วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2569

“ศึก 30 บาท ปฏิรูปเพื่อประชาชน หรือ เพื่อใคร ตอนที่ 1 : 30 บาทรักษาทุกที่ ทำโรงพยาบาลล่มจม

ซีรี่ย์ข่าวเชิงวิเคราะห์ “ศึก 30 บาท ปฏิรูปเพื่อประชาชน หรือ เพื่อใคร

ตอนที่ 1 : 30 บาทรักษาทุกที่ ทำโรงพยาบาลล่มจม

ปมร้อนที่กำลังสั่นสะเทือนระบบสาธารณสุขไทยในขณะนี้ คือภาวะ “เลือดไหลไม่หยุด” จากตัวเลขบัญชีเงินบำรุงที่ติดลบตัวแดงเถือกของโรงพยาบาลรัฐระดับศูนย์และโรงพยาบาลชุมชนนับร้อยแห่งทั่วประเทศ

ในขณะที่ฝ่ายการเมืองประโคมข่าวชู “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่” ว่าเป็นนวัตกรรมยกระดับคุณภาพชีวิตสุดล้ำ แต่เบื้องหลังฉากทัศน์สวยหรูนั้น กลับเป็นเสียงสะอื้นของหมอ พยาบาล และผู้บริหารโรงพยาบาลหน้างาน ที่ต้องอุ้มภาระงานหนักหน่วงเกินมนุษย์ ควบคู่ไปกับวิกฤตสภาพคล่องที่พาเหรดเข้าสู่อัมพาตทางการเงิน

นี่นับเป็นคำถามสำคัญที่สังคมต้องตามติดเพราะคือเความเป็นความตายของคนไทยในยามเจ็บไข้ได้ป่วย

ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานาอยู่ตรงที่วิกฤตโรงพยาบาลล้มละลายทางการเงินในวันนี้ เป็นผลกระทบโดยตรงจากนโยบายประชานิยมที่คิดไม่รอบคอบ หรือแท้จริงแล้วมันคือ “แผนปั้นวิกฤต” ทางการเมือง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการรวบอำนาจคุมงบประมาณแสนล้านจาก สปสช. กลับเข้าสู่กระทรวงสาธารณสุข และเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองเข้ามากุมอำนาจสั่งการได้อย่างเบ็ดเสร็จ หรือไม่ อย่างไร ?

-เปิดสถิติติดลบตัวแดงเถือก: โรงพยาบาลรัฐเข้าสู่สภาพล้มละลาย?

ทั้งนี้ สถิติตัวเลขจากกระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาวะวิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐอย่างแจ่มชัด กล่าวคือปัจจุบันมีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 หรือ ภาวะเสี่ยงขาดสภาพคล่องขั้นรุนแรง สูงถึง 35 แห่ง โดยแบ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชน 34 แห่ง และโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่อีก 1 แห่ง

สำหรับสถานพยาบาลอันดับหนึ่งที่ตกอยู่ในสภาพวิกฤตรุนแรงที่สุดในประเทศ คือ “โรงพยาบาลขอนแก่น” ที่มีเงินบำรุงหลังหักภาระผูกพัน ติดลบทะลุ 1,100 ถึง 1,400 ล้านบาท แบกรับภาระขาดทุนหนักที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“โรงพยาบาลใหญ่คนไข้แน่นจนไม่มีที่เดิน หมอ-พยาบาลควบกะกันจนสลบ แต่เงินชดเชยที่เบิกจาก สปสช. กลับถูกหัก ยิ่งรักษามาก รพ. ยิ่งขาดทุน... นี่ไม่ใช่การรักษาทุกที่ แต่คือการพาระบบไปตายทุกแห่ง” — เสียงสะอื้นจากตัวแทนแพทย์บริหารโรงพยาบาลศูนย์ในพื้นที่ภาคอีสาน

สำหรับสาเหตุหลักของการติดลบมหาศาลเกิดจาก “สูตรจ่ายเงินชดเชยผู้ป่วยใน (IPD)” ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่คำนวณจ่ายอัตราค่าบริการตามน้ำหนักสัมพัทธ์ (AdjRW) โดยปรับลดลงเหลือเพียง 7,000–8,350 บาทต่อ AdjRW ทั้งที่ต้นทุนจริงในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 13,000 บาทต่อ AdjRW ส่งผลให้ยิ่งโรงพยาบาลรับรักษาเคสซับซ้อนมากเท่าไหร่ ส่วนต่างขาดทุนก็ยิ่งเข้าเนื้อโรงพยาบาลมากเท่านั้น

- 30 บาทรักษาทุกที่: นโยบายการเมืองที่ทำระบบปั่นป่วน

ย้อนกลับไปมองประตูกลของนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่” ที่ถูกผลักดันอย่างหนักหน่วงโดยฝ่ายการเมือง ยุค นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเคยกล่าวปาฐกถาพิเศษชูนโยบายนี้ไว้อย่างภาคภูมิใจว่า:

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา 30 บาทรักษาทุกโรคสามารถรักษาได้ทุกโรคจริงๆ และผมให้สัญญาว่า 30 บาทรักษาทุกโรค จะพัฒนาเป็น 30 บาทรักษาทุกที่... 30 บาทรักษาทุกที่ จะเป็นภาค 2 ของ 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่ออำนวยความสะดวกดูแลรักษาประชาชนให้เข้าถึงการบริการได้มากขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น” — นายอนุทิน ชาญวีรกูล (กล่าวในงานประชุมภาคีเครือข่ายภาคประชาชน สปสช., 5 พฤศจิกายน 2563)

และเมื่อมีการประกาศขยายนโยบายครอบคลุมทั่วประเทศ นายอนุทิน ยังได้ย้ำตอกย้ำภาพความสำเร็จไว้ว่า:

“การยกระดับนโยบายนี้ เพราะเราเชื่อว่าประชาชนที่เจ็บป่วยอาจมีความจำเป็นต้องเข้ารับบริการในพื้นที่นอกหน่วยบริการที่ตัวเองลงทะเบียนไว้... โดยที่หน่วยบริการจะไม่มีการเรียกให้กลับไปรับใบส่งตัวมาเหมือนในอดีต อันเป็นความทุกข์ของประชาชน ดังนั้นผมจึงประกาศแนวทางนี้ให้เป็นนโยบาย และเป็นของขวัญปีใหม่แก่พี่น้องประชาชน” — นายอนุทิน ชาญวีรกูล (แถลงข่าวขยายนโยบาย 30 บาททุกที่ทั่วประเทศ, ธันวาคม 2564)

แม้นโยบายนี้จะฟังดูเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ในแง่การอำนวยความสะดวกและสร้างผลงานหาเสียงทางการเมือง แต่ในเชิงปฏิบัติการเชิงโครงสร้าง นโยบายนี้กลับสร้าง “แรงเหวี่ยงทางการเมือง” ที่ทำลายระบบการคัดกรองผู้ป่วย ลงอย่างสิ้นเชิง

เมื่อประชาชนไม่มีข้อจำกัดในการรับบริการและไม่ต้องใช้ใบส่งตัว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ “การไหลทะลักของคนไข้ไปกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่” เช่น โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลจังหวัด เพราะความเชื่อมั่นในศักยภาพทางการแพทย์ ขณะที่โรงพยาบาลชุมชนรอบนอกกลับถูกมองข้าม

การกระจุกตัวแบบไร้ทิศทางไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความแออัดและภาวะสมองไหลของบุคลากรที่ทนแบกรับภาระงานไม่ไหว แต่ยังสูบเงินงบประมาณจากส่วนกลางไปจนหมด จนทำให้ สปสช. ต้องมาปรับลดค่าชดเชยเกณฑ์จ่ายเงินของโรงพยาบาลกลางปี กลายเป็นโดมิโนล้มทับระบบการเงินของโรงพยาบาลรัฐทั้งระบบ

-โดมิโนวิกฤต: แผนวางโรดแมปรวบอำนาจ ชิงคุมงบแสนล้าน?

สิ่งที่น่าสนใจและต้องตั้งคำถามสำคัญคือ ปรากฏการณ์วิกฤต รพ. ติดตัวแดง และความปั่นป่วนจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ กำลังถูกนำมาใช้เป็น “วัตถุดิบชั้นดี” ในการขับเคลื่อนวาระทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน

“งบประมาณไม่ได้น้อยลง แต่ระบบการบริหารจัดการภายใต้นโยบายประชานิยมต่างหากที่ทำลายเกณฑ์ชดเชยงบประมาณ แล้วฉวยโอกาสนำน้ำตาของหมอหน้างานมาเป็นตัวประกันเพื่อยึดงบแสนล้านกลับไปไว้ในมือข้าราชการ” — แกนนำชมรมแพทย์ชนบท วิพากษ์ฉากทัศน์วิกฤตทางการเงิน

ขณะที่ฝ่ายบริหารในกระทรวงสาธารณสุข และกลุ่มการเมืองในสภาสูงอย่าง “สว. ค่ายสีน้ำเงิน” ฉวยโอกาสจากคราบน้ำตาและความระส่ำระสายของบุคลากรทางการแพทย์ ปักธงทันทีว่า “โครงสร้าง พ.ร.บ. สปสช. 2545 ล้มเหลว”

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ นี่คือฉากแรกของ “โรดแมปการเมือง” วิกฤตทางการเงินของโรงพยาบาลที่ถูกสร้างขึ้นโดยนโยบายประชานิยม ถูกนำมาปั้นให้กลายเป็นความชอบธรรมในการเข้า “ผ่าตัดแก้ไขกฎหมาย 30 บาท” เพื่อดึงอำนาจการจัดสรรงบประมาณแสนล้าน และการบริหารจัดการบุคลากรกลับคืนสู่กระทรวงสาธารณสุข หรือไม่ อย่างไร

ติดตามต่อใน ศึก 30 บาทฯ (ตอนที่ 2): "ยุทธการยึดบอร์ด สปสช. เปิดทาง 'ตั๋วช้าง สธ.'