คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
การ พระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวาย จะเป็นพิธีการสองพิธีติดต่อกันคือ พิธีตรียัมปวาย และพิธีตรีปวาย พิธีตรียัมปวายนั้นเป็นพิธีฝ่ายพระอิศวร ส่วนพิธีตรีปวายจะเป็นพิธีฝ่ายพระนารายณ์ โดยมีพราหมณ์เป็นผู้กระทำพิธีต่อเนื่องกันไป ซึ่งพระราชพิธีจะแบ่งออกได้เป็น ๓ ขั้นตอน
ตอนแรกเป็น พิธีเปิดประตูศิวาลัยไกรลาส เป็นการอัญเชิญองค์เทพเจ้าลงสู่มนุษย์โลก เพื่อให้ทรงประทานพร ต่อจากนั้นจึงเป็นพิธีโล้ชิงช้าของนาลิวัน เพื่อหยั่งความมั่นคงของโลกดูว่าจะมีความแข็งแรงดีหรือไม่ ตอนที่สอง เป็นพิธีกรรมการกล่าวสรรเสริญเทพเจ้า ด้วยการถวายข้าวตอกดอกไม้เครื่องกระยาบวช โภชนาหารแด่องค์เทพเจ้า หลังจากนั้นจึงนำอาหารเหล่านั้นแจกจ่ายให้กับสาวกผู้ที่ศรัทธา เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ผู้ที่ได้บริโภคเรียกว่า “ประสาท” ตอนที่สามนั้นจะเป็นพิธีสรงน้ำเทพเจ้า เมื่อแล้วเสร็จจึงอัญเชิญเทพเจ้าขึ้นสู่หงส์ซึ่งเป็นพาหนะเทพกลับคืนสู่วิมานที่ประทับ ซึ่งในตอนนี้จะเรียกว่า “กล่อมหงส์” หรือ “ช้าหงส์
พิธีตรียัมปวายนี้จะกระทำกันในช่วงต้นปี หรือเป็นพิธีปีใหม่ของพราหมณ์ ซึ่งเป็นพิธีอัญเชิญเสด็จองค์พระอิศวรให้ลงมาสู่โลกเป็นเวลา ๑๐ วัน โดยตลอดช่วงเวลานั้นจะมีการอ่านโศลกสรรเสริญเทพเจ้า มีการถวายข้าวตอกดอกไม้ ผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งการถวายของที่เป็นเครื่องบูชานี้จะสอดรับกับพิธีแรกนาขวัญที่เป็นช่วงฤดูแห่งการหว่านพืชเพาะปลูก แต่ช่วงที่ประกอบพิธีตรียัมปวายจะเป็นฤดูช่วงเก็บเกี่ยว เราจึงถวายข้าวของบูชาเทพเจ้า ก็เพื่อสำนึกในพระคุณของพระผู้เป็นเจ้า ที่ได้ทรงประทานความเมตตาแก่เหล่ามวลมนุษย์เสมอมา
สำหรับการโล้ชิงช้าในพิธีตรียัมปวาย จะเป็นการแสดงถึงตำนานของพระอิศวรภายหลังจากที่พระพรหมได้สร้างโลกแล้ว
และได้ขอให้พระอิศวรไปรักษา แต่องค์มหาเทพอิศวรเจ้ากลับทรงห่วงว่าโลกนั้นจะไม่แ
ข็งแรง
จึงได้เสด็จลงมายังโลกโดยพระบาทข้างเดียวก่อน
การไม่ใช้พระบาทลงพร้อมกันทั้งสองข้างนั้นเพราะเกรงว่าโลกจะแตก จากนั้นจึงให้พญานาคอันทรงฤทธิ์มายื้อยุดระหว่างขุนเขาทั้งสองฝั่งมหาสมุทร
ซึ่งปรากฏว่าโลกยังคงแข็งแรงดี พญานาคทั้งหลายจึงแสดงความโสมนัสยินดี แล้วลงสู่มหาสาครเล่นน้ำเฉลิมฉลองกันเป็นการใหญ่
โดยเสาชิงช้าคู่จะเปรียบดั่งเป็นขุนเขาทั้งสองฝั่งมหาสมุทร ขันสาคร(การโล้ชิงช้าคาดว่าคงจะมีขันสาครใหญ่อยู่กลางเสาชิงช้า) เป็นดั่งมหาสาครอันกว้างใหญ่ที่พญานาคลงเล่นน้ำ ส่วนผู้ที่ขึ้นโล้ชิงช้าจะเรียกว่า “นาลิวัน” ที่หมายถึงพญานาค ผู้แสดงต้องสวมหัวพญานาคด้วย และผู้แสดงไม่ใช่พราหมณ์ พิธีตรียัมปวายในอดีตอาจมีนัยยะถึงว่าเมื่อแผ่นดินได้กระทำพิธีนี้แล้ว ก็คงจะมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีของผู้คนในแผ่นดิน
ส่วนการทำพิธีตรีปวายนั้นเป็นชื่อพิธีที่พราหมณ์กระทำขึ้นเพื่อรับพระนารายณ์ เรียกกันอย่างสามัญว่า “พิธีแห่พระนารายณ์” คำว่า “ตรีปวาย”นี้นัยว่าเป็นคำเลื่อนมาจากภาษาทมิฬว่า “ติรุปปาไว” ซึ่งพิธีการแห่พระนารายณ์นี้ ถือกันว่าพระอิศวรจะเสด็จลงมาเยือนโลกปีละครั้ง และเมื่อพระอิศวรเสด็จกลับแล้ว พระนารายณ์ก็จะเสด็จลงมาในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ และจะเสด็จกลับในวันแรม ๕ ค่ำ ในเดือนเดียวกัน
พระราชพิธีตรีปวายหรือแห่พระนารายณ์นี้ จะกระทำกันอย่างเงียบ ๆ เพราะพระองค์ไม่โปรดในการสมาคมที่เป็นการอึกทึกครึกโครม โดยในช่วงเวลาเช้าตรู่เหล่าพราหมณ์จะประชุมกันที่สถานพระนารายณ์ โดยมีพระมหาราชครูหรือประธานพระครูพราหมณ์อ่านโองการพระเวทเปิดประตู และในเวลาเย็นก็จะมีการประชุมกันอีกครั้งที่สถานพระนารายณ์ เพื่อสวดบูชามหาเทพตามพิธีของพราหมณ์ แล้วจึงมาทำพิธีต่อที่สถานพระพิฆเนศวร
การประกอบพิธีกรรมทั้งสองสถานนี้ต้องรีบประกอบพิธีให้แล้วเสร็จในช่วงเย็น เนื่องจากต้องทำพิธีต่อทั้งรับพระนารายณ์ และส่งเสด็จองค์พระอิศวร ครั้นถึงเวลาค่ำพอเดือนขึ้นแล้วจึงเริ่มเดินกระบวนแห่ ซึ่งเรียกกันว่า “แห่พระนเรศวร์” หรือ “พระนเรศวร์เดือนหงาย” “พระนารายณ์เดือนมืด” การแห่พระนเรศวร์และการแห่พระอิศวรเสด็จกลับสู่เทวะโลก ในช่วงเวลาที่เดือนขึ้นแล้วก็คือช่วงเวลาที่เห็นพระจันทร์แล้วนั่นเอง
ถึงแม้ว่าปัจจุบันพระราชพิธีดังกล่าวจะมิได้มีการประกอบพิธีกันแล้ว แต่เรายังสามารถรับรู้ได้ถึงความเชื่อและศรัทธาของผู้คนในอดีต ที่มีต่อเทพเจ้ามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เห็นได้จากทั้งเสาชิงช้าที่ตั้งอยู่หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ใกล้เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ และเสาชิงช้าหน้าหอพระอิศวรหอพระนารายณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์มหาเทพผู้เป็นใหญ่แห่งสามโลกเช่นนี้เอง ได้นำมาสู่การรังสรรค์งานประติมากรรมองค์เทพเจ้าของ Artmulet มาแล้วหลายพระองค์หลายปางหลากหลายผลงาน โดยผ่านงานศิลปะไทยแบบร่วมสมัยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ทั้งนี้เพื่อฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


