โมเดลการยักยอกและสะสมทรัพย์สินใน “คราบผ้าเหลือง” มีพฤติการณ์ซ้ำเดิมอย่างน่าอนาถใจ นั่นคือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าอาวาสหรือพระเกจิ ผสมผสานกับระบบบัญชีวัดที่เป็น "กล่องดำ" เพื่อผ่องถ่ายเงินบริจาคไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ผ่านนอมินี หรือซุกซ่อนไว้ในรูปของเงินสด ที่ดิน และวัตถุมีค่า นับเป็นภาพสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการตรวจสอบทางการเงินของสถาบันสงฆ์ ซึ่งเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ยังปราศจากกลไกถ่วงดุลจากภายนอก
กรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นในคดี “สมีโชติ” จึงไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย หากย้อนรอยกลับไปจะพบว่ามีหลายคดีอื้อฉาวที่พวก “สมี” และเครือข่าย ฉกฉวยทรัพย์สินเงินทองจากศรัทธามหาชนปรนเปรอความโลภโมโทสันของตนเองและพวกพ้องอย่างไม่น่าให้อภัย ดังกรณีตัวอย่าง
หนึ่ง คดีเณรคำ (นายวิรพล สุขผล) — พ.ศ. 2556
“เณรคำ” อดีตประธานสงฆ์สำนักสงฆ์ขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ อาศัยภาพลักษณ์พระเกจิมีอภินิหารสร้างความศรัทธาเพื่อระดมเงินบริจาคสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ แต่เบื้องหลังนำเงินไปใช้ชีวิตหรูหรา ซื้อรถยนต์หรูรวม 22 คัน เช่น Rolls-Royce, Mercedes-Benz เครื่องบินส่วนตัว กระเป๋าแบรนด์เนม และฝากเงินในธนาคารต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมีพฤติกรรมเสพเมถุนและซื้อที่ดินจำนวนมากใส่ชื่อตนเองและพวกพ้อง สุดท้ายถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินคดีและศาลสั่งจำคุกรวม 114 ปี (จำคุกจริงตามกฎหมาย 20 ปี)
สอง คดีเงินทอนวัด (ทุจริตเงินงบประมาณ) — พ.ศ. 2560 – 2561
คดีนี้โด่งดังมาก เพราะเป็นการทุจริตงบประมาณอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการศึกษาพระปริยัติธรรมของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยข้าราชการระดับสูงอนุมัติงบลงวัดต่างๆ แล้วบังคับให้วัด "ทอนเงิน" ส่วนใหญ่กลับคืนเข้าบัญชีส่วนตัวของกลุ่มข้าราชการและพระผู้ใหญ่ระดับกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) คดีนี้เปิดแผลใหญ่เรื่องระบบการเบิกจ่ายงบรัฐบาลที่ไม่มีระบบบัญชีตรวจสอบย้อนกลับ นำไปสู่การจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป
สามคดีอดีตพระกาโตะ (นายพงศกร จันทร์แก้ว) — พ.ศ. 2565
อดีตพระกาโตะ อดีตรักษาราชการแทนเจ้าอาวาสวัดเพ็ญญาติ จ.นครศรีธรรมราช พระนักพูดชื่อดังทางโซเชียลมีเดีย แอบมีความสัมพันธ์สีกา เมื่อถูกแบล็กเมลได้ทำการเบิกเงินสดของวัดจำนวน 600,000 บาท ผ่านไวยาวัจกร นำไปจ่ายปิดปากสีกาและคนกลาง กรณีนี้ชี้ให้เห็นถึงระบบบัญชีวัดที่ขาดการคานอำนาจอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเจ้าอาวาสหรือผู้รักษาการการแทนมีสิทธิเซ็นเบิกจ่ายเงินวัดได้โดยง่ายโดยไม่มีคณะกรรมการควบคุม
สี่ คดีอดีตพระคม อภิปัญโญ (นายคม คงแก้ว) — พ.ศ. 2566
“พระคม” อดีตประธานสงฆ์วัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พระสายปฏิบัติชื่อดัง ร่วมมือกับอดีตเจ้าอาวาสและน้องสาว ยักยอกเงินบริจาคของวัดโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของน้องสาว และนำเงินสดรวมถึงทองคำแท่งซุกซ่อนไว้ตามตู้เสื้อผ้าและนำไปฝังดินไว้บนเขาหลังวัด ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ยึดทรัพย์สินคืนได้รวมกว่า 300 ล้านบาท
คดีล่าสุด อดีตพระอาจารย์โชติ ธรรมวโร เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จุดเริ่มต้นของคดีฉาววงการผ้าเหลืองที่เกิดขึ้นซ้ำซากล่าสุดนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 เมื่อตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปราม นำหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 บุกเข้าควบคุมตัว นายอติโชติ หรืออดีตพระอาจารย์โชติ ธรรมวโร เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยสีกาคนสนิท (สีกาเอ๋) หลังจากได้รับการร้องเรียนพร้อมคลิปหลักฐานจากกลุ่มลูกศิษย์ จนนำไปสู่การสืบพบพฤติกรรมการทุจริตยักยอกเงินทำบุญและเงินรายได้จากการจำหน่ายวัตถุมงคล โดยเฉพาะรุ่นเหนือดวงอันโด่งดัง เข้ากระเป๋าตัวเองและโอนให้สีกาคนสนิท โดยสวมรอยใช้นามวัดไปออกใบอนุโมทนาบัตรตบตาญาติโยม แต่กลับโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวและบัญชีมูลนิธิที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดยยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย พบมูลค่าความเสียหายที่ถูกเบียดบังไปเบื้องต้นกว่า 92-100 ล้านบาท
วันถัดมา ในการเปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นปูพรม 5 จุดใน 3 จังหวัด ประกอบด้วย กุฏิเจ้าอาวาสในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, บ้านพักของสีกาคนสนิทในจังหวัดปทุมธานี รวมถึงบ้านพักและสถานที่ของเครือข่ายมูลนิธิในกรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางเป็นเงินสดจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ร่วมกับทองคำแท่ง เครื่องประดับ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 143-290 ล้านบาท ซึ่งมีรายงานว่าเงินสดที่ยึดได้นั้นมีจำนวนมากเสียจนเครื่องนับธนบัตรเกิดขัดข้องในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ
นอกจากนี้ คดียังทวีความอื้อฉาวจากหลักฐานกล้องวงจรปิดที่มัดแน่นพฤติกรรมเสพเมถุนกับสีกาภายในกุฏิ ทำให้นายอติโชติ ยอมรับในประเด็นทางวินัยสงฆ์และสมัครใจสึกจากสมณเพศทันที แต่ในส่วนของคดีอาญายังคงให้การปฏิเสธในข้อหายักยอกทรัพย์
หลังจากผ่านการสอบปากคำและตรวจนับทรัพย์สินอย่างเคร่งเครียดต่อเนื่องจนถึงวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 อดีตเจ้าอาวาสและสีกาคนสนิทได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาหนัก ทั้งการเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์, ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันฟอกเงิน โดยพนักงานสอบสวนได้ควบคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากคดีมีมูลค่าความเสียหายสูง ขณะที่ทรัพย์สินทั้งหมดอยู่ระหว่างประสานสำนักงาน ปปง. เพื่อทำการอายัดและตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยละเอียด เพื่อเร่งนำเงินและทรัพย์สินทุจริตทั้งหมดริบกลับคืนมาเป็นของทางวัดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ฯลฯ
ถามว่าทำไมปัญหาเช่นนี้ถึงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเขาวงกตที่ไม่มีทางออกหรือทางแก้ไข กัดกร่อนศรัทธาพุทธศาสนิกชน ต้องย้อนกลับไปขุดรากเหง้าต้นตอของปัญหาที่เปิดช่องว่างช่องโหว่
ช่องโหว่แรกสุด คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 (มรดก) มาตรา 1623 ที่ระบุว่า "ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในพฤฒิภาพนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพ ให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิต หรือโดยนิติกรรมเมื่อมรณกรรม" หมายความว่าในระหว่างที่ยังมีชีวิต พระมีสิทธิเด็ดขาดตามกฎหมายในการถือครอง นำไปซื้อที่ดิน รถหรู หรือใส่ชื่อนอมินีได้โดยไม่ผิดกฎหมายแพ่ง
ทั้งนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานการตีความสิทธิการถือครอง ได้แก่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1306/2506 วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างพฤฒิภาพ ตราบใดที่ยังไม่มรณภาพ ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของพระภิกษุรูปนั้น และมีสิทธิเด็ดขาดในการจำหน่าย จ่าย โอน หรือจำนองได้ในระหว่างมีชีวิต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3828/2531 วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างพฤฒิภาพจะตกเป็นของวัดต่อเมื่อมรณภาพแล้วเท่านั้น ในขณะมีชีวิตอยู่ พระภิกษุยังมีสิทธินิตินัยสมบูรณ์ในการทำนิติกรรมโอนทรัพย์สินให้บุคคลอื่นได้ทุกประการ
และ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1836/2538 วินิจฉัยย้ำว่า การที่พระภิกษุซื้อที่ดินในระหว่างบวช ที่ดินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุ เมื่อพระภิกษุจำหน่ายไปในระหว่างชีวิต ที่ดินย่อมไม่ตกเป็นของวัด
ช่องโหว่ที่สอง โครงสร้าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ปิดช่องตรวจสอบ กฎหมายนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าเจ้าอาวาสมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองและจัดการทรัพย์สินวัด ตามมาตรา 37 โดยไม่มีระบบคานอำนาจจากไวยาวัจกรที่เป็นกลาง หรือองค์กรภายนอก
ช่องโหว่ที่สาม คือสิทธิพิเศษทางภาษีและระบบการเงินที่ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน เนื่องจากงินบริจาคและลาภสักการะของพระสงฆ์ไม่อยู่ในระบบฐานภาษีของกรมสรรพากร ไม่มีข้อบังคับให้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สิน และไม่มีระบบบัญชีมาตรฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
อีกช่องโหว่ที่สำคัญ และได้รับความนิยม คือ พุทธพาณิชย์และวงจรฟอกเงิน โดยการสร้างวัตถุมงคลและบารมีเชิงพาณิชย์ ดึงดูดกลุ่มทุน นักการเมือง และผู้มีอิทธิพลเข้ามาใช้ช่องทางบริจาคเพื่อบริหารจัดการคอนเนกชันและฟอกเงิน
เมื่อเงินบริจาคมหาศาลถูกยกเว้นภาษี และวัดไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน "องค์กรที่ต้องรายงานการทำธุรกรรม" ทำให้เงินสดเทาจากการทุจริต ถูกนำมาล้างผ่านงานบุญและการปั่นราคาวัตถุมงคลได้อย่างเสรี
แรงศรัทธามหาชนต่อ “วงการสงฆ์” ยังคงไหวไหม?
จากคดี “เณรคำ” ถึง “สมีโชติ” เจาะช่องโหว่เอื้อยักยอกเงินวัดซ้ำซาก


