป้าหมาย
ตะแกรงร่อน 3 ฝ่าย ปรับตัวเลขผู้สูญเสีย
ช่องว่างมหาศาลกว่า 1.3 หมื่นเหตุการณ์ที่หายไปจากระบบของ ศอ.บต. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจาก "กลไกรับรอง 3 ฝ่าย" (ทหาร ตำรวจ ปกครอง) ที่ทำหน้าที่สกรีนและตีความเหตุการณ์ หากเคสใดถูกผลักให้เป็น "เรื่องส่วนตัว อาชญากรรมทั่วไป หรือขัดแย้งส่วนบุคคล" เหตุการณ์นั้นจะถูกลบออกจากสถิติมั่นคงของรัฐ การลดจำนวนตัวเลขเชิงปริมาณซึ่งทำให้เห็นว่า "สถานการณ์ดีขึ้น" เพื่อรักษาเก้าอี้ผู้บังคับบัญชา ทั้งยังเป็นการตัดสิทธิเงินเยียวยา ปล่อยให้เหยื่อความรุนแรงกลายเป็นผู้สูญเสียไร้ตัวตนในสายตารัฐ
ประชาชนคือ "โล่มนุษย์"
แม้ตัวเลขเหตุการณ์จะถูกตัดทอน แต่ทั้งสองชุดข้อมูลกลับยืนยันความจริงตรงกัน รายงานของ ศอ.บต. ระบุว่า ผู้เสียชีวิตถึง 3,666 ราย (60.8%) เป็น "ประชาชนบริสุทธิ์" ขณะที่ DSW ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตกระจายตัวทั้งพุทธและมุสลิม สถิตินี้ย้อนแย้งกับฝ่ายความมั่นคงอย่างแรงว่า เงินงบประมาณกว่า 5.23 แสนล้านบาท ที่ทุ่มลงไป ถูกนำไปใช้ตั้งด่าน สร้างค่าย และซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อ "ปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐ" เป็นด้านหลัก ขณะที่ประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจฐานรากกลายเป็นเป้าซ้อมยิง ของกลุ่มขบวนการ
งบเยียวยาพันล้านVS งบกลาโหมแสนล้าน
รายงานการจ่ายเงินเยียวยาของ ศอ.บต. ที่ยอดสะสมพุ่งแตะ 4,775 ล้านบาท (เยียวยาร่างกาย 3.46 พันล้าน / ทรัพย์สิน 1.30 พันล้าน) คิดเป็นสัดส่วน ไม่ถึง 1% ของงบประมาณดับไฟใต้รวมทั้งหมด เม็ดเงินอีกกว่า 99% หรือเกือบ 5.2 แสนล้านบาท จ่ายไปกับค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง เบี้ยเสี่ยงภัย และโครงการอบรมที่ละลายแม่น้ำของฝ่ายความมั่นคง สะท้อนโครงสร้างงบประมาณที่เน้น "สร้างงานให้กองกำลัง" มากกว่าการคืนความยุติธรรมและสร้างสันติภาพที่แท้จริง
โต๊ะเจรจาสันติภาพไร้สภาพบังคับ
ความล้มเหลวของการเบิกจ่ายงบประมาณและการตีกรอบสถิติ ลามไปถึงสภาพบังคับของ "โต๊ะพูดคุยสันติสุข" ที่พัฒนามากว่าทศวรรษ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นปี 2556 สู่การขับเคลื่อนกรอบ แผนปฏิบัติการร่วมสร้างสันติสุขแบบองค์รวม (JCPP) ในปัจจุบัน ปฏิบัติการปูพรม 51 จุดครั้งล่าสุดถือเป็นการ "ฉีกหน้าโต๊ะเจรจาอย่างจัง" เพราะสถิติตลอด 20 ปีฟ้องชัดว่า ทุกครั้งที่มีการขยับขับเคลื่อนวาระสันติสุขบนดิน ฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่กลับยิ่งเร่งก่อเหตุเพื่อชิงอำนาจต่อรอง
เหตุการณ์นี้ย้ำเตือนว่า ตัวแทนบนโต๊ะเจรจาอาจไร้อำนาจสั่งการเด็ดขาดเหนือ "ผู้ก่อเหตุรุ่นใหม่" ในพื้นที่ หรืออาจเป็นการสมรู้ร่วมคิดเล่นเกมสองหน้า ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงไทยก็ฉวยโอกาสจากความรุนแรงนี้เป็นเหตุผลในการ "ตรึง" อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และงบประมาณหมื่นล้านต่อไป ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงหรือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า และดึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้ถอยหลังลงคลอง
วิกฤตปูพรม 51 จุด สะท้อนชัดเจนว่า การบริหารความขัดแย้งด้วยการ "หมกเม็ดสถิติ", "เลี้ยงไข้ด้วยงบประมาณ" และ "ฟอกขาวด้วยโต๊ะเจรจาที่ไร้สภาพบังคับ" ได้เดินทางมาถึงทางตัน ตราบใดที่รัฐบาลยังใช้ตรรกะเดิมในการจัดสรรงบประมาณ การดับไฟใต้ก็จะเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าในการเบิกจ่ายงบแผ่นดิน ขณะที่ประชาชนชายแดนใต้ยังคงต้องสังเวยชีวิตให้กับโครงสร้างอำนาจที่ไร้ประสิทธิภาพต่อไป.


