คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet นักปราชญ์ในอดีตได้อรรถาธิบายไว้ว่า **เทพนิยาย**ก็คือภาษาของคนโบราณ เพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่มนุษย์บรรพยุค ไม่สามารถที่จะแสดงออกมาได้ด้วยคำพูด มนุษย์ก็พยายามที่จะระบายออกมาจากความคิดคำนึงผ่านทางเทพนิยาย แต่ถ้าหากว่าปรัชญาคือวิชาที่แสวงหาสัจธรรมชั้นปรมัตถ์หรือโลกุตระแล้วไซร้ เทพนิยายก็คือความพยายามของมนุษย์ในอันที่จะบรรลุถึงความจริงซึ่งสะท้อนปรากฏออกมาในรูปของประสบการณ์ โดยโลกความจริงแล้วเราย่อมเข้าใจชนชาติใด ๆ ก็ตามได้ผ่านทางเทพนิยาย
เช่น อินเดียที่จัดว่าเป็นต้นธารที่แสดงถึงความเชื่อ อุดมคติ ขนบธรรมเนียมประเพณีของตนให้ปรากฏออกมาได้อย่างสมบูรณ์งดงาม โดยอาศัยเทพนิยายที่เกี่ยวข้องทั้งกับโลก การกำเนิดของเทพเจ้ารวมถึงเรื่องราวเชิงประวัติของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ หรือแม้แต่ภูเขา แม่น้ำ สัตว์เทพ ต้นไม้ใบหญ้าต่าง ๆ ที่อาจกลายเป็นนิทานปรัมปราหรือนิทานพื้นเมืองที่เล่าสืบต่อกันมา
ศาสนาในยุคพระเวทแท้จริงแล้วเป็นความเจริญงอกงามทางสติปัญญารวมถึงความนึกคิดอันละเอียดอ่อนของมนุษย์หลายชั่วคน
เทพนิยายในยุคพระเวทจึงเป็นความนึกคิดทางศาสนา และเวทมนต์คาถาชนิดที่แยกออกจากกันมิได้
เทพนิยายยุคพระเวทนั้นมีการวิวัฒน์พัฒนามาตามลำดับ ผันแปรไปตามวิถีชีวิตของชาวอินเดียโบราณ
และในทุกวิถีแห่งความเปลี่ยนแปลงก็จะก่อเกิดบุคลิกภาพใหม่ของเทพเจ้าในยุคนั้นด้วย
เราจึงพอที่จะเข้าใจถึงบุคลิกภาพของเทพเจ้าองค์นั้น ได้ตามมูลเหตุว่าอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง
ซึ่งถือว่าเป็นที่มาของเทพเจ้าแต่ละองค์ได้ และจากคัมภีร์ฤคเวทจะพบว่าพระอินทร์เป็นเทพเจ้าที่สำคัญที่สุดในเทพนิยายยุคพระเวท
ช่วงแรกของวิวัฒนาการด้านความคิดคำนึงด้านศาสนา ชาวอารยันจะรับรู้และประทับใจกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่เรืองรองและไพศาล รวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่มีระเบียบ แต่คล้ายกับว่ามีการควบคุมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ กล่าวคือเป็นรูปแบบที่เป็นระบบแบบ “เอกภพ” จึงมีความพยายามที่จะหยั่งรู้ถึงความเร้นลับของเอกภพนี้ โดยผลลัพธ์ทางเทพนิยายก็คือเรื่องราวของ**อสุรวรุณ**
ชาวอารยันยุคแรกใช้จินตนาการมโนภาพว่า ปรากฏการณ์ใหญ่น้อยของธรรมชาติสามารถดำเนินไปอย่างมีระเบียบได้นั้น ก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างถูกตรึงและควบคุมโดยเทพเจ้า**วรุณ** ที่มาจากรากศัพท์ว่า “วฤ” ที่หมายถึง ผูก มัด หรือตรึง ชาวอินเดียยุคพระเวทเชื่อว่าอสุรวรุณมีมหิทธานุภาพมาก เพราะมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต**อสุ** อสุแปลว่า ชีวิตหรือลมปราณ ฉะนั้นอสุรวรุณ จึงมีหน้าที่คล้ายเทพเจ้า Ouranos ในเทพนิยายของกรีกโบราณ ที่เสมือนดั่งเป็นจักรพรรดิราชาธิราช ที่ทรงปกครองเอกภพด้วยกฎธรรมชาติที่ตราไว้แล้ว และมีชื่อเรียกตามภาษาสันสกฤตว่า “ฤต”
ภายหลังชนเผ่าอารยันจึงได้บุกเบิกรบพุ่งเข้าไปจนถึงอินเดีย ที่เป็นดินแดนแห่งแม่น้ำทั้งเจ็ดเพื่อแสวงหาแหล่งทำกินใหม่ ได้เกิดความรู้สึกว่าศาสนาวรุณหรือพิรุณไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชีวิตท่ามกลางสภาพกิจกรรมใหม่ ๆได้ ความเชื่อและศรัทธาจึงแปรเปลี่ยนจากกฎฤตของพระวรุณอันเลื่อนลอย และเป็นนามธรรม นำมาซึ่งการถือกำเนิดขึ้นของผู้มาฉุดช่วยคนใหม่ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และความเก่งกล้าในการรบทัพจับศึกซึ่งก็คือ **พระอินทร์**นั่นเอง ระยะเวลาไม่นานหลังจากนั้น พระอินทร์จึงได้เลื่อนขึ้นสู่ตำแหน่งเทพเจ้าตามคัมภีร์ฤคเวท โดยชาวอินเดียยุคพระเวทเทิดทูนพระอินทร์ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามประจำชนเผ่า
ภาพลักษณ์ของพระอินทร์ในฐานะเทพเจ้าแห่งสงครามนั้น เป็นต้นธารที่ก่อให้เกิดเทพนิยายมากมายหลายเรื่องที่มีพระอินทร์เป็นตัวเอกชูโรง ซึ่งเรื่องราวหลักได้แก่เทพนิยายที่แสดงการต่อสู้ระหว่างพระอินทร์กับวฤตาสุหรือพฤตาสูร ผู้ขโมยวัวขโมยน้ำฝน และขโมยแสงสว่างของมนุษย์ไปกักขังไว้จนเกิดวิกฤตขึ้นบนโลกมนุษย์ ร้อนถึงพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือปวงเทพต้องยกทัพไปปราบจนอสูรร้ายสิ้นชีพลง นับแต่นั้นมาพระอินทร์จึงมีภาพลักษณ์ที่แสดงถึงความกล้าหาญ รวมถึงลักษณะพิเศษที่มนุษย์ธรรมดาสามัญไม่สามารถกระทำได้ พระอินทร์ผู้มีวัชระเป็นอาวุธที่สามารถสังหารพฤตาสูรได้ และบันดาลให้ฝนตกลงมาได้ พระอินทร์จึงถือเป็นเทพเจ้าแห่งฝนแทนเทพเจ้าแห่งฝนองค์เดิมของชาวอารยันในเวลาต่อมาด้วย
นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะยกย่องพระอินทร์ให้เลื่อนขึ้นเป็นสูรยเทพเจ้า ผู้มีอำนาจปราบยักษ์อสูรแห่งเหมันตฤดูด้วย โดยเทพนิยายที่เกี่ยวกับพระอินทร์จะมีลักษณะของพลังทางธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก ถึงแม้ว่าในภายหลังพระอินทร์จะมิได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดในหมู่เทพเจ้าแล้ว แต่พระองค์ก็ยังคงมีบทบาทต่อมาในภายหลัง จากการเป็นที่เคารพนับถือบูชาในฐานะท้าวสักกะเทวะราช ที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องทั้งทางศาสนาพราหมณ์ฮินดู และในฐานะเทพองค์สำคัญในทางพุทธศาสนาด้วย และจากความเชื่อศรัทธาดังกล่าวนี้ **Artmulet** ได้เคยรังสรรค์ประติมากรรมองค์อินทร์มาแล้ว ทั้งนี้เพื่อฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


