วันพุธที่ 2 กันยายน 2569

ทุนใหญ่ ‘ดาต้า เซ็นเตอร์’ มีหนาว! รัฐตื่นปูพรมตรวจเข้ม หลังปล่อยเกียร์ว่าง (มานาน)

ผลพวงจากการเปิดแผลกลุ่มทุนดิจิทัลที่ลงทุนโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ ซุกถังน้ำมันดีเซลมหาศาลกลางชุมชนรามคำแหง 28 กรุงเทพฯ กำลังส่งผลสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรม

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมตั้งทีมเฉพาะกิจปูพรมตรวจสอบอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ หลังพบกรณีอาคารในซอยรามคำแหง 28 กักตุนน้ำมันดีเซลใต้ดินสูงถึง 429,000 ลิตร เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา ชุมชน และที่พักอาศัย

นายสราวุธ ยังระบุว่า ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายแห่งที่สำรองน้ำมันในลักษณะเดียวกัน โดยอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินแนวทางกำกับดูแล

ทั้งนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ชี้แจงข้อกฎหมายว่า การเก็บน้ำมันดีเซลเกิน 400,000 ลิตร แต่ไม่ถึง 500,000 ลิตร แม้ตามกฎหมายยังไม่เข้าข่าย "คลังน้ำมัน" แต่จัดเป็น "สถานที่เก็บ" ซึ่งยังต้องขออนุญาตและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเข้มงวด ยิ่งตั้งอยู่ใกล้ชุมชน หน่วยงานรัฐยิ่งต้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยอมรับว่า ได้รับรายงานเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ถูกตั้งในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต และกระจัดกระจายหลายแห่งทั่ว กทม. มาสักระยะแล้ว ซึ่งกำลังเร่งประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบเชิงลึก ทั้งเรื่องการตั้งโดยไร้ใบอนุญาต การกักตุนน้ำมัน และข้อสงสัยว่าเป็นกลุ่มทุนต่างชาติหรือไม่

ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ด BOI เตรียมหารือกับ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ (สศช.) หลังประชุม ครม. เพื่อเร่งจัดระเบียบหลังพบว่าโครงการดาต้า เซ็นเตอร์ บางส่วนขาดเอกสารรับรองที่ถูกต้อง

คำรับสารภาพ "มีอีกหลายแห่ง" คือความเพิกเฉย

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ระหว่างปี 2567-2569 ประเทศไทยมีโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้ว 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมีกำลังประมวลผล หรือ IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ ซึ่งหลายคนอาจมองว่า ดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

ทว่า การที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ออกมายอมรับด้วยตนเองว่า "มีดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายแห่งใน กทม. ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต" ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะนำมาเคลมเป็นผลงานการตรวจสอบ แต่เป็นการ "จำนนต่อหลักฐาน" ที่ประจานการละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรงของภาครัฐ

ที่สำคัญคือ การปล่อยให้เม็ดเงินแสนล้านเข้ามาปักหมุดกลางเมืองหลวง สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงโครงสร้างที่ทำให้ชีวิตคนกรุงไว้บนความเสี่ยง และตอกย้ำอีกครั้งว่าคือ กลเม็ดการเลี่ยงกฎหมาย อาศัยช่องว่างช่องโหว่

     สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการขออนุญาตตั้ง Data Center ในกรุงเทพมหานครและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สามารถทำได้ง่ายเนื่อง เป็นเพราะปัจจัยดังนี้

          1.ช่องโหว่ทางด้านกฎหมายและผัง เมือง เนื่องจากไม่มีกฎหมายที่ระบุคำนิยามหรือสเปกควบคุมData Center โดยตรง ผู้พัฒนาจึงมักเลี่ยงบาลีไปใช้สิทธิ์ในการก่อสร้างแบบ"คลังสินค้า (Warehouse)" หรืออาคารสำนักงาน ซึ่งกฎหมายผังเมืองรวมไม่ได้ห้ามประ กอบกิจการประเภทนี้

          2.ไม่ต้องทำEIA ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่บังคับให้โครงการประเภท Data Center ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)และรับฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งต่างจากโรง งานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้ลดขั้นตอนและเวลาในการอนุมัติไปได้มาก

3.ได้สิทธิประโยชน์และการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งพื้นที่ในกทม.และEEC มีการสนับสนุนให้มีการสร้างโครงการประ เภทนี้อยู่แล้วประกอบกับการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI และมีระบบโครงข่ายไฟฟ้า-น้ำประปา รวมถึงสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) ที่หนาแน่นและพร้อมรองรับมากกว่าโซนอื่น

          สนธิให้ข้อมูลด้วยว่า เนื่องจากใช้การเทียบเคียงเป็นอาคารประเภทอื่นทำให้ Data Centerสามารถแทรกซึมไปสร้างได้ในพื้นที่เกือบทุกสีของผังเมือง ตัวอย่างที่เด่นชัดในกทม. ได้แก่:

·        -พื้นที่สีน้ำตาล (ย.9 - ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) เช่น โครงการแถวพระราม 9 หรือรามคำแหง ซึ่งผังเมืองอนุญาตให้สร้างได้ ถ้าเป็นไปตามข้อกำหนดความสูงและความหนาแน่นของอาคาร (FAR/OSR)

·        -พื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) ตั้งได้เนื่อง จากถูกมองว่าเป็นอาคารสำนักงานหรือศูนย์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์

·        -พื้นที่สีม่วง/สีเม็ดมะปราง (พื้นที่อุตสาหกรรมและคลังสินค้า)มักจะเป็นจุดตั้ง Data Centerขนาดใหญ่ (Hyper-scale) โดยเฉพาะในแถบชานเมืองกทม. และในนิคมอุตสาหกรรมในเขตEEC เนื่อง จากตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยและการใช้ไฟฟ้าแรงสูง

          “ประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 42 แห่ง และหากนับรวมโครงการทั้งหมด (ทั้งที่เปิดแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง หรืออยู่ระหว่างวางแผนใน Pipeline) ประเทศ ไทยจะมี Data Center รวมทั้งหมดประ มาณ 60 แห่ง ซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคอาเซียน”สนธิให้ข้อมูล

และแน่นอนว่า คำถามที่สังคมต้องการคำตอบจากรัฐบาลในวันนี้คือ "ต้องรอให้เกิดเหตุระเบิดวินาศภัยกลางกรุงเทพฯ ก่อนหรือไม่ รัฐบาลและ กทม. จึงจะตื่นจากภวังค์?" การลอยตัวเหนือปัญหา แล้วอ้างว่ากำลังรวบรวมข้อมูล ทั้งที่การปล่อยให้เอกชนเปิดเครื่องปั่นไฟซุกน้ำมันอยู่ข้างบ้านประชาชน คือการเอาชีวิตของคนกรุงเทพฯ ไปเป็นเดิมพันแลกกับตัวเลขการลงทุนของทุนใหญ่ต่างชาติ เป็นเรื่องที่ไม่น่าให้อภัยอย่างยิ่ง.