วันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2569

“Sharenting” ภัยเงียบคอนเทนต์ลูก เมื่อพ่อแม่ยุคดิจิทัลเสพติดการแชร์

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ – โซเชียลมีเดียในปัจจุบันถูกเติมเต็มไปด้วยภาพและคลิปความเคลื่อนไหวของเด็กๆ อย่างแพร่หลาย การแชร์เรื่องราวลูกเป็นเรื่องปกติของพ่อแม่รุ่นใหม่ จนเกิดนิยามศัพท์ Sharenting  (Share + Parenting) ซึ่งหมายถึงการที่พ่อแม่ผู้ปกครอง แชร์เรื่องราวและข้อมูลส่วนตัวของลูกหลานในโซเชียลมีเดียมากเกินไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมของพ่อแม่ยุคใหม่ในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในภาวะขาดความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลของเด็กอย่างน่ากังวล โดยไม่ตระหนักว่าทุกโพสต์ คือ ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กที่กำลังถูกเก็บบันทึกไว้บนโลกออนไลน์เป็น Digital Footprint  

โดยมีแนวโน้มการนำภาพหรือเรื่องราวของบุตรหลาน โดยเฉพาะในขณะที่เด็กกำลังร้องไห้งอแงมาโพสต์ลงบนสื่อสังคมออนไลน์พร้อมแคปชันตลกขบขัน เป็นเหมือนช่องทางในการระบายความเครียดสะสมใจจิตใจ และใช้ยอดกดไลก์รวมถึงคอมเมนต์จากคนรอบข้างเป็นเครื่องเยียวยาจิตใจ ยิ่งไปกว่านั้นจากแค่โพสต์ขำๆ เพื่อคลายเครียดเมื่อแพลตฟอร์มเริ่มเปิดระบบสร้างรายได้หรือการได้สปอนเซอร์เข้า พ่อแม่จะเริ่มมองพฤติกรรมธรรมชาติของลูกเป็นคอนเทนต์เต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยของเด็กในอนาคต เมื่อวัฒนธรรม Sharenting การที่ผู้ปกครองแชร์เรื่องราวของลูกบนโลกออนไลน์มากเกินไป ผนวกกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่มุ่งดันฟีดคอนเทนต์เด็กเพื่อสร้างยอดการเติบโต (Engagement) ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่าง "ความเอ็นดู" กับ "การละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy)" เลือนรางลงทุกที

ขณะที่ มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยผลกระทบพฤติกรรม Sharenting ซึ่งความเสี่ยงทางออนไลน์รูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ดังนี้

1. เสี่ยงถูกนำรูปไปใช้ในทางไม่เหมาะสม เมื่อภาพของเด็กถูกเผยแพร่เป็นสาธารณะ บุคคลใดก็ตามสามารถเซฟ หรือนำไปใช้ต่อในบริบทที่ไม่เหมาะสมได้ ภาพของเด็กๆ อาจถูกนำไปใช้ในกลุ่มคนที่มีเจตนาซึ่งเป็นภัยคุกคาม หรือสร้างตัวตนปลอมขึ้นมา (Deep Fake)

2. ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่รู้ตัว เด็กมีสิทธิในความเป็นส่วนตัวตามหลัก “สิทธิเด็ก” สากล แม้เขาจะยังพูดไม่ได้หรือไม่เข้าใจโลกออนไลน์ แต่ก็มีสิทธิที่จะเลือกว่าจะให้เผยแพร่ภาพหรือข้อมูลของตัวเองหรือไม่ การแชร์โดยไม่ขอความยินยอมอาจกระทบต่อความรู้สึกเขาในอนาคตเมื่อเติบโตขึ้นและเห็นตัวเองบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่รู้เรื่อง

3. เสี่ยงต่ออันตรายจากการรู้ตำแหน่งและกิจวัตรประจำวัน การโพสต์แบบ “เช็กอินทันที” หรือเผยให้เห็นว่าลูกเรียนที่ไหน ไปที่ใดเป็นประจำ ทำกิจกรรมเวลาใด อาจทำให้บุคคลไม่หวังดีสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย เช่น การถูกลักพาตัว หรือการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ

4. อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็ก ภาพหรือเหตุการณ์บางอย่างที่ผู้ใหญ่เห็นว่าน่ารัก อาจเป็นเรื่องน่าอายหรือกระทบความมั่นใจของเด็กในอนาคต เช่น คลิปโดนล้อเลียน รูปตอนร้องไห้ หรือเหตุการณ์ที่เด็กไม่อยากให้ใครเห็น ไม่ว่าความตั้งใจของผู้ปกครองจะดีแค่ไหน ผลลัพธ์ต่อความรู้สึกเด็กอาจไม่เป็นไปตามคาด

5. เสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งหรือละเมิดบนโลกออนไลน์  บางครั้งภาพหรือคลิปของเด็กที่ถูกโพสต์ลงไป อาจถูกตีความไปในทางที่ผิด ถูกบูลลี่ ถูกโจมตีกลั่นแกล้งจากผู้เกลียดชังหรือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีได้ รวมถึงการล่วงละเมิดทางออนไลน์โดยเฉพาะเรื่องเพศ ที่เรามักจะพบเจอกันบ่อยครั้ง ก่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นที่กระทบต่อจิตใจเด็ก