จากปมย้อนแย้งของตัวเลขงบประมาณและธรรมาภิบาลที่ถูกตั้งคำถามใน EP. 1 มติ ครม. “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” วงเงินเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทต่อปี ยังคงมีรอยแผลฉกรรจ์เชิงโครงสร้างที่รัฐบาลพยายามซุกไว้ใต้พรม
ประชานิยมลวงตา งบกลางยังแบกกระอัก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลใช้เป็นวาทกรรมชี้นำสังคมเพื่อเดินหน้าโครงการ คือการกล่าวอ้างว่า การผันงบประมาณไปจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ประชาชน 30 ล้านครัวเรือน จะช่วย “ลดภาระทางการคลัง” และ “ยับยั้งการสูญเสียงบกลางก้อนโต” ในแต่ละปีที่เกิดภัยพิบัติ
แต่เมื่อนำเอาตรรกะของรัฐบาลมา “ผ่าพิสูจน์” ร่วมกับรายงานข้อมูลเชิงสถิติการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินที่รวบรวมโดย Rocket Media Lab ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา และมติคณะรัฐมนตรี โดยเจาะลึกงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในการจัดการและเยียวยาน้ำท่วมย้อนหลัง ก็จะพบ “ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้าง” และ “ความจริงครึ่งเดียว” ที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชน!
หากพิจารณาโครงสร้างงบประมาณที่รัฐบาลต้อง “ควักจ่าย” จากงบกลางเมื่อเกิดภัยพิบัติอุทกภัยในแต่ละปี ซึ่งบางปีพุ่งสูงเกินกว่า 20,000 ล้านบาทนั้น รายงานของ Rocket Media Lab ชี้ให้เห็นว่า เงินงบกลางก้อนดังกล่าวถูกแบ่งกระจายออกเป็น 3 เสาหลักทางการคลัง ได้แก่:
1. หมวดเยียวยาที่อยู่อาศัยและชีวิตของประชาชน: เช่น เงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนตามระดับความเสียหาย เงินเหมาจ่ายช่วยเหลือครัวเรือนละ 5,000–9,000 บาท และเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต
2. หมวดชดเชยความเสียหายภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง: เช่น ค่าชดเชยพื้นที่นาข้าวเสียหาย พืชสวน พืชไร่ สัตว์เลี้ยง และแปลงเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมขัง
3. หมวดฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค: เช่น งบซ่อมแซมถนน สะพาน คลองส่งน้ำ ตลิ่งพัง ระบบไฟฟ้า ประปา ตลอดจนโรงเรียนและโรงพยาบาลที่ได้รับความเสียหาย
แต่เมื่อหันมาพิเคราะห์ "มติ ครม." เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 อย่างละเอียด จะพบข้อเท็จจริงว่าวงเงินเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทต่อปีที่รัฐบาลจะนำไปจัดซื้อกรมธรรม์แจกจ่ายให้ 30 ล้านครัวเรือนนั้น ให้ความคุ้มครอง "เฉพาะเสาหลักที่ 1" คือ ทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่อาศัย (สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/หลัง/ปี) และการเสียชีวิต (รายละ 2 ล้านบาท) เท่านั้น!
ขณะที่ "เสาหลักที่ 2" (ภาคการเกษตร พืชผล ปศุสัตว์) และ "เสาหลักที่ 3" (โครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน คลองระบายน้ำ) กลับ "ไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ" แม้แต่บาทเดียว!
เมื่อกางสมการทางการเงินออกมาวิเคราะห์ จะเห็นภาพ “ประชานิยมลวงตา” ที่ส่งผลเสียต่อการคลังของประเทศอย่างรุนแรงในทุกฉากทัศน์:
- ฉากทัศน์ที่ 1: ในปีที่เกิดมหาอุทกภัยใหญ่ นอกจากรัฐบาลจะต้องเสียเงินสดจ่ายเป็นเบี้ยประกันให้เอกชนไปแล้ว 15,500 ล้านบาท รัฐบาลก็ยังคงต้อง "เคาะงบกลาง" อีกหลายหมื่นล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายชดเชยพื้นที่เกษตรกรรมที่เสียหายซ้ำซาก และนำไปซ่อมแซมถนน สะพาน โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกน้ำท่วมพังทลายอยู่ดี! นั่นเท่ากับว่าในปีที่เกิดภัยหนัก ภาระงบกลางของประเทศไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับ "เพิ่มขึ้นอีก 15,500 ล้านบาท" จากค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายให้เอกชนก่อนล่วงหน้า!
- ฉากทัศน์ที่ 2: ในปีที่เกิดภัยพิบัติระดับปกติ สถิติจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุชัดว่า ความเสียหายจริงของที่อยู่อาศัยตกอยู่เพียงปีละ 3,000–4,000 ล้านบาท เท่านั้น แต่รัฐบาลกลับต้องตั้งงบจ่ายเบี้ยประกันภัยสูงถึง 15,500 ล้านบาททุกๆ ปี นั่นเท่ากับประเทศต้องสูญเสียเงินส่วนต่างปีละกว่า 11,000–12,000 ล้านบาท ไปเป็นกำไรของบริษัทประกันภัยเอกชน โดยที่รัฐบาลก็ยังคงต้องเจียดงบกลางไปซ่อมถนนและช่วยเกษตรกรส่วนอื่นอยู่นั่นเอง
ดังนั้น การที่รัฐบาลพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าระบบประกันภัยพิบัติคือ “การบริหารความเสี่ยงเพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน” จึงเป็นเพียง “ประชานิยมลวงตา” ที่สร้างภาพขายฝันเรื่อง “แจกประกันฟรี 30 ล้านครัวเรือน” เพื่อหวังผลทางการเมืองในระยะสั้น
แท้จริงแล้วนี่คือการ "ผูกขาดภาระงบประมาณประจำ" ที่ต้องสูบเงินภาษีของประชาชนปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท ไปประเคนให้ทุนประกันภัยเอกชน โดยไม่ได้ช่วยปิดจุดเลือดไหลของ “งบกลาง” ในหมวดโครงสร้างพื้นฐานและภาคการเกษตรเลยแม้แต่น้อย งบกลางจึงยังคงต้อง “กระอัก” จ่ายซ้ำซากเท่าเดิม ขณะที่ปัญหาภัยน้ำท่วมเชิงโครงสร้างก็ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง!
เทียบโมเดลโลกเน้นร่วมจ่าย vs ไทยแจกฟรี
หากกวาดสายตามองไปทั่วโลก รัฐบาลมักอ้างว่าหลายประเทศพัฒนาแล้วก็มีระบบประกันภัยพิบัติ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อังกฤษ นิวซีแลนด์ หรือฝรั่งเศส แต่ทว่าสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้บอกประชาชนคือ “ไม่มีประเทศใดในโลกที่รัฐบาลควักเงินภาษีไปจัดซื้อประกันภัยแจกฟรีให้ประชาชนทั้งประเทศแบบไทย!”
เมื่อนำโมเดลการบริหารความเสี่ยงระดับสากลมาเปรียบเทียบกับ "โครงการแจกประกันฟรี 1.5 หมื่นล้าน" ของไทย จะเห็นความต่างเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิงใน 3 มิติสำคัญ:
- 1. โมเดล "ร่วมจ่าย " vs "แจกฟรีสร้าง Moral Hazard"
- ต่างประเทศ: ในสหรัฐอเมริกาผ่านโครงการ NFIP (National Flood Insurance Program) หรือญี่ปุ่นผ่านระบบ Earthquake Insurance System รัฐบาลไม่ได้ "แจกประกันฟรี" แต่ใช้กลไกรัฐร่วมมือกับเอกชนเข้ามาคุมราคาเบี้ยประกันไม่ให้แพงเกินไป โดย "ประชาชนต้องร่วมจ่ายเบี้ยประกันเอง" เพื่อสร้างจิตสำนึกในการตระหนักรู้ความเสี่ยง และป้องกันปัญหาภาวะความประมาทเลินเล่อจากการมีประกัน เช่น การดันทุรังสร้างบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากโดยไม่คิดปรับปรุงหรือย้ายออก
- ประเทศไทย: รัฐบาลไทยกลับเลือกวิธี "ประชานิยมสุดขั้ว" ด้วยการใช้างบแผ่นดิน 1.5 หมื่นล้านบาทไปจ่ายเบี้ยแทนประชาชน 100% ซึ่งนอกจากจะสร้างภาระทางการคลังประจำแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงให้ประชาชนขาดความตระหนักในการป้องกันภัยพิบัติด้วยตนเอง เพราะคิดว่าอย่างไรเสียรัฐบาลและประกันก็จ่ายให้อยู่ดี
- 2. รัฐเป็น "ผู้รับประกันภัยต่อ " vs "ลูกค้ารายใหญ่จ่ายเบี้ยทิ้ง"
- ต่างประเทศ: ในอังกฤษ (Flood Re) หรือฝรั่งเศส สถาบันของรัฐทำหน้าที่เป็น "ผู้รับประกันภัยต่อ" หรือจัดตั้งกองทุนกลางเฉพาะกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงส่วนเกินจากบริษัทประกันภัยเอกชนอีกชั้นหนึ่ง ช่วยให้ระบบประกันภัยในประเทศไม่พังทลายเมื่อเกิดภัยใหญ่ โดยรัฐไม่ได้นำงบประมาณไปไล่ซื้อกรมธรรม์แจกประชาชน
- ประเทศไทย: รัฐบาลไทยวางบทบาทตนเองเป็นเพียง "ผู้ซื้อรายใหญ่" ที่นำเงินสดไปประเคนให้สมาคมประกันวินาศภัยเอกชนบริหารจัดการ นำเงินภาษีไปแลกกับการผูกขาดเบี้ยประกันก้อนโต โดยที่รัฐบาลไม่ได้สร้างกลไกรับประกันภัยต่อของภาครัฐขึ้นมาบริหารความเสี่ยงเองเลย
- 3. คำเตือน OECD: ประกันเป็นแค่เครื่องมือ ต้องทำคู่ "ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง"
- องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ชัดในรายงานการบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติว่า ประกันภัยเป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินบรรเทาความเสียหายชั่วคราวเท่านั้น แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนต้องทำควบคู่กับ "การลดความเสี่ยงที่ต้นเหตุ" เช่น การจัดทำผังเมืองที่เข้มงวด การลงทุนในเขื่อน ผนังกั้นน้ำ ระบบระบายน้ำ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า
- หากประเทศยังปล่อยให้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่รับน้ำหรือทางน้ำผ่าน โดยหวังเพียงให้ประกันภัยเข้ามาจ่ายชดเชยเมื่อเกิดเหตุ ต้นทุนของระบบประกันจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบพังทลายลงในที่สุด ซึ่งประเทศไทยภายใต้มติ ครม. ฉบับนี้ กำลังมุ่งหน้าไปสู่กับดักดังกล่าวด้วยการทุ่มงบ 1.5 หมื่นล้านไปจ่ายเบี้ย แต่กลับไม่มีแผนลงทุนลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจนแม้แต่น้อย!
ฉากทัศน์โควิด 2.0 ความเสี่ยงของทุนประกัน?
หากมองในมุมกลับกัน บทวิเคราะห์จากฝั่งโบรกเกอร์และตลาดหุ้นต่างขานรับข่าวนี้อย่างคึกคัก โดยราคาหุ้นกลุ่มประกันภัยอย่าง THRE พุ่งขึ้นทันที 3.5–4% ขานรับมติ ครม. เนื่องจากตลาดมองว่าเป็นเค้กเบี้ยประกันก้อนโตไร้ความเสี่ยงในภาวะที่ไร้ภัยพิบัติ
ขณะเดียวกัน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ประกันภัย นี่คือการสร้าง "วิกฤตความเสี่ยงเชิงระบบ" ที่เปราะบางอย่างยิ่ง!
หากวันใดวันหนึ่ง ประเทศไทยต้องเผชิญภัยพิบัติระดับมหาอุทกภัยปี 2554 ที่กินพื้นที่กว้างขวาง และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายหนักเพียง 2 ล้านหลังคาเรือน จากฐานความคุ้มครอง 30 ล้านครัวเรือน บริษัทประกันภัยจะต้องแบกรับภาระจ่ายสินไหมสูงถึง 200,000 ล้านบาท!
ถามว่า วงเงินเบี้ยประกัน 15,500 ล้านบาทที่สะสมมา จะเพียงพอต่อการจ่ายสินไหมหรือไม่? และหากบริษัทประกันภัยต่อระดับสากลปฏิเสธการรับความเสี่ยง หรือไม่สามารถจ่ายสินไหมได้ทันเวลา ภาคธุรกิจประกันภัยในประเทศจะไม่เสี่ยงเดินรอยตาม "บทเรียนประกันโควิด เจอ-จ่าย-จบ" ที่เคยพากันล้มละลายเป็นโดมิโนจนระบบการเงินสั่นคลอนหรือไม่? และสุดท้ายแล้ว เมื่อเอกชนแบกไม่ไหว รัฐบาลก็ต้องหอบเงินภาษีเข้าไปอุ้มอยู่ดี
ทางออก ตั้ง "กองทุนภัยพิบัติ" ของรัฐเอง!
โครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 1.5 หมื่นล้านบาท ในสายตาของนักวิเคราะห์จึงไม่ใช่นวัตกรรมบริหารความเสี่ยง แต่คือ "การโยนภาระและยกผลประโยชน์ให้เอกชน"
หากรัฐบาลมีความจริงใจในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน ทางออกที่ยั่งยืนและคุ้มค่าเงินภาษีที่สุด คือข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ให้รัฐบาลเปลี่ยนมาจัดตั้ง "กองทุนดูแลภัยพิบัติประชาชน" โดยนำเงินงบประมาณปีละ 15,500 ล้านบาท จัดส่งเข้ากองทุนของรัฐเองทุกปีเพื่อสะสมเป็นทุนสำรอง
ควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบการเบิกจ่ายของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกระทรวงการคลัง นำเทคโนโลยีวัดดัชนีภัยพิบัติ มาใช้จ่ายเงินตรงถึงมือประชาชนโดยไม่ต้องผ่านบริษัทประกัน และนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนตามคำแนะนำของ OECD
อย่าลืมว่าการปกป้องและเยียวยาชีวิตประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ คือภาระหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล และไม่ควรยกชะตาชีวิตของคนทั้งประเทศไปไว้ในมือของบริษัทประกันภัยเอกชน!.


