วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569

ชี้ชัดฝีมือ “ลูกแม่เสืออภิญญา”ขย้ำ จนท.พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้ง ดับสยอง เชื่อไม่ใช่เสือกินคนแต่เป็นเหตุบังเอิญ

อุทัยธานี – จนท.แกะรอยรู้ตัวชัดแล้ว..ฝีมือลูกเสือเพศผู้ครอบครัว “แม่เสืออภิญญา” ขย้ำ จนท.พิทักษ์ป่าห้วยขาแข้ง ขณะนอนหลับดับสยอง ยืนยันไม่ใช่เสือกินคนหรือล่ามนุษย์เป็นเหยื่อ แต่เป็นเหตุบังเอิญลูกเสือกำลังแยกตัว ย้ำเสือโคร่งครอบครัวนี้หากินในพื้นที่เดิม-ไม่เคยออกนอกเขต พร้อมปิดพื้นที่ศึกษาธรรมชาติชั่วคราว เร่งวางมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ

วันนี้(6 ส.ค.) นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย นายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์สัตว์ป่า นางชยาภร อามระดิษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) และนายเพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ร่วมแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเสือโคร่งทำร้ายเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเสียชีวิต พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบทางวิชาการและมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

จากการตรวจสอบโดยอาศัยฐานข้อมูลการศึกษาวิจัยเสือโคร่งที่ดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 30 ปี ขณะนี้สามารถยืนยันตัวเสือที่ก่อเหตุได้อย่างชัดเจนแล้ว คือ ลูกเสือโคร่งเพศผู้ อายุ 1 ปี 6 เดือน หนึ่งในลูกเสือเพศผู้ 3 ตัว ของครอบครัว “แม่เสืออภิญญา” ซึ่งมีอาณาเขตหากินอยู่ในพื้นที่เดิมประมาณ 40 ตารางกิโลเมตร และยังไม่เคยออกนอกเขตอนุรักษ์

การระบุตัวเสือครั้งนี้ อาศัยข้อมูลจากภาพถ่ายลายเสือที่เก็บสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแต่ละตัวมีลายลักษณะเฉพาะเปรียบเสมือนลายนิ้วมือของมนุษย์ ทำให้สามารถจำแนกตัวเสือได้อย่างแม่นยำ ประกอบกับข้อมูลจากกล้องดักถ่าย การติดตามพฤติกรรม และองค์ความรู้ของนักวิจัยที่ศึกษาประชากรเสือโคร่งในพื้นที่มาอย่างยาวนาน จึงสามารถยืนยันตัวเสือที่ก่อเหตุได้อย่างชัดเจน

จากการวิเคราะห์พฤติกรรม พบว่าเสือตัวดังกล่าวยังอยู่ในวัยกำลังแยกตัวจากแม่ เป็นช่วงวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นและเริ่มเรียนรู้การดำรงชีวิตด้วยตนเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงจัดว่าเป็นเหตุบังเอิญ ไม่ใช่พฤติกรรมของเสือที่เลือกล่ามนุษย์เป็นเหยื่อ โดยขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กำลังนอนหลับ ทำให้ลักษณะร่างกายอยู่ในแนวราบคล้ายสัตว์ป่าที่เป็นเหยื่อตามธรรมชาติ ส่งผลให้เสือเข้าใจผิดและเข้าจู่โจมตามสัญชาตญาณ

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ย้อนกลับไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยอาศัยความรู้ด้านพฤติกรรมสัตว์ป่า ซึ่งพบว่าเมื่อเสือล่าเหยื่อได้แล้ว จะกลับมายังจุดเดิมเพื่อกินเหยื่อจนหมด เจ้าหน้าที่จึงใช้ข้อมูลดังกล่าวร่วมกับการตรวจสอบร่องรอย กลิ่น และภาพจากกล้องดักถ่าย จนสามารถยืนยันได้ว่าเป็นลูกเสือตัวผู้ 1 ใน 3 ตัวของครอบครัว แม่เสืออภิญญา ตรงกับฐานข้อมูลที่จัดเก็บไว้

มาตรการหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการทำงานในพื้นที่เสี่ยง เพื่อไม่เปิดโอกาสให้เสือเกิดการเรียนรู้ว่ามนุษย์เป็นเหยื่อ พร้อมติดตั้งกล้องดักถ่ายและติดตามพฤติกรรมของเสืออย่างใกล้ชิด หากเสือยังคงล่าเหยื่อตามธรรมชาติ ก็ถือว่ายังเป็นสัตว์ป่าที่มีพฤติกรรมปกติ แต่หากพบว่ามีพฤติกรรมโจมตีคนหรือเจ้าหน้าที่ซ้ำ จะเข้าสู่กระบวนการจับตัวเพื่อนำไปปรับพฤติกรรมทันที

นางชยาภร ยังชี้แจงว่า เสือที่ก่อเหตุไม่ใช่เสือตัวเดียวกับที่ออกมาทำร้ายปศุสัตว์ของชาวบ้าน เนื่องจากเสือที่ออกนอกพื้นที่เป็นเสือตัวเมียสูงอายุ อายุประมาณ 12-13 ปี ซึ่งเป็นช่วงปลายอายุขัยตามธรรมชาติ สภาพร่างกายเริ่มเสื่อมถอยและล่าเหยื่อในธรรมชาติได้ยาก จึงหันไปล่าปศุสัตว์ของชาวบ้านแทน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่พบพฤติกรรมทำร้ายมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพื้นที่อนุรักษ์ทุกแห่ง ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ใช้เฉพาะเส้นทางและจุดชมสัตว์ที่กำหนดไว้ ห้ามลักลอบเข้าไปในพื้นที่หวงห้าม เพื่อความปลอดภัยของตนเอง เนื่องจากสัตว์ป่าทุกชนิดยังคงมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติ และอาจเกิดเหตุไม่คาดคิดได้หากเข้าใกล้เกินระยะที่กำหนด

ด้าน นายเพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กล่าวว่า เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ นักวิจัย นักท่องเที่ยว และประชาชน ทางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้มีคำสั่งปิดพื้นที่ศึกษาธรรมชาติและบริเวณจุดเกิดเหตุเป็นการชั่วคราว จนกว่าคณะผู้บริหารและทีมนักวิจัยจะประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่ามีความปลอดภัยเพียงพอ จึงจะพิจารณาเปิดพื้นที่อีกครั้ง

“ช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่หลายพันคนภายในระยะเวลา 9 วัน และบางส่วนได้เข้าไปยังบริเวณที่เกิดเหตุ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำทั้งกับเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยว”

สำหรับการเฝ้าระวังพื้นที่ชายขอบป่าห้วยขาแข้ง ตั้งแต่บริเวณหมู่บ้านเขาเขียวลงมาถึงตำบลระบำ อำเภอลานสัก ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีชาวบ้านแจ้งพบรอยตีนเสือเป็นบางครั้ง เมื่อได้รับแจ้ง เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบและเฝ้าระวังทันที โดยติดตั้งไฟส่องสว่างในจุดเสี่ยง ก่อไฟในพื้นที่จำเป็น จัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง และบูรณาการการทำงานร่วมกับฝ่ายปกครอง ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่

ทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่า ทุกมาตรการที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ นักวิจัย นักท่องเที่ยว และประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์เสือโคร่งตามหลักวิชาการ โดยยืนยันว่าเสือตัวที่ก่อเหตุยังไม่เข้าข่ายเป็น "เสือกินคน" และจะติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดต่อไป หากพบความผิดปกติหรือเกิดเหตุซ้ำ จะดำเนินการจับตัวเพื่อนำไปปรับพฤติกรรมตามมาตรฐานของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชทันที