กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจไม่น้อย เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการผลักดัน “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” วงเงินงบประมาณสูงถึง 15,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครองภัย 3 ประเภท คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยวาดวิมานในอากาศว่านี่คือการพลิกโฉมการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกที่ “จ่ายเร็ว จ่ายจริง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
แต่ฉากหน้าของการแจกสวัสดิการฟรี กลับถูกกระชากหน้ากากอย่างดุเดือดโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่เปิดตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยชำแหละความไม่สมเหตุสมผลของนโยบายนี้อย่างแหลมคม พร้อมตั้งคำถามถึงตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลนำมากล่าวอ้าง รวมถึงข้อกังขาการเอื้อประโยชน์ให้ภาคทุนประกันภัยเอกชนอย่างมีเงื่อนงำ
ไขปริศนาตัวเลข 4 หมื่นล้าน vs ปภ. รับจ่ายแค่ 3-4 พันล้าน!
ชนวนสำคัญที่กลายเป็นแผลใหญ่ของรัฐบาล คือการที่ฝ่ายบริหารอ้างว่า ที่ผ่านมาประเทศต้องเสียค่าใช้จ่ายและงบประมาณในการเยียวยาภัยพิบัติสูงถึงปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท การยอมจ่ายเบี้ยประกันปีละ 15,500 ล้านบาทจึงคุ้มค่า
แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับขัดแย้งกับข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์อย่างสิ้นเชิง! เมื่อกางตัวเลขผลการศึกษาของ ครม. ย้อนหลังตั้งแต่มติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ซึ่งเคยศึกษาสถิติค่าใช้จ่ายภัยพิบัติย้อนหลัง 23 ปี (ปี 2546–2569) พบว่า ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยจริงอยู่ที่เพียง 5,300 กว่าล้านบาทต่อปี เท่านั้น นพ.วรงค์ จึงตั้งคำถามกระแทกกลางสภาฯ ว่า "รัฐบาลเอาตัวเลข 40,000 ล้านบาทมาจากไหน?"
ยิ่งไปกว่านั้น คำแถลงของ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ยังตอกย้ำความย้อนแย้งนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อออกมาระบุเองว่า ที่ผ่านมารัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท เฉลี่ยจริงเพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท เท่านั้น
คำถามที่สังคมต้องการความจริงจากรัฐบาลก็คือ ในเมื่อสถิติการจ่ายเงินเยียวยาจริงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตกอยู่เพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงต้อง "ควักเงินสดจากกระเป๋าภาษีประชาชน" สูงถึงปีละ 15,500 ล้านบาท
หากคำนวณบนฐานความเสียหายจริงเฉลี่ยอยู่ที่ 5,300 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐยอมจ่ายเบี้ยประกันให้เอกชนปีละ 15,500 ล้านบาท นั่นเท่ากับว่าบริษัทประกันภัยเอกชนจะกำไรเนื้อๆ ไปทันทีปีละ 10,000 ล้านบาท! นำมาสู่ข้อสงสัยอันแหลมคมว่า มีปมเรื่อง "ส่วนต่าง" หรือ "ค่าคอมมิชชั่น" เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการผันงบแผ่นดินปีละ 1.5 หมื่นล้านบาทไปให้ทุนเอกชนหรือไม่ อย่างไร?
รัฐบาลอ้างโยกงบซื้อประกันสู้ภัยโลกเปลี่ยน
เพื่อความเป็นธรรมและมองนโยบายนี้อย่างครอบคลุมทุกมิติ เมื่อเจาะลึกไปยังคำชี้แจงของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นคีย์แมนสำคัญในการผลักดันโครงการประกันภัยพิบัตินี้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และสำนักงาน คปภ. ฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในเชิงบริหารจัดการไว้ 4 ประเด็นหลัก:
- การรับมือภัยพิบัติยุคสภาพอากาศผันผวนรุนแรง: นายปกรณ์ ระบุว่า สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ทำให้ภัยธรรมชาติทวีความถี่และรุนแรงขึ้น การบริหารความเสี่ยงแบบเดิมที่ตั้งรับรอเกิดเหตุแล้วค่อยตั้งงบเยียวยา ไม่เพียงพอและสร้างภาระความผันผวนต่อการจัดทำงบประมาณแผ่นดินอีกต่อไป
- ปัญหาความล่าช้าและวงเงินเยียวยาที่ไม่เพียงพอ: ในระบบเดิม เวลาเบิกจ่ายงบประมาณราชการต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบทางกฎหมายที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินชดเชยล่าช้า อีกทั้งวงเงินช่วยเหลือของรัฐ เช่น 5,000–9,000 บาท ก็น้อยเกินกว่าจะนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่พังเสียหายจริงได้
- การถอดบทเรียน "โมเดลญี่ปุ่น" : รัฐบาลนำแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นที่ใช้ระบบประกันภัยมาบริหารความเสี่ยงภัยธรรมชาติเข้ามาปรับใช้ โดยให้บริษัทประกันภัยเข้ามาจ่ายค่าสินไหมเบื้องต้น 5,000–10,000 บาท ภายใน 15 วัน และจ่ายเพิ่มเติมตามความเสียหายจริงสูงสุดถึง 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน ซึ่งเอกชนมีความคล่องตัว สามารถอนุมัติเงินสู้มือประชาชนได้เร็วกว่าระบบราชการ
- การจำกัดเพดานงบประมาณ และสร้างวงเงินคุ้มครองมหาศาล: นายปกรณ์ อธิบายว่า ในปีที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรง รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูสูงถึง 40,000–50,000 ล้านบาทหรือมากกว่านั้น การจ่ายเบี้ยประกันเฉลี่ยปีละ 15,500 ล้านบาท จึงเป็นการ "จำกัดความเสี่ยงทางการคลังให้อยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้" แต่สามารถสร้างวงเงินความคุ้มครองรวมให้แก่ประชาชนทั้งประเทศได้สูงถึง 70,000–75,000 ล้านบาทต่อปี
ตรรกะกึ่งสุกกึ่งดิบ หมกเม็ดไร้ตัวชี้วัด?
แม้คำอธิบายของนายปกรณ์ จะฟังดูมีหลักการในมิติการกระจายความเสี่ยงทางการเงิน แต่เมื่อนำมา "ผ่าพิสูจน์" กับความเป็นจริง กลับพบช่องโหว่ที่ชวนกังขาที่ต้องรอคำอธิบายจากรัฐบาล นั่นคือ
ประการแรก "โมเดลญี่ปุ่น": ประเทศญี่ปุ่นใช้ระบบรัฐร่วมมือเอกชนโดย "ประชาชนต้องร่วมจ่ายเบี้ยประกันเอง" เพื่อป้องกันปัญหาความประมาทเลินเล่อ แต่รัฐบาลไทยกลับนำงบประมาณแผ่นดินมา "ซื้อแจกฟรี 100%" ให้ 30 ล้านครัวเรือน ซึ่งกลายสภาพเป็นนโยบายประชานิยมแจกเงินรูปแบบใหม่โดยทันที
ประการที่สอง ภาวะสูญญากาศแห่งตัวชี้วัด และข้อมูลเชิงประจักษ์: ในฐานะที่นายปกรณ์เป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบและเนี้ยบบริบูรณ์ในข้อระเบียบกฎหมาย แต่นโยบายหมื่นล้านฉบับนี้กลับผ่าน ครม. มาได้โดย "ไม่มีรายงานประเมินความคุ้มค่าทางการเงิน (Financial Feasibility Study)" ต่อสาธารณชน ไม่มีสถิติตกผลึกเรื่องความคุ้มค่าของการจ่ายเบี้ย 1.5 หมื่นล้าน เทียบกับสถิติตัวเลขจ่ายจริงของ ปภ. ที่อยู่เพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท
รัฐบาลไม่เคยตอบ และไม่อาจตอบได้เลยว่า:
• การจ่ายเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทให้เอกชน จะช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเชิงกายภาพลงได้กี่เปอร์เซ็นต์?
• มีหลักประกันอะไรว่าประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจะได้รับเงินเยียวยาตรงเวลา โดยไม่ถูกบริษัทประกันบ่ายเบี่ยงด้วยข้อสัญญาหรือหมกเม็ดในรายละเอียดกรมธรรม์?
• และหากปีใดไม่มีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้น เงิน 1.5 หมื่นล้านบาทที่หายวับไปในกระเป๋าเอกชน จะถือว่าเป็นการใช้างบประมาณที่ "สัมฤทธิผล" ในมิติใด
ความมืดดำและไร้คำอธิบายเหล่านี้ กลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้มติ ครม. ถูกตั้งข้อกังขาว่าเป็นเพียง “นโยบายประชานิยมหมกเม็ด” ที่นำงบประมาณแผ่นดินมาซื้อเค้กแจกจ่าย โดยสร้างภาพใหญ่ว่ารัฐบาลใจดี “แจกประกันฟรีให้ 30 ล้านครัวเรือน” แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการโยนความเสี่ยงและยกเค้กผลประโยชน์ก้อนโตไปให้กลุ่มทุนเอกชน โดยขาดระบบตรวจสอบและตัวชี้วัดความคุ้มค่าโดยสิ้นเชิง หรือไม่ อย่างไร
ความไร้คำอธิบายและความไม่พร้อมของข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ จึงตอกย้ำให้เห็นว่า นโยบายประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1.5 หมื่นล้านบาท ถูกขับเคลื่อนด้วยวาระซ่อนเร้นทางการเมืองเพื่อการหาเสียง มากกว่าการใช้สติปัญญาทางเศรษฐศาสตร์และการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติอย่างแท้จริง!
(ติดตามเจาะลึกต่อใน EP. 2 (จบ) ผ่าประชานิยมลวงตา งบกลางยังแบกหนัก ตั้งกองทุนรัฐคือทางออก


