วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569

ทรัมป์ต้องชนะเรื่องภาษีนำเข้า

ทันทีที่ศาลสูงสุด (Supreme Court) ตัดสินด้วยคะแนน 6 ต่อ 3 (โดยผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่ทรัมป์เป็นผู้เสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งนี้ถึง 2 ท่าน ได้ข้ามฟากมาลงคะแนนให้ทรัมป์แพ้คดี) ในกฎหมาย IEEPA เมื่อ 20 กุมภาพันธ์-ทรัมป์ไม่พอใจมากและแสดงออกอย่างเต็มที่ที่ผิดหวังต่อการลงคะแนนของสองผู้พิพากษา 2 ท่านที่เขาตั้งมากับมือเขา

เขาได้เตรียมหาทางเก็บภาษีนำเข้าในกฎหมายการค้า ม. 122 มาแทนที่ทันทีในวันรุ่งขึ้นที่ 21 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจปธน.ในการปกป้องการขาดดุลการค้าที่ปธน.สามารถนำมาใช้เป็น Stop Gap (ใช้ได้ชั่วคราว-150 วันเท่านั้น-นอกจากจะขอต่ออายุจากสภาฯ) จนกว่าจะสามารถเจาะจงใช้กฎหมายการค้าไม่เป็นธรรมฉบับอื่นเช่น ม. 301 ที่จะเจาะจงถึงการกระทำเป็นการเฉพาะว่า มีปัญหาการค้าไม่เป็นธรรมด้านใดด้านหนึ่ง

กฎหมาย ม. 122 นี้ มีเพดานภาษีนำเข้าที่ 15% ที่ใช้กับประเทศต่างๆ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และจากวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ก็ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องโดนอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 10-15% โดยทั่วหน้า (ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง)-แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหามิตรกับสหรัฐฯ ก็ยังมิวายต้องยอม

ความหมกหมุ่นในการต้องเป็นผู้ชนะในเกมการต่อรองการค้ากับประเทศต่างๆ นั้น เห็นได้จากการที่ทรัมป์เปลี่ยนชื่อภูเขาในอะแลสกาให้กลับมาใช้ Mount McKinley ตามเดิม-หลังจากที่ปธน.โอบามาได้เปลี่ยนชื่อจาก Mount McKinley (ซึ่งเป็นชื่อของนามสกุลปธน.คนที่ 25 คือ William McKinley ที่ลอบสังหารในปี 1901) มาเป็นชื่อภาษาอินเดียนแดงเจ้าของถิ่นเดิม สำหรับยอดเขา (peak) สูงสุดในอเมริกาเหนือยอดนี้ (ตามคำเสนอของรมต.มหาดไทยของโอบามา) โดยทรัมป์ลงนามในคำสั่งปธน.ในวันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งคือ 20 มกราคม 2025-เพราะได้หาเสียงเอาไว้ว่า จะต้องเปลี่ยนชื่อ-เพราะความไม่เห็นด้วยกับแทบทุกสิ่งที่โอบามาได้สร้างตำนานเอาไว้

ทรัมป์ชื่นชอบในนโยบายเก็บภาษีนำเข้าของปธน.แมคคินลีย์มาก เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยทรัมป์ต้องการให้สหรัฐฯ กลับมาเป็นประเทศผู้ผลิตอีกครั้ง แทนที่จะส่งการผลิตไปไว้ในประเทศจีน และดินแดนอื่นๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีหลายคนที่วิเคราะห์ว่า ทรัมป์ทนไม่ได้ที่ต้องแพ้คดี IEEPA และได้ตัดสินใจกู้หน้าด้วยการบุกโจมตีทำสงครามกับอิหร่าน เพื่อกลบความขายหน้าอันนี้-รวมทั้งประกาศ ม. 122 ทันที

เขายังลงโทษทั้งแคนาดาและอีกหลายประเทศเช่น อินเดีย, บราซิล ที่โดน ม. 338 ต้องจ่ายภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ถึง 50% พอครบวันที่ 150 ของกฎหมาย ม. 122 เขาก็ประกาศลงโทษให้ 60 ประเทศต้องจ่ายภาษีต่อการใช้แรงงานแบบบังคับตามกฎหมาย ม. 301 (เริ่มใช้เมื่อ 1974) ซึ่งประเทศใหญ่ๆ โดนกันทั่วหน้า รวมทั้งสหภาพยุโรปด้วย-และให้มีผลทันที-แทนที่จะต้องมีการสอบสวนจนพบว่า มีการกระทำผิดกฎหมาย 301 เสียก่อน จึงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ (ภาษีนี้ 10-12.5%)

ทันทีที่เขาประกาศใช้กฎหมาย ม. 301 ก็มีบริษัทที่เป็น SME ในการนำเข้าอุปกรณ์การศึกษา และอีกบริษัทด้านเครื่องดื่ม (เป็น 2 เจ้าเดิมที่เคยฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ จนนำไปสู่การอุทธรณ์และฎีกาในศาลสูงสุด และได้ชัยชนะ) ได้ยื่นเรื่องฟ้องทันทีว่า ทรัมป์พยายามขยายการค้าไม่เป็นธรรมมาใช้ ม. 301 เพราะเขาแพ้ใน IEEPA และม. 122 ซึ่งไร้เหตุผล และยังพยายามต่อรองยืดเวลาที่จะจ่ายคืนภาษีที่รัฐบาลทรัมป์ได้คิดจากผู้นำเข้าจากกฎหมาย IEEPA

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ได้มีผู้ว่าฯ จาก 25 รัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย, คอนเนกติกัต, มิชิแกน, เพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเดโมแครตได้ยื่นฟ้องร่วมกับ 2 SME ที่ฟ้องตั้งแต่ 28 กรกฎาคม โดยฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ เพื่อให้ทรัมป์หยุดยั้งการออกคำสั่งตาม ม. 301 เพราะได้กำหนดให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ไต่สวนถึงการบังคับแรงงานในสินค้าที่ส่งเข้าสหรัฐฯ หรือไม่-ขณะเดียวกัน ก็เป็นการตีขลุมที่ประเทศต่างๆ ถึง 60 ประเทศโดยกฎหมายนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ด้านทรัมป์ก็ยกเอาความเสียเปรียบของคนงานอเมริกันที่ต้องสู้กับสินค้าที่ผลิตจากแรงงานถูกบังคับ-ขณะที่ผู้ว่ารัฐต่างๆ ใน 25 แห่งก็ยกเหตุผลว่า ภาษี ม. 301 ที่ไม่มีการสอบสวนนี้ จะทำให้คนอเมริกันต้องจ่ายสินค้านำเข้าในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น และกระทบต่อครัวเรือนอเมริกันในยามที่ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับพลังงาน, ปุ๋ย, พลาสติก เป็นต้น ที่ราคาสูงขึ้นพรวดพราดจากสงครามอิหร่านที่ทรัมป์ก่อขึ้น เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต

ทรัมป์มองว่า ในวาระที่ 1 ของเขานั้น เขาก็ใช้ ม. 301 ฟาดฟันกับจีน โดยศาลตัดสินให้เขาชนะขณะนั้น-และเขาคาดหมายว่า เขาจะชนะอีกในครั้งนี้