วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569

“พ่อไอเดียร์” ถูกขุดอีกคน หลังออกมาป้อง ลูกสาว-ลูกเขย

ช่วงนี้ “ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย กำลังเป็นคนดังในหน้าสื่อ

เมื่อถูกขุดประวัติ ก็เลยทำให้ “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์”พ่อของ สส.ไอเดียร์ ต้องพลอยเกาะกระแสความดังไปด้วย

หลายคนอาจรู้จัก “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” มาบ้าง ในฐานะส.ส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย แต่ถ้าดูเส้นทางการเมืองกันจริงๆ ต้องบอกว่า เขาไม่ใช่นักการเมืองหน้าใหม่ เพราะเป็นส.ส.มาแล้วถึง 3 สมัย และปัจจุบันยังนั่งเป็น ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา ของสภาผู้แทนราษฎร

ที่ผ่านมาเขายังเคยได้รับฉายาว่า “มิสเตอร์เกษตร”

เพราะบทบาททางการเมืองของเขา ผูกพันกับเรื่องเกษตรกร ราคาพืชผล ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ

แต่วันนี้ชื่อของ “สัมฤทธิ์” ที่กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะเรื่องราคาพืชผล แต่เพราะเรื่องกรรมาธิการ กับ ลูกสาวของเขา

“สส.ไอเดียร์” ซึ่งกำลังถูกคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่มี “รังสิมันต์ โรม” เป็นประธาน เชิญไปชี้แจง พร้อมสามี คือ “ไทหยาง จาง” ในวันที่ 7 ตุลาคม นี้

ประเด็นที่กรรมาธิการกำลังตรวจสอบมีหลายเรื่อง ทั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางเงิน ธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัล ประเด็นอาชญากรรมข้ามชาติ และเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน

เมื่อลูกสาวกับลูกเขย ถูกคณะกรรมาธิการเชิญไปชี้แจง “สัมฤทธิ์” ได้ออกมาตั้งคำถามว่า กรรมาธิการมีอำนาจเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลได้หรือ?

มาดูข้อกฎหมายกันให้ชัดๆ...รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 เขียนเป็นหลักไว้ ว่า คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียก บุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็น ในกิจการหรือเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ และอำนาจของกรรมาธิการ
คำสำคัญก็คือ “บุคคลใด” ไม่ได้เขียนว่า “เฉพาะสส.”

ดังนั้น ในทางหลักการ การที่คนคนหนึ่งไม่ได้เป็นสส. ก็ไม่ได้หมายความว่า กมธ.จะเชิญมาให้ข้อมูลไม่ได้

ที่ผ่านมา เราก็เห็นกรรมาธิการเชิญ ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลังสอบหาข้อเท็จจริง มาให้ข้อมูลอยู่เป็นเรื่องปกติ

แล้วทำไม “สัมฤทธิ์” จึงตั้งข้อสงสัยเรื่องอำนาจในการเชิญบุคคลภายนอก ทั้งๆที่ตนเองก็เป็นสส.มาแล้วถึง 3 สมัย แถมปัจจุบันยังเป็นถึง ประธานกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งของสภา

ทีนี้ เราลองพักเรื่องลูกสาวไว้ก่อน แล้วกลับมาดูว่า “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” เป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร รวยกว่าลูกสาวหรือไม่?
“สัมฤทธิ์” วางรากฐานของตระกูลด้วยการเป็นพ่อค้ารับซื้อมันสำปะหลัง และผู้ประกอบการพืชไร่


เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มจากการเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ในพื้นที่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เป็นนายกเทศมนตรี ตำบลเทพสถิต เป็นนายกอบต.ห้วยยายจิ๋ว ก่อนขยับขึ้นมาเล่นการเมืองระดับชาติ

ปี 2562 เขาได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.ชัยภูมิ ในนามพรรคพลังประชารัฐ และในช่วงนั้นชื่อของเขา ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่ม “สามมิตร” ที่มี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” เป็นแกนหลัก

ต่อมาเมื่อการเมืองในพรรคพลังประชารัฐเปลี่ยนขั้ว เขาก็ออกจากพรรคในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 โดยย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย และสามารถรักษาเก้าอี้ ส.ส.ชัยภูมิ เอาไว้ได้จากนั้น การเลือกตั้งปี 2569 ก็ได้รับเลือกกลับมาอีกครั้ง กลายเป็นส.ส.3 สมัย และยังพาลูกสาวเข้ามาเป็นสส.ได้อีกหนึ่งคน

คราวนี้ มาดูเรื่องทรัพย์สิน ของ“สัมฤทธิ์” กันบ้าง โดยยึดถือจากจากบัญชีทรัพย์สินที่มีการเปิดเผยล่าสุด กรณีพ้นจากตำแหน่งส.ส.เมื่อปี2568

ทรัพย์สินของ “สัมฤทธิ์ รวมกับคู่สมรสและบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” อยู่ที่ประมาณ 159 ล้านบาท หนี้สินมีประมาณห้าแสนกว่าบาท

ถ้าเฉพาะตัว “สัมฤทธิ์”เอง มีทรัพย์สิน 76.8 ล้านบาท


และเมื่อดูในรายละเอียดแล้ว ที่สะดุดตามากสุดคือที่ดิน 152 แปลง...ย้ำว่า 152 แปลงนะ ไม่ใช่ 152 ไร่ นอกจากนั้นยังมีโรงเรือน และสิ่งปลูกสร้างอีกจำนวนมาก มีภรรยา 2 คน

“สัมฤทธิ์” จึงเป็นนักการเมืองที่มีทั้งฐานทางการเมือง และฐานทรัพย์สินอยู่ในระดับ “บ้านใหญ่” ของเมืองชัยภูมิ

แน่นอนว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมาย ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนทำผิด คนทุจริต

แต่ประชาชน ก็มีสิทธิ์ถามว่า ทรัพย์สินเหล่านี้มาจากไหน ได้มาเมื่อไหร่ ได้มาอย่างไร และได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ถูกต้องครบถ้วน หรือไม่

เพราะเจตนารมณ์ของการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ก็เพื่อมีไว้ให้สังคมได้ตรวจสอบ

ทีนี้กลับมาเรื่องปัจจุบันที่ “สัมฤทธิ์” ออกมาตั้งคำถาม ถึงอำนาจของกรรมาธิการ ในการเรียกบุคคลภายนอก ซึ่งก็คือ ลูกเขยของเขามาให้ข้อมูล ว่าทำได้หรือไม่

ประชาชน ก็ย่อมมีสิทธิ์ย้อนถามกลับไปได้เหมือนกันว่า ถ้ารัฐธรรมนูญ มาตรา129 ให้อำนาจกรรมาธิการ เรียก “บุคคลใด”มาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นได้ แล้วเหตุผลที่แท้จริงของการคัดค้าน หรือการตั้งข้อสงสัยครั้งนี้ คืออะไรกันแน่ ?

เพราะถ้า “สุชาดาและสามี” มีข้อมูลที่ชี้แจงได้ เส้นทางเงินมีที่มาที่ไปอย่างถูกต้อง การแจ้งบัญชีทรัพย์สินถูกต้อง ก็เอาข้อมูลหลักฐานออกมาชี้แจง ไม่เห็นต้องกังวลอะไร

ถ้ากรรมาธิการ ตั้งคำถามเกินขอบเขตอำนาจ ก็สามารถโต้แย้งกันด้วยข้อกฎหมายได้

นี่คือสิ่งที่ประชาชนกำลังรอดูว่า เรื่องของ “สส.ไอเดียร์ กับสามี” จะจบลงที่คำชี้แจงที่เคลียร์ทุกข้อสงสัย หรือจะมีคำถามใหม่เกิดขึ้นตามมาอีก

ส่วนคนเป็นพ่อ อย่าง “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” จากวันนี้เป็นต้นไปก็คงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะ “มิสเตอร์เกษตร” หรือ ส.ส.ชัยภูมิ 3 สมัยเท่านั้น

แต่จะถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะ พ่อของ ส.ส.ที่กำลังถูกตรวจสอบ ซึ่งไม่รู้ว่าถ้าลูกสาว ลูกเขย ไปชี้แจงแล้ว จะมีเรื่องอะไร โยงมาถึงตนเองหรือไม่ !?