วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569

เจาะนโยบาย 6 ทีมประกันสังคม ขายฝัน ปั่นจุดขาย VS "Quick Wins" ทำได้จริง?

เมื่อกางข้อเสนอนโยบายของทั้ง 6 ทีมใหญ่ที่ลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 จะพบว่ามีหลายนโยบายเรือธงที่ถูกปั่นกระแสเป็น "จุดขาย" แต่อาจเผชิญกับกำแพงความจริงที่ทำให้ "มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก" หรือ "ใช้เวลาผลักดันนานจนอาจไม่ทันในวาระ" มาร่วมชำแหละนโยบายขายฝันปั่นกระแส และนโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงกัน

         สำหรับนโยบายขายฝัน ที่เกิดขึ้นได้ยาก ประกอบด้วย

1. นโยบาย "ดึงประกันสังคมออกนอกระบบราชการ" (ทีมประกันสังคมก้าวหน้า)

  • ความน่าจะเป็น: ต่ำมาก (ในระยะสั้น-กลาง)
  • เหตุผลเชิงวิเคราะห์:
    • กำแพงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ: การนำองค์กรขนาด 2.85 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่กว่างบประมาณกระทรวงส่วนใหญ่ ออกจากโครงสร้างกระทรวงแรงงาน ต้องผ่านการแก้พระราชบัญญัติประกันสังคม และอาจรวมถึง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม. และสภาผู้แทนราษฎร
    • แรงต้านจากรัฐข้าราชการ: การแยกตัวหมายถึงกระทรวงแรงงานจะสูญเสียอำนาจการบริหารจัดการเม็ดเงินมหาศาลและตำแหน่งข้าราชการจำนวนมาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเจอแรงต้านทานอย่างหนักหน่วงจากกลไกราชการเดิม
    • แม้หลักการจะดี (เพื่อความคล่องตัว): แต่ในทางปฏิบัติ บอร์ดประกันสังคม (แม้จะมาจากตัวแทนลูกจ้าง/นายจ้าง) มีอำนาจเพียง "เสนอแนะและกำหนดนโยบาย" ไม่ใช่อำนาจนิติบัญญัติที่จะสั่งแก้กฎหมายโครงสร้างระดับประเทศได้ด้วยตัวเอง

2. นโยบาย "บำนาญขั้นต่ำ 10,000 บาท/เดือน" หรือ "ปรับบำนาญให้สูงกว่าเส้นความยากจน" (หมอบูรณ์ / บางทีม)

  • ความน่าจะเป็น: ต่ำ-ปานกลาง หากไม่มีการรื้อโครงสร้างการจัดเก็บเงินสมทบครั้งใหญ่ควบคู่กันไป
  • เหตุผลเชิงวิเคราะห์:
    • สมการคณิตศาสตร์ที่ขัดแย้ง: ปัจจุบัน เพดานการจัดเก็บเงินสมทบสูงสุดอยู่ที่ฐานเงินเดือน 17,500 บาท แม้จะมีแผนขยับเพดานแบบขั้นบันได การจะจ่ายบำนาญขั้นต่ำให้ถึง 10,000 บาทต่อเดือน (ซึ่งเท่ากับ 66% ของฐานเงินเดือนสูงสุดปัจจุบัน) จะทำให้กระแสเงินสดขาออก ของกองทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
    • ระเบิดเวลาสังคมสูงวัย: จำนวนผู้จ่ายเงินสมทบลดลง ขณะที่ผู้รับบำนาญเพิ่มขึ้น หากปรับฐานบำนาญขั้นต่ำโดยไม่หาแหล่งรายได้ใหม่ที่มีนัยสำคัญ กองทุนจะเสี่ยงล้มละลายเร็วกว่าเดิมมาก ซึ่งฝั่งนายจ้างและรัฐบาล ที่ต้องร่วมจ่ายสมทบ ย่อมออกมาคัดค้านสุดตัวเพื่อป้องกันการถูกบีบให้เพิ่มอัตราเงินสมทบ

3. นโยบาย "รัฐบาลร่วมจ่ายเงินสมทบ 5% เท่ากับนายจ้างและลูกจ้าง" (กลุ่มประกันสังคมชัดเจน)

  • ความน่าจะเป็น: ต่ำมาก
  • เหตุผลเชิงวิเคราะห์:
    • วินัยการคลังของประเทศ: ปัจจุบันรัฐบาลจ่ายสมทบในอัตรา 2.75% (ซึ่งในความเป็นจริง รัฐยังค้างจ่ายหนี้เงินสมทบประกันสังคมสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก) การเพิ่มภาระงบประมาณแผ่นดินให้รัฐต้องควักจ่ายเพิ่มเป็น 5% (เทียบเท่าส่วนของนายจ้าง/ลูกจ้าง) จะกินพื้นที่งบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศมหาศาล
    • รัฐบาลชุดปัจจุบันแบกภาระหนักอยู่แล้ว: รัฐบาลไทยกำลังเผชิญหน้ากับภาระหนี้สาธารณะ และต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น เงินกู้ 4 แสนล้านบาทในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา) การขอให้รัฐจ่ายเพิ่มเกือบเท่าตัวจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในสภาวะการคลังตึงตัว

4. นโยบาย "จัดตั้งธนาคารประกันสังคม / จัดตั้งสถาบันการเงิน" (ทีมเคลียร์ประกันสังคม / กลุ่มประกันสังคมชัดเจน)

  • ความน่าจะเป็น: ปานกลาง หรืออาจเกิดได้ แต่ต้องใช้เวลาศึกษาและอนุมัติยาวนานมาก
  • เหตุผลเชิงวิเคราะห์:
    • ข้อจำกัดทางกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.): การตั้งธนาคารพาณิชย์ หรือ Specialized Financial Institution (SFI) ต้องได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดของ ธปท. และกระทรวงการคลัง กองทุนประกันสังคมไม่มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ (Credit Risk) หรือการจัดการหนี้เสีย (NPL)
    • ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพกองทุน: หากนำเงินกองทุนมาปล่อยกู้ให้ผู้ประกันตน แม้จะอ้างว่าดอกเบี้ยต่ำและมีเงินชราภาพค้ำประกัน แต่หากเกิดปัญหาหนี้เสียสะสม จะกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุนชราภาพโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการลงทุนที่ต้องเน้น "ความมั่นคงปลอดภัยสูงสุด" ตามกรอบที่วางไว้

5. นโยบาย "เปิดช่องทางให้นำเงินสะสมชราภาพบางส่วนมาใช้ประโยชน์ล่วงหน้า (3 ขอ)" (ทีมเคลียร์ประกันสังคม / หมอบูรณ์ / กฤษฎา ด้วงหิรัญ)

  • ความน่าจะเป็น: ปานกลาง-สูง (มีการแก้ไข กม. รออยู่แล้ว แต่การปฏิบัติจริงอาจมีเงื่อนไขยิบย่อย)
  • เหตุผลเชิงวิเคราะห์:
    • แม้ ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับใหม่ที่ผ่าน ครม. ไปแล้วจะมีเรื่อง "3 ขอ" (ขอเลือก ขอกู้ ขอคืน) บรรจุอยู่ แต่รายละเอียด" จะซ่อนอยู่ใน "กฎกระทรวง" ที่กำหนดเงื่อนไขมากมาย
    • ความกังวลเชิงระบบ: นักวิชาการเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายคัดค้าน เพราะการดึงเงินออมระยะยาวออกมาใช้แก้ปัญหาระยะสั้น จะทำให้เมื่อถึงวัยเกษียณ ผู้ประกันตนจะไม่มีเงินบำนาญเหลือพอประทังชีวิต รัฐบาลและกระทรวงคลังจึงมีแนวโน้มที่จะ "ตั้งกำแพงเงื่อนไข" ให้กู้หรือดึงเงินออกมาใช้ได้ยากที่สุด เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนไว้

สรุปนโยบายหาเสียงเหล่านี้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้ประกันตน แต่ในความเป็นจริง บอร์ดประกันสังคม 14 คน (ฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง) ต้องเข้าไปโหวตสู้กับเสียงของ "ตัวแทนรัฐบาล 7 คน" (ที่มีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน) ท่ามกลางกรอบกฎหมายเก่าที่รัดตึง  ดังนั้น นโยบายที่จะ "พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" หรือรื้อโครงสร้างงบประมาณระดับชาติ จะเป็นโจทย์หินที่บอร์ดชุดใหม่ต้องเผชิญ และอาจเป็นเพียง "คำสัญญาที่สวยหรู" ที่ยากจะเห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 2 ปีของวาระการทำงาน

นโยบาย "Quick Wins" ทำได้จริง

หากตัด "ฝันใหญ่" ที่ต้องรอการแก้ไขพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาออกไป นโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงสูงที่สุด ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบนี้ คือ นโยบายที่อยู่ในขอบเขตอำนาจการอนุมัติของบอร์ดประกันสังคมโดยตรง ด้วยการผ่านการออกประกาศ/ระเบียบกระทรวง หรือเป็นนโยบายที่สอดรับกับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) มีอยู่แล้ว

จากการวิเคราะห์นโยบายของทั้ง 6 กลุ่ม สามารถคัดกรองนโยบายที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในวาระการทำงาน ได้แก่

1. นโยบายกลุ่ม "ปลดล็อกบริการสุขภาพ-ยกเลิกการสำรองจ่าย"

เป็นกลุ่มนโยบายที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้จริงสูงที่สุด เพราะบอร์ดประกันสังคมมีอำนาจปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงิน และการสัญญาจ้างกับโรงพยาบาลเครือข่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมายใหญ่

  • ยกเลิกการสำรองจ่ายค่าคลอดบุตร / เบิกตรงกับโรงพยาบาล (โดย ทีมเคลียร์ประกันสังคม และ กลุ่มประกันสังคมชัดเจน)
    • ความเป็นไปได้: สูงมาก ปัจจุบันมีระบบเบิกจ่ายตรงระหว่าง สปส. กับโรงพยาบาลอยู่แล้ว การเปลี่ยนหมวดค่าคลอดบุตรให้เป็นระบบเบิกตรงโดยตรงจึงสามารถทำได้ทันทีผ่านมติบอร์ด
  • ยกระดับทันตกรรม ทำฟันไม่ต้องสำรองจ่าย / ขูดหินปูนไม่เก็บส่วนต่าง (โดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า และ กลุ่มประกันสังคมชัดเจน)
    • ความเป็นไปได้: สูง สามารถทำได้ด้วยการปรับอัตรารายหัวและเงื่อนไขสัญญาร้านฟันเครือข่าย เพื่อขยายวงเงินหรือกำหนดเกณฑ์ราคากลางร่วมกับสมาคมทันตแพทย์
  • เจ็บป่วยเล็กน้อยรับยาที่ร้านยาใกล้บ้าน / ตรวจคัดกรองโรค NCDs เชิงลึก (โดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า และ ทีมเคลียร์ประกันสังคม)
    • ความเป็นไปได้: สูง เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับระบบของ สปสช. (บัตรทอง) ซึ่งประกันสังคมสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายร้านยาและคลินิกชุมชน อบอุ่น เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ได้ทันที

2. นโยบายกลุ่ม "ยกระดับความโปร่งใสและบริการดิจิทัล"

เป็นนโยบายที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบรับเชิงบวกสูง และอยู่ในอำนาจบริหารจัดการภายในของ สปส. โดยตรง

  • ถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดประกันสังคม / เปิดเผยข้อมูลพอร์ตลงทุนเรียลไทม์ (โดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า, กลุ่มประกันสังคมชัดเจน, และ กลุ่มแรงงานเพื่อสังคม)
    • ความเป็นไปได้: สูงมาก ไม่ต้องใช้วงเงินงบประมาณสูง เพียงแค่บอร์ดมีมติเห็นชอบให้เปิดเผยข้อมูลก็สามารถถ่ายทอดสดและเปิดเผยงบการเงินรายไตรมาสผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที
  • ยกระดับแอปพลิเคชัน SSO Plus เคลมสิทธิและติดตามสถานะออนไลน์ โดย ทีมเคลียร์ประกันสังคม, กลุ่มพลังผู้ประกันตน, และ กลุ่มพัฒนาประกันสังคม
    • ความเป็นไปได้: สูง เนื่องจาก สปส. มีแผนการพัฒนาระบบ Digital SSO อยู่แล้ว การเพิ่มฟีเจอร์แจ้งเตือนเงินสมทบ หรือการยื่นเคลมสิทธิผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นเรื่องของการขยายผลทางเทคโนโลยี

3. นโยบายกลุ่ม "ปรับกลยุทธ์บริหารพอร์ตลงทุน 2.85 ล้านล้านบาท"

บอร์ดประกันสังคมมีคณะกรรมาธิการการลงทุนดูแลโดยเฉพาะ และมีอำนาจตามกฎหมายในการปรับกรอบการจัดสรรสินทรัพย์

  • การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่างประเทศ / สินทรัพย์ยั่งยืน (ESG) (โดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า, กลุ่มพัฒนาประกันสังคม, และ กลุ่มประกันสังคมชัดเจน)
    • ความเป็นไปได้: สูง กฎหมายประกันสังคมเปิดช่องให้ขยายสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและการลงทุนต่างประเทศได้สูงสุดตามกรอบที่กำหนดอยู่แล้ว การปรับย้ายเม็ดเงินไปสู่หุ้น ESG หรือกองทุนต่างประเทศเพื่อหนีตลาดทุนไทยที่โตช้า เป็นสิ่งที่ทำได้ทันทีผ่านมติบอร์ด
  • การดึงผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเข้ามาบริหาร (โดย กลุ่มพัฒนาประกันสังคม – ฝั่งนายจ้าง)
    • ความเป็นไปได้: สูง เป็นแนวทางที่ฝั่งนายจ้างและภาคเอกชนผลักดันอย่างหนัก เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมืองและเพิ่มผลตอบแทนของกองทุนให้ชนะเงินเฟ้อ

4. นโยบายกลุ่ม "ปรับเพิ่มสวัสดิการย่อยในกรอบงบประมาณเดิม"

  • การปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตร (ขยายอายุเป็น 12 ปี / เพิ่มวงเงิน) (โดย ทีมประกันสังคมก้าวหน้า, ทีมเคลียร์ประกันสังคม, และ กลุ่มพลังผู้ประกันตน)
    • ความเป็นไปได้: ปานกลาง-สูง การปรับเปลี่ยนวงเงินสวัสดิการรายเดือนสามารถทำได้ผ่านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัย หากผลการคำนวณพบว่ากองทุนสวัสดิการระยะสั้นยังมีสภาพคล่องเพียงพอ บอร์ดสามารถอนุมัติปรับขึ้นวงเงินได้โดยไม่ต้องรอแก้ พ.ร.บ.
  • การคงสิทธิความคุ้มครองต่อเนื่องสำหรับผู้ประกันตน ม.39 / ม.40 (โดย ทีมเคลียร์ประกันสังคม และ กลุ่มพลังผู้ประกันตน)
    • ความเป็นไปได้: สูง การแก้ระเบียบย่อยเกี่ยวกับการขาดส่งเงินสมทบชั่วคราว หรือการคงสิทธิการรักษาพยาบาลเดิมเมื่อเปลี่ยนสถานะ เป็นเรื่องการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติภายในของเจ้าหน้าที่

นโยบายเหล่านี้คือ "Quick Wins" หรือผลงานที่เห็นผลเร็วที่สุดที่บอร์ดชุดใหม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริงได้ทันทีใน 100 วันแรกของการทำงาน ขณะที่นโยบายโครงสร้างใหญ่อื่นๆ จะต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนผ่านกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป.