วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569

ควบรวม MCOT - Thai PBS เกมสับขาหลอก เบื้องลึกบีบลอกคราบ เร่งรัดประมูลที่ดินหมื่นล้าน

กระแสข่าวการจับรัฐวิสาหกิจด้านสื่อที่กำลังโคม่าดิ้นรนหาทางรอดอย่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT ไปควบรวมกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ถูกจุดพลุขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากมองทะลุ “ค่ายกลโยนหินถามทาง” ครั้งนี้จะพบว่านี่เป็น "เกมสับขาหลอก" ที่มีวาระซ่อนเร้นที่ลึกล้ำกว่านั้น

สคร. จุดพลุ – “หมาแก่”ขยายผล - การเมืองสั่งดับไฟ

จุดเริ่มต้นของแรงกระเพื่อมที่สั่นสะเทือนวงการสื่อรัฐครั้งนี้ มาจากการ "โยนหินถามทาง" ของ นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ว่า สคร. กำลังศึกษาแผนฟื้นฟูและทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจราว 8-9 แห่ง โดยกางยุทธศาสตร์ทั้งการ "ควบรวมกิจการ" และ "ลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐให้ต่ำกว่า 50%" โดยชู "โมเดลการบินไทย" เป็นแม่แบบความสำเร็จในการปลดแอกข้อจำกัดการบริหาร จนทำให้ผลประกอบการพลิกฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายธิบดี ระบุชัดว่า สคร. กำลังหารือกับกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อชงเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร. หรือ ซูเปอร์บอร์ด) ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 นี้ โดยจิ้มไปที่ "อสมท" ว่าเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่เผชิญโจทย์การฟื้นฟูที่ท้าทายอย่างมากจากสมรภูมิอุตสาหกรรมสื่อที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

เชื้อไฟกองนี้ถูกกระพือจนลุกโชนเมื่อรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" โดย "หมาแก่" ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ นำประเด็นนี้มาขยายผลว่าคลังมีแนวคิดจะใช้ "โมเดลการบินไทย" เข้ามาปรับโครงสร้าง อสมท โดยคลังจะลดสัดส่วนถือหุ้นลงต่ำกว่า 50% เพื่อให้ อสมท พ้นสภาพรัฐวิสาหกิจ พร้อมขีดเส้นตายภายใน 6 เดือน ให้ อสมท ไปแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ ยังไปถึงขั้นว่า ควบรวม อสมท. กับ ไทยพีบีเอส แม้ว่าไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ แต่แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงการคลังยืนยันพร้อมที่จะผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดการควบรวมดังกล่าว

ร้อนถึง น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแล บมจ.อสมท ต้องรีบออกโรงมาปฏิเสธเสียงแข็งว่าข่าวการควบรวมไม่เป็นความจริง และไม่เคยมีนโยบายในลักษณะนี้เกิดขึ้น

ทว่า ในทางการเมือง "การรีบออกมาปฏิเสธ" มักแปลว่ามีเค้าโครงความเคลื่อนไหวซ่อนลึกอยู่เบื้องหลัง!

ขัดกฎหมาย-เตี้ยอุ้มค่อม ส่องงบพังทั้งคู่

การโยนหินควบรวมสององค์กรนี้ของกระทรวงการคลัง ที่จริงแทบจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะเกิดจากฐานกฎหมายที่อยู่คนละขั้ว อสมท. ถูกแปลงสภาพตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ให้เป็น "รัฐวิสาหกิจในรูปบริษัทมหาชน" มีผู้ถือหุ้น มีเจ้าหนี้ และมุ่งแสวงหากำไร ในขณะที่ ไทยพีบีเอส เกิดจาก พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ. ส.ส.ท.)มีสถานะเป็น "หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ"

ขณะเดียวกัน ระบบการเงินของสององค์กรก็มีความแตกต่างกัน ตามกฎหมายเงินบำรุงองค์กรไทยพีบีเอส มาจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ หรือเรียกกันติดปากว่า “ภาษีบาป” ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีดังกล่าว และกำหนดเพดานรายได้ไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปีงบประมาณ ส่วน อสมท. เป็นบริษัทมหาชน มีโครงสร้างในแบบบริษัท ทั้งเรื่องหุ้น ผู้ถือหุ้น ทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ สัญญา และภาระผูกพันต่าง ๆ

ถัดมา เมื่อกางงบการเงินมาเทียบกัน จะเห็นภาพ "เตี้ยอุ้มค่อม" หรือสภาวะคนจมน้ำกอดคอกันตายอย่างชัดเจน ผลประกอบการ อสมท อาการหนักหนาสาหัส ปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 316.27 ล้านบาท, ปี 2568 ขาดทุน 308.27 ล้านบาท และเพียงครึ่งปีแรกของ 2569 ก็ขาดทุนไปแล้วถึง 133.71 ล้านบาท

ขณะที่ฟาก ไทยพีบีเอส แม้ภาพลักษณ์จะดูมั่นคงเพราะมี "เงินภาษีบาป" อุดหนุนเพดานสูงสุดถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี แต่หากวัดผลประเมินในแง่องค์กรธุรกิจ ไทยพีบีเอสก็คง "ไม่รอด" เช่นกัน เพราะแบกต้นทุนที่หนักอึ้ง เฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงถึงปีละ 820 ล้านบาท ผนวกกับต้นทุนการผลิตและจ้างผลิตรายการอีกเดือนละ 71 ล้านบาท รวมสองรายการนี้ผลาญเม็ดเงินสูงถึง 138-139 ล้านบาทต่อเดือน หากต้องมาแบกรับโครงสร้างหนี้และพนักงานของ อสมท เข้าไปอีก องค์กรใหม่จะกลายเป็นองค์กรไดโนเสาร์ที่เทอะทะและ "ขาดทุนบวกสอง" ทันที

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า กระทรวงการคลัง ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามกฎหมาย ที่จะไปล้วงลูกหรือสั่งการให้ ไทยพีบีเอส มารับโอนกิจการของ อสมท ได้ หากจะดันดีลนี้จริง รัฐบาลต้องเหนื่อยหนักในการแก้ พ.ร.บ. ส.ส.ท. พ.ศ. 2551 ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญแรงต้านทานจากภาคประชาสังคมและเครือข่ายนักวิชาการ ที่พร้อมเคลื่อนไหวปกป้องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ข่าวการควบรวมนี้จึงเป็นเพียงจิตวิทยาทางการเมืองเพื่อขู่ให้ อสมท. ยอมคายขุมสมบัติชาติในมือเท่านั้น

เปิดลายแทง"ขุมทรัพย์ที่ดินรัชดาฯ"

เป้าหมายที่แท้จริงของการขีดเส้นตาย 6 เดือนให้ อสมท. หาพันธมิตร คงไม่ใช่เพื่อหาคนมาทำรายการทีวีหรือวิทยุ แต่คือการเล็งไปที่ "ขุมทรัพย์แลนด์แบงก์" โดยเฉพาะที่ดิน 50 ไร่ ย่านรัชดา-พระราม 9 ที่ประเมินมูลค่าสูงถึง 9,000 - 9,500 ล้านบาท

ไทม์ไลน์ของกระแสข่าวนี้ที่ถูกจุดพลุขึ้นช่างประจวบเหมาะราวกับเขียนบทไว้ล่วงหน้า เพราะ อสมท. เพิ่งเปิดจำหน่ายซองประมูลสิทธิการเช่าที่ดินระยะยาว 30 ปี ไปเมื่อวันที่ 10 ก.ค. - 26 ส.ค. 2569 โดยมีบิ๊กคอร์ปอเรตระดับประเทศอย่าง กลุ่มเซ็นทรัล (CPN) ที่ต้องการขยายอาณาจักรมิกซ์ยูสใจกลางเมือง และ ค่ายศุภาลัย ที่จ้องพัฒนาบิ๊กโปรเจกต์เชิงพาณิชย์ แสดงความสนใจอย่างออกหน้าออกตา

น.ส.สุนทรียา วงษ์ศิริกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานการเงิน บมจ.อสมท ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ว่า ที่ดินผืนนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ หลังเปิดจำหน่ายซองประมูลไปแล้ว อสมท จะเปิดให้ยื่นข้อเสนอโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 26–27 พฤศจิกายน 2569

การปล่อยข่าวขู่ควบรวมและลดสัดส่วนหุ้นในช่วงที่กลุ่มทุนกำลังทำแผนธุรกิจเพื่อยื่นประมูล จึงเป็นเสมือนแรงบีบที่กดดันให้บอร์ด อสมท. ต้องรีบเคาะดีลปล่อยเช่าที่ดินผืนงามนี้ให้เร็วที่สุด ซึ่งตามกรอบเวลาเป้าหมายคือต้องปิดดีลในเดือนพฤษภาคม 2570 เพื่อตุนกระสุนเงินสดหนีตาย และยังมีที่ดินทำเลทองสำรองย่านหนองแขม 50 ไร่ และบางไผ่ รอต่อคิวเป็นชิ้นปลามันล็อตต่อไปให้กลุ่มทุนได้กลืนกิน

"โมเดลการบินไทย" ยาแรงลอกคราบองค์กร

เมื่อเกมบีบระบายสินทรัพย์สำเร็จ แผนซ้อนแผนของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คือการผลักดัน "การบินไทยโมเดล" อย่างเต็มรูปแบบ นั่นคือการให้กระทรวงการคลัง ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงให้ต่ำกว่า 50% เพื่อปลดแอก อสมท. ออกจากความเป็น "รัฐวิสาหกิจ"

การลอกคราบครั้งนี้ จะเป็นการนำเม็ดเงินก้อนโตที่ได้จากการประเคนแลนด์แบงก์ให้กลุ่มทุน มาใช้ทำ Early Retirement หั่นสวัสดิการและทลายกำแพงความเข้มแข็งของสหภาพแรงงานฯ ลดความอุ้ยอ้ายของโครงสร้างบุคลากรอย่างเบ็ดเสร็จ

ในส่วนของคอร์บิสสิเนส (Core Business) แม้ทีวีดิจิทัลจะร่วงโรย แต่ อสมท. ยังมีรายได้ก้อนใหญ่จากการให้เช่าโครงข่าย (MUX) แตะ 223 ล้านบาทในครึ่งปีแรก รวมถึงคลื่นวิทยุทำเงิน อย่าง FM 103.5 ที่กองทัพบกเพิ่งประกาศคืนคลื่น ทรัพยากรเหล่านี้ต้องถูกนำมาบริหารจัดการใหม่ทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ แสวงหารายได้จากแพลตฟอร์ม OTT, Streaming และ Data Analytics

ทว่า อสมท. ไม่ใช่การบินไทยที่มีทีมมืออาชีพระดับพระกาฬคุมทัพ ปัจจุบันบอร์ดบริหารเผชิญความท้าทายอย่างหนัก แม้เพิ่งตั้ง ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นั่งประธานบอร์ดเมื่อ พ.ค. 2569 แต่เก้าอี้ผู้บริหารสูงสุด (ดีดี อสมท.) กลับว่างเว้นตัวจริงมานานกว่า 4 ปี โดยให้ น.ส.ญาดา กาศยปนันทน์ รักษาการแทน หากองค์กรยังอยู่ในสภาวะ "ไร้หัว" และขับเคลื่อนด้วยโควตาการเมือง การจะฝ่าวิกฤตสื่อที่ดิ่งเหวคงเป็นไปได้ยากยิ่ง

บอร์ดอสมท กับความท้าทายครั้งใหญ่

แม้ "โมเดลการบินไทย" จะถูกยกมาเป็นแม่แบบความสำเร็จ แต่ต้องไม่ลืมว่า การบินไทยฟื้นตัวได้เพราะธุรกิจการบินยังมีผู้บริโภครอใช้บริการมหาศาล และที่สำคัญคือได้ "ทีมมืออาชีพระดับพระกาฬ" อย่าง ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ และ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร เข้ามาคุมแผนฟื้นฟู กล้าหั่นต้นทุนและเจรจาเจ้าหนี้อย่างดุเดือด

แต่สำหรับ อสมท. ถือเป็น "กระดูกคนละเบอร์" อย่างสิ้นเชิง เพราะอุตสาหกรรมสื่อดั้งเดิมกำลังดิ่งเหว คำถามตัวโตๆ คือ กระทรวงการคลังจะส่งบอร์ดบริหารชุดใหม่หน้าตาแบบไหนเข้ามา? หากยังเป็นระบบโควตาการเมือง หรือข้าราชการเกษียณที่ตามโลกเทคโนโลยีไม่ทัน อสมท. ก็ไปไม่รอด

หัวใจสำคัญของการฟื้นฟู อสมท คือ บอร์ดชุดใหม่ต้องเป็น "มือฉมังด้านเทคโนโลยีและธุรกิจสื่อดิจิทัล" ที่กล้าลงมือผ่าตัดองค์กรอย่างเด็ดขาด กล้ารื้อโมเดลหารายได้เดิมทิ้ง และต้องเก่งพอที่จะนำเม็ดเงินจากการเช่าที่ดินไปลงทุนสร้าง S-Curve ใหม่ให้งอกเงย

เดิมพันการกลืนเลือดต้องโปร่งใส

หลังกระแสข่าวการควบรวม สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) แสดงความกังวลต่อแนวทางการควบรวม และเสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาที่ทำให้องค์กรขาดทุนต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อและเม็ดเงินโฆษณาที่ลดลง ทั้งทวงถามถึงความผิดพลาดจากนโยบายรัฐ ทั้งการลงทุนทีวีดิจิทัลกว่า 4,000 ล้านบาท และการขาดความต่อเนื่องของผู้บริหาร

สหภาพฯ ยังเงื้อหมัดเด็ดงัดข้อทุนใหญ่ ด้วยการเสนอทางเลือก "ไม่ปล่อยเช่า" ที่ดิน 50 ไร่ รัชดาฯ แต่ให้รัฐลงทุนพัฒนาเป็น ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ และศูนย์รวมนวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้ระยะยาวและรักษาสมบัติไว้เป็นของรัฐ

จดหมายของสหภาพแรงงาน อสมท คือการ "ตีกัน" นโยบายควบรวมและนโยบายหั่นสินทรัพย์ อสมท ของกระทรวงการคลัง โดยชี้ให้สังคมเห็นว่า ปัญหาของ อสมท แก้ไขได้ หากหยุดการแทรกแซงทางการเมือง ตั้งบอร์ดที่เป็นมืออาชีพจริง เลิกอนุมัติโครงการเอื้อเอกชน และนำที่ดินหมื่นล้านมาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยที่รัฐยังเป็นเจ้าของ ไม่ใช่การประเคนสินทรัพย์ให้ทุนใหญ่ตามแนวทาง "การบินไทยโมเดล" ที่กระทรวงการคลังพยายามตีกรอบไว้

ในยุคที่ระบบนิเวศสื่อดั้งเดิมล่มสลาย การยอม "กลืนเลือด" ลอกคราบองค์กรเป็นไฟลท์บังคับที่ อสมท หนีไม่พ้น แต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านระดับหมื่นล้านนี้ ต้องโปร่งใสทุกฝีก้าว ไม่ใช่ซ่อนดาบเล่นเกมการเมือง เล่นกลสับขาหลอก เพื่อหวังบีบคั้นให้องค์กรคายสมบัติชาติ แล้วเอาแลนด์แบงก์ทำเลทองไป "ประเคน" ใส่พานให้กลุ่มทุน.