อดีตกกต. อ้างเอกสารอนุฯ ชุด 36 ชี้กรรมการแทบไม่ซักถาม ตั้งข้อกังขาตีกรอบคดีฮั้ว สว. อาจทำฝ่ายการเมืองหลุดความเกี่ยวข้อง ลั่น หากยื่นศาลขอดูความเห็นส่วนบุคคลแล้วพบใช้ตรรกะจากกรอบกฎหมายที่บิดเบี้ยว อาจนำไปสู่การเอาผิดอนุกรรมการได้
วันนี้ (6ก.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมา เนื่องจากเห็นว่าอนุกรรมการ 35 ชุดเดิมอาจมีภาระงานมากหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ แต่กลับพบว่ามีหลายคนในชุดที่ 36 เป็นกรรมการอยู่ใน 35 ชุดแรกด้วย และเมื่อเข้ามาทำงานกลับไม่ค่อยซักถาม ฉะนั้น ความชอบธรรมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 จึงไม่ค่อยมี
นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับเอกสารของอนุกรรมการชุดที่ 36 และขอรอดูการวินิจฉัยของ กกต. วันที่ 14 กันยายน ว่าจะชอบธรรมและตรงไปตรงมาหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น เอกสารคงไม่ถูกนำมาเปิดเผยอีก แต่หากวินิจฉัยไม่ตรงไปตรงมา เอกสารที่มีซึ่งระบุถึงผู้ที่อาจกระทำผิดและความเชื่อมโยงไปยังฝ่ายการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค ตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะยาว
นายสมชัย กล่าวอีกว่า จากรายงานการประชุมพบว่า อนุกรรมการชุดที่ 36 ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้งคือวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 13.30-16.00 น. โดยทีมเลขานุการ กกต. จะมาสรุปสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนส่วนกลางชุดที่ 26 ทั้งข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวร้องและความเห็นของคณะกรรมการชุดดังกล่าวมาเสนอที่ประชุม ซึ่งการประชุมในช่วงแรกๆ อาจจะมีการซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาจะเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด เช่น ในการประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายอ่าน 38 หน้าครึ่ง ขณะที่กรรมการแทบไม่มีการซักถามหรือข้อสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ อนุกรรมการชุดที่ 36 มี 7 คน และทีมเลขานุการ 9 คน และจากรายงานไม่พบว่ามีการเรียกคณะกรรมการชุดที่ 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา โดยเป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนและเอกสารของชุดที่ 26 อย่างไรก็ตาม จากรายงานพบว่านายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นประธานอนุกรรมการชุดที่ 36 แต่กลับพบว่านายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการมีบทบาทในการนำประชุมทั้งการตั้งประเด็นและกำหนดกรอบการพิจารณา โดยในการประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรคที่อยู่ในพื้นที่บุรีรัมย์ ก่อนจะมีอนุกรรมการรายหนึ่งทักท้วงว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอลของเขาเขานุ่งกางเกงขาสั้นของเขาอยู่ดีๆ ทำไมจะต้องไปยุ่งอะไรกับเขาด้วย ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า แม้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค หรือไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค หากเป็นผู้กระทำความผิดก็สามารถนำมาอยู่ในสำนวนได้
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า การที่นายอนุชาพยายามตีกรอบและในช่วงแรกนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งการตีกรอบดังกล่าวเป็นการตีกรอบกฎหมาย ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ อาจจะเป็นการตีกรอบที่ดีทำให้เกิดการวินิจฉัยที่ชัดเจนขึ้น ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นก็ได้ หรืออาจจะเป็นการตีกรอบแล้วทำให้ใครต่อใครที่ผิดหลุดไปเลย ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่าเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองนั้น จะมีการสาวไปถึงนักการเมืองว่าร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ การตีกรอบที่อยู่ในการประชุมครั้งที่ 3 นั้น ตนอ่านแล้วเห็นว่าแปลกคือนักการเมืองไม่สามารถมาช่วย มายุ่ง มาแทรกแซง มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วสว.ได้ ขณะที่ฝั่งของผู้สมัครก็ไม่สามารถที่จะไปรับความช่วยเหลือได้
นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตนคิดว่าการตีกรอบดังกล่าวเป็นการตีกรอบที่ไม่ถูกต้อง หาก กกต.บอกว่าถูกต้องก็ขอให้ชี้แจงด้วยว่าถูกต้องตรงไหน หากตีกรอบเช่นนี้ก็แปลว่าไม่มีผู้สมัครคนไหนที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองไม่ว่าคนนั้นจะได้เป็น สว. หรือไม่เป็นสว.ก็ตาม เมื่อไม่มีผู้สมัครคนไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองก็แปลว่าฝ่ายการเมืองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้น ย้ำว่า กกต. ต้องชี้แจง
นายสมชัย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องให้ขออำนาจศาลดูรายงานการประชุมของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าอนุกรรมการแต่ละคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนบุคคลอย่างไรที่จะโหวต 5 คนที่บอกว่าไม่ผิดยกหมดกับอีก 2 คนที่บอกว่าไม่ยกหมด แต่ละคนมีเหตุผลอย่างไร ไปดูว่าคำที่เขียนดังกล่าวมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวในตอนแรกหรือไม่ หากมาจากกรอบที่บิดเบี้ยวในตอนแรกแล้วใช้ตรรกะนี้ในการวินิจฉัย ก็สามารถที่จะเอาผิดคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติยกคำร้องโดยตีความกฎหมายที่บิดเบี้ยวในตอนต้น


