วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569

ย้อนรอยขึ้นราคา “ไข่ไก่” แพงสุดในรอบ 2 ปี ไข่ไก่เถื่อนทะลักไทย สะเทือนทั้งอุตสหกรรม

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  เกาะติดสถานการณ์ไข่ไก่แพง หลังจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขยับราคาเป็นฟองละ 3.80 บาท ทุบสถิติราคาสูงสุดในรอบ 2 ปี อีกทั้งความปริวิตกภัยความมั่นคงทางอาหาร กรณีการลักลอบนำเข้าไข่ไก่แฝงภัยสาธารณสุขหากมีการปนเปื้อนก่อให้เกิดโรคระบาด ตลอดจนกระทบอุตสาหกรรมไก่ไข่ในประเทศ แทรกแซงกลไกตลาดสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ 

ตามข้อมูลปัจจุบัน ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณไข่ไก่ออกสู่ตลาดเฉลี่ยประมาณ 43 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันในปี 2568 มีประมาณ 45 ล้านฟองต่อวัน เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการให้ผลผลิตของแม่ไก่ลดลง ประกอบกับเป็นช่วงที่เกษตรกรทยอยปลดแม่ไก่ยืนกรงตามรอบการเลี้ยงเมื่อมีอายุประมาณ 78 – 80 สัปดาห์ ส่งผลให้ปริมาณแม่ไก่ที่ให้ผลผลิตลดลงเป็นการชั่วคราว ตลอดจนต้นทุนการผลิตในระดับสูง ทั้งค่าอาหารสัตว์ ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการฟาร์ม ส่งผลให้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ปรับตัวตามโครงสร้างต้นทุน

ทั้งหมดนี้เป็นข้ออ้างในการปรับขึ้นไข่ไก่ปรับราคาของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ตามประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากฟองละ 3.60 บาท เป็นฟองละ 3.80 บาท หรือเพิ่มขึ้นฟองละ 20 สตางค์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทางครือข่ายฯ ยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นราคาเพิ่มเติม และแนวโน้มราคาหลังจากนี้จะทยอยปรับลดลงตามกลไกตลาด

 นายกรนิจ โนนจุ้ย  โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการปรับราคาไข่ไก่เป็นไปตามภาวะต้นทุนการผลิต และปัจจัยด้านสภาพอากาศ ที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในช่วงที่ผ่านมา หลังผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่ยังคงเผชิญต้นทุนการผลิตในระดับสูง ขณะที่ความต้องการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน รวมถึงกิจกรรมกระตุ้นการจับจ่าย ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำให้การบริโภคไข่ไก่และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้น เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อปรับราคาไข่ไก่ในห้วงเวลานี้

โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ประเมินสถานการณ์แนวโน้มราคาไข่ไก่จะเริ่มปรับลดลงตั้งแต่ช่วงสิงหาคม เนื่องจากสภาพอากาศเอื้อต่อการให้ผลผลิตมากขึ้น แม่ไก่สาวรุ่นใหม่ทยอยให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มลดลงจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งความต้องการบริโภคไข่ไก่จะลดลงตามฤดูกาล ส่งผลให้ราคาปรับลดลงตามกลไกตลาด

 อย่างไรก็ตาม การประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มนับเป็นดัชนีชี้วัดความล้มเหลวในการควบคุมกลไกต้นทุน แม้ทางสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่อ้างเหตุผลด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือ โครงสร้างราคาไข่ไก่ของไทยถูกผูกติดอยู่กับกลุ่มทุนอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ไม่กี่ราย นับเป็นบททดสอบฝีมือของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งยังดำเนินการแก้ปัญหาเชิงตั้งรับมากกว่าการเข้าไปรื้อโครงสร้างต้นทุนอย่างแท้จริง

นอกจากปัญหาปากท้องจากการปรับราคาไข่ไก่ ประเด็นที่ต้องจับตาไม่แพ้กันคือภัยความมั่นคงทางอาหาร

ย้อนกลับไปช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เกิดกรณีการลักลอบนำเข้าไข่ไก่ 23 1.8 แสนฟอง มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ไม่เพียงก่อปัญหาด้านสาธารณสุขหากมีการปนเปื้อนก่อให้เกิดโรคระบาด ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไก่ไข่ในประเทศ แทรกแซงกลไกตลาดสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ นโยบายป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทุกชนิด ภายใต้คำสั่งของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายทุกชนิด โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง

หลังได้รับรายงานว่าพบการลักลอบเคลื่อนย้ายสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย ที่จะกระทบทั้งความปลอดภัยของผู้บริโภค การป้องกันโรคระบาดสัตว์และแมลงศัตรูพืช รวมถึงความเป็นธรรมทางการค้าแก่เกษตรกรไทย ชุดเฉพาะกิจกลุ่มด่านกักกันสัตว์ที่ 8 ซึ่งประกอบด้วยด่านกักกันสัตว์ประจวบคีรีขันธ์ และด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี สกัดจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบ​ขนส่งไข่ไก่​ได้ บริเวณแยกบ้านเนินดินแดง ตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ตรวจค้นพบไข่ไก่บรรจุในกล่องกระดาษรวม 180,000 ฟอง มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยผู้ขับขี่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการเคลื่อนย้ายและแหล่งที่มาของสินค้าให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ โดยสารภาพว่ารับจ้างขนส่งไข่ไก่จากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นมีการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 พร้อมขยายผลสืบสวนหาแหล่งโรงฟักไข่ไก่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบมาตรฐานโรงฟักไข่ของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด

 กล่าวสำหรับสถานการณ์ไข่ไก่เถื่อนพบการลักลอบนำเข้าไข่ไก่จากประเทศมาเลเซีย ลำเลียงรูปแบบกองทัพมดผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณชายแดน ไข่ไก่เถื่อนเสทือนกลไกตลาดในประเทศ เพราะราคาถูกกว่าไข่ไก่ไทย เฉลี่ยฟอง 1 บาทต่อฟอง

ทั้งนี้ เป็นเพราะมาเลเซียมีต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำกว่าไทย รวมทั้ง เป็นสินค้าส่วนเกินที่ถูกปฏิเสธการนำเข้าจากประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ยังความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ผู้เลี้ยงไก่ไข่ในไทยเมือง นับเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ได้รับความเดือดร้อนมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท 

ประเด็นใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ไข่ไก่เถื่อนมีความเสี่ยงด้านสาธารณสุข เพราะไม่ผ่านการตรวจโรค และไม่มีการควบคุมคุณภาพ ทำให้เสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งผู้บริโภค และส่งผลร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ในประเทศ

และนอกจากการลักลอบนำเข้าไข่ไก่ 1.8 แสนฟอง ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2568 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ร่วมกับชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จับกุมขบวนการลักลอบนำเข้า “ไข่ไก่มีเชื้อ” (Fertile Eggs) จากต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย เพื่อนำมาฟักเป็นลูกไก่ในโรงฟักพื้นที่ จ.สระบุรี ก่อนจะกระจายลูกไก่ที่ได้ไปจำหน่ายให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป

โดยพฤติการณ์ดังกล่าว สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกของประเทศไทย เนื่องจากไข่ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบและกักกันโรคตามมาตรฐาน อาจเป็นพาหะนำเชื้อโรคระบาดสัตว์ที่อันตรายร้ายแรง เช่น โรคไข้หวัดนก หรือโรคนิวคาสเซิล ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับอุตสาหกรรมมูลค่ามหาศาลได้

สถานการณ์การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์เกิดขึ้นต่อเนื่อง  นายมาโนช ชูทับทิม  นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการลักลอบนำเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการนำพันธุ์สัตว์มาเลี้ยงทดแทนไก่ไข่ที่ปลดระวางไปก่อนหน้านี้ ตามมาตรการความร่วมมือกับภาครัฐ

ประกอบกับสถานการณ์ราคาไข่ไก่ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ผู้เลี้ยงจำนวนมากทยอยปลดแม่ไก่ก่อนกำหนด และวางแผนนำไก่รุ่นใหม่เข้าเลี้ยงทดแทน และช่องว่างตรงนี้เองที่ขบวนการลักลอบฉวยโอกาส นำลูกไก่ไข่และไก่พันธุ์ไข่เข้ามาแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง

สำหรับนโยบายของ  “คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์" หรือ "Egg Board”  ได้ดำเนินการกำหนดโควตาปริมาณพ่อแม่พันธุ์ (PS) ปู่ย่าพันธุ์ (GP) หรือเรียกว่าการร่วมมือกันควบคุมปริมาณการเลี้ยงแบบภาคสมัครใจ ภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ เนื่องจากหลังมีการเปิดเสรีในปี 2552 ส่งผลให้ปริมาณไก่ไข่ล้นตลาดและราคาตกต่ำอย่างหนัก จึงมีการปรับเปลี่ยนเป็นการกำหนดโควตาแทน

อย่างไรก็ดี 8 องค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่, สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่, สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด และสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ได้ร่วมดำเนินการยื่นหนังสือต่อกรมปศุสัตว์ ให้เร่งแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าลูกไก่ไข่ ไก่พันธุ์ไข่ และไข่เชื้อเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย

และที่น่ากังวลที่ต้องเน้นย้ำคือความเสี่ยงด้านโรคระบาด โดยเฉพาะโรคไข้หวัดนกที่อาจปนเปื้อนมากับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์หากเกิดการแพร่ระบาดในประเทศจะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออุตสาหกรรมไก่ไข่เมืองไทย

สำหรับภาพรวมการผลิตไข่ไก่ในประเทศไทย แบ่งเป็นบริโภคในประเทศ 97% และการส่งออกไข่ส่วนเกินออกจากระบบอีก 3% โดยอุตสาหกรรมไข่ไก่ของไทยมีการดำเนินการแบบการตลาดนำการผลิต ทำให้รัฐไม่ต้องนำเงินไปอุดหนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เหมือนสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ภายใต้ Egg Board ซึ่งดูแลปริมาณพ่อแม่พันธุ์ (PS) ปู่ย่าพันธุ์ (GP) โดยการใช้ระบบโควตานำเข้า โดยในปี 2569 นำเข้า ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) จำนวน 3,800 ตัว และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) จำนวน 440,000 ตัว เท่ากับปี 2568 ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการบริโภคของคนไทย

อ้างอิงสถิติการบริโภคไข่ไก่ของคนไทยเฉลี่ย 235 - 237 ฟอง/คน/ปี โดยมีการตั้งเป้าการผลิตรวมของประเทศไว้ที่ประมาณ 15,500 ล้านฟองต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 41 - 43 ล้านฟองสำหรับประชากร 60 กว่าล้านคน  โดยกรมปศุสัตว์มีการคำนวณจำนวนประชากรและความต้องการบริโภค เพื่อกำหนดจำนวนการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ (GP) และพ่อแม่พันธุ์ (PS) ให้เหมาะสม โดย PS ไม่เกิน 440,000 ตัว เพื่อให้มีไก่ยืนกรงประมาณ 51 - 52 ล้านตัว สำหรับผลิตไข่ได้ความต้องการบริโภคในประเทศและสำหรับส่งออกเพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้ สถานการณ์การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ ที่ผ่านมาภาครัฐมุ่งเน้นการบูรณาการหน่วยงานความมั่นคงเพื่อสกัดกั้นตามแนวชายแดน ทำลายเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด

 สุดท้ายการลักลอบขน “ไข่ไก่เถื่อน” เพื่อจัดจำหน่าย ตลอดจนการลักลอบนำเข้า “ไข่ไก่มีเชื้อ” เพื่อฟักตัวเป็นลูกไก่ในอุตสาหกรรมไก่ไข่นั้น กระทบความปลอดภัยของผู้บริโภค มีความเสี่ยงด้านโรคระบาดสัตว์ และส่งกระทบกลไกตลาดและเกษตรกร คงต้องติดตามว่าภายใต้หน่วยงานเจ้าภาพอย่าง “กระทรวงเกษตรฯ” จะดำเนินการแก้ปัญหานี้ให้เป็นประจักษ์มากน้อยเพียงใด

ตลอดจนสถานการณ์ “ไข่ไก่ราคาแพงสุดในรอบ 2 ปี” นับเป็นบททดสอบฝีมือ “กระทรวงพาณิชย์” ในการควบคุมกลไกต้นทุนที่แท้จริงอย่างต้นตอของปัญหาอย่างโครงสร้างราคาอาหารสัตว์และลูกไก่พันธุ์ ซึ่งถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนปศุสัตว์ยักษ์ใหญ่ไม่กี่ราย